https://he05.tci-thaijo.org/index.php/A_JNP/issue/feed วารสารวิชาการพยาบาลและสาธารณสุข (Academic Journal of Nursing and Public Health) 2026-04-30T00:00:00+07:00 รองศาสตราจารย์ ดร.ไพฑูรย์ วุฒิโส ajnp@cpru.ac.th Open Journal Systems <p><strong>วารสารวิชาการพยาบาลและสาธารณสุข<br />(Academic Journal of Nursing and Public Health)<br />ISSN: 3088-1846 (Online)</strong><br /><strong> <br /></strong></p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ :</strong></p> <p> วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความครอบคลุมเนื้อหาทางด้านการพยาบาล การสาธารณสุข วิทยาศาสตร์สุขภาพ และสาขาที่เกี่ยวข้อง<br /> โดยรับตีพิมพ์เผยแพร่บทความ 3 ประเภท ได้แก่ บทความวิจัย (Original article) บทความวิชาการ (Academic article) และรายงานกรณีศึกษา (Case report)</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>ปัจจุบัน กองบรรณาธิการวารสารไม่มีนโยบาย<br />เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ <br /></strong><strong>(Processing fees and/ or Article Page ) <br />จากผู้นิพนธ์บทความ</strong></p> https://he05.tci-thaijo.org/index.php/A_JNP/article/view/7196 การพัฒนารูปแบบการบูรณาการการวางแผนการดูแลล่วงหน้าเพื่อส่งเสริม การดูแลแบบประคับประคองในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระดับชุมชน 2026-01-07T19:21:31+07:00 ปัณณทัต บนขุนทด punnathut.b@nrru.ac.th <p><strong>บทนำ:</strong> ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะท้ายเผชิญกับความต้องการการดูแลที่ซับซ้อนในทุกมิติ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ แต่ระบบบริการสุขภาพระดับชุมชนยังขาดการบูรณาการการวางแผนการดูแลล่วงหน้า และการดูแลแบบประคับประคองอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การดูแลในระยะท้ายไม่สอดคล้องกับคุณค่าและความเจตจำนงของผู้ป่วย</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อนำเสนอองค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบการบูรณาการการวางแผนการดูแลล่วงหน้าเพื่อส่งเสริมการดูแลแบบประคับประคองในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระดับชุมชน</p> <p><strong>สาระสำคัญ:</strong> การพัฒนารูปแบบการบูรณาการการวางแผนการดูแลล่วงหน้าเพื่อส่งเสริมการดูแลแบบประคับประคองในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระดับชุมชน ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การวิเคราะห์สถานการณ์ การออกแบบรูปแบบ การทดลองใช้ และการปรับปรุงรูปแบบ โดยมีองค์ประกอบหลัก 6 องค์ประกอบ คือ 1) การมีภาวะผู้นำ 2) การเสริมศักยภาพ 3) กระบวนการดูแล 4) ระบบข้อมูลและสารสนเทศ 5) การมีส่วนร่วมของชุมชน และ 6) เครื่องมือสนับสนุนการดำเนินงาน ซึ่งผลลัพธ์ของการดำเนินงานตามรูปแบบส่งผลต่อผู้ป่วย ต่อครอบครัว ต่อบุคลากรสุขภาพและชุมชน และต่อระบบบริการสุขภาพ</p> <p><strong>สรุป:</strong> รูปแบบการบูรณาการการวางแผนการดูแลล่วงหน้าเพื่อส่งเสริมการดูแลแบบประคับประคองในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระดับชุมชน เป็นแนวทางการดูแลเชิงระบบที่ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางร่วมกับการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ลดภาระของครอบครัว และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบบริการสุขภาพ</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ:</strong> ควรผลักดันการนำรูปแบบนี้ไปปฏิบัติในหน่วยบริการปฐมภูมิทั่วประเทศ พร้อมทั้งประเมินผลลัพธ์ในระยะยาวเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงนโยบายในการพัฒนาระบบการดูแลแบบประคับประคองในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระดับชุมชนอย่างยั่งยืน</p> 2026-06-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการพยาบาลและสาธารณสุข (Academic Journal of Nursing and Public Health) https://he05.tci-thaijo.org/index.php/A_JNP/article/view/7463 ผู้สูงอายุกับการดูแลเด็กปฐมวัยในครอบครัวข้ามรุ่น: บริบทภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2026-04-06T11:38:14+07:00 สุมาลา สว่างจิต sumala.sa@bru.ac.th ณรงค์กร ชัยวงศ์ narongkorn_chai54@hotmail.com ณิชาภัทร มณีพันธ์ Jenwit_10@hotmail.co.th พัชรี ดัชถุยาวัตร srudent1@bru.ac.th อรกานต์ น้ำคำ student2@bru.ac.th <p><strong>บทนำ </strong><strong>: </strong>ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ซึ่งมีผลต่อโครงสร้างครอบครัวและรูปแบบการดูแลสุขภาพภายในครัวเรือนที่เปลี่ยนแปลงไปโดยเฉพาะพื้นที่ชนบทภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีครอบครัวข้ามรุ่นเพิ่มขึ้น จึงทำให้ผู้สูงอายุต้องทำบทบาทหน้าที่ดูแลเด็กปฐมวัยเป็นหลัก</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong> : </strong>เพื่อวิเคราะห์บทบาทของผู้สูงอายุในการดูแลเด็กปฐมวัยในครอบครัวข้ามรุ่น ผลกระทบจากการเลี้ยงดูต่อผู้สูงอายุและเด็กปฐมวัย และเสนอแนวทางการเสริมสร้างศักยภาพของผู้สูงอายุในการดูแลเด็กปฐมวัยให้เหมาะสมกับบริบททางสังคม วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ</p> <p><strong>สาระสำคัญ</strong><strong> : </strong>บทบาทผู้สูงอายุในการดูแลเด็กปฐมวัยในครอบครัวข้ามรุ่น ได้แก่ การเลี้ยงดู อบรมสั่งสอน ถ่ายทอดวัฒนธรรม และส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งผลกระทบต่อผู้สูงอายุและเด็กปฐมวัยมีทั้งด้านบวกและด้านลบในมิติทางสุขภาพ จิตใจ สังคม และเศรษฐกิจ และแนวทางการเสริมสร้างศักยภาพผู้สูงอายุในการดูแลเด็กปฐมวัย ได้แก่ การพัฒนาความรู้และทักษะการดูแลเด็ก การสร้างเครือข่ายสนับสนุนในชุมชน และการส่งเสริมความรอบรู้ด้านดิจิทัลให้กับผู้สูงอายุ</p> <p><strong>สรุปผล </strong>: ผู้สูงอายุเป็นดูแลหลักในการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยในครอบครัวข้ามรุ่น ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตทั้งผู้สูงอายุและเด็กปฐมวัย จึงจำเป็นต้องมีการเสริมสร้างศักยภาพผู้สูงอายุและระบบสนับสนุนที่เหมาะสมกับบริบทภาคตะวันออกเฉียงเหนือ</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ : </strong>หน่วยงานสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ควรนำองค์ความรู้จากบทความนี้ไปเสริมสร้างศักยภาพผู้สูงอายุโดยจัดอบรมเกี่ยวกับพัฒนาการและการเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยในด้านต่างๆ เพื่อให้สามารถดูแลเด็กปฐมวัยได้อย่างเหมาะสมตามบริบทสังคมปัจจุบัน</p> 2026-06-14T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการพยาบาลและสาธารณสุข (Academic Journal of Nursing and Public Health) https://he05.tci-thaijo.org/index.php/A_JNP/article/view/7199 การพัฒนารูปแบบห้องเรียนออนไลน์สำหรับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในพื้นที่อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี 2026-02-20T09:55:39+07:00 ณัฐพล ปัญญา nattaponpanya@gmail.com วิลาวัณย์ ชาดา wilawun.c@ubru.ac.th <p><strong>บทนำ: </strong>โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญที่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการสนับสนุนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วย การเรียนรู้ผ่านห้องเรียนออนไลน์เป็นอีกแนวทางในการส่งเสริมศักยภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในปัจจุบัน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย: </strong>เพื่อพัฒนารูปแบบห้องเรียนออนไลน์สำหรับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย: </strong>การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ศึกษาระหว่างเดือนมกราคม 2568 ถึงกรกฎาคม 2568 มีขั้นตอนการวิจัย 3 ระยะ คือ 1) ระยะที่ 1 ศึกษาบริบทและความต้องการของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านที่มีต่อการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 กลุ่มตัวอย่างเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จำนวน 327 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบทดสอบความรู้เรื่องโรคเบาหวาน และแบบสอบถามบริบทการทำงานและความต้องการของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา 2) ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบห้องเรียนออนไลน์สำหรับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญและตัวแทนชุมชน จำนวน 18 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เก็บข้อมูลโดยการสนทนากลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แนวทางการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และ 3) ระยะที่ 3 การประเมินผลห้องเรียนออนไลน์สำหรับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จำนวน 40 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ทดลอง ได้แก่ รูปแบบห้องเรียนออนไลน์ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบทดสอบความรู้เรื่องโรคเบาหวาน และแบบสอบถามการรับรู้แรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Paired samples t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>ผลการวิจัยพบว่า 1) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน มีความรู้เรื่องโรคเบาหวานระดับปานกลาง (M=10.55, SD=4.16) มีปัญหาความไม่ร่วมมือของผู้ป่วยในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ร้อยละ 83.18 และมีความต้องการเครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อใช้ในการเยี่ยมบ้าน 2) รูปแบบห้องเรียนออนไลน์คือ ห้องเรียนผ่านระบบบัญชีไลน์ทางการร่วมกับโปรแกรม Canva ภายใต้ชื่อ Trakarn diabetes online (TDO) จำนวน 6 บทเรียน และ 3) หลังการทดลองใช้รูปแบบ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน มีคะแนนเฉลี่ยความรู้เรื่องโรคเบาหวาน และการรับรู้แรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคโดยรวมและรายด้าน สูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;.001)</p> <p><strong>สรุปผล: </strong>รูปแบบห้องเรียนออนไลน์นี้สามารถพัฒนาความรู้และการรับรู้แรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านได้</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ: </strong>ควรบูรณาการห้องเรียนออนไลน์ TDO ในหลักสูตรพัฒนาอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน พร้อมพัฒนาระบบคลังสื่อต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเองและการถ่ายทอดความรู้สู่ผู้ป่วยโรคเบาหวาน</p> 2026-04-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการพยาบาลและสาธารณสุข (Academic Journal of Nursing and Public Health) https://he05.tci-thaijo.org/index.php/A_JNP/article/view/7194 ผลของแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับของผู้ป่วยนอนติดเตียง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดสมุทรสงคราม 2026-01-28T14:21:28+07:00 ปิ่นรัตน์ พูลละม้าย pinrutpoolamy2514@gmail.com ปัณณทัต บนขุนทด punnathut.b@nrru.ac.th <p><strong>บทนำ</strong>: แผลกดทับเป็นปัญหาสำคัญในผู้ป่วยนอนติดเตียงที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลที่อ้างอิงหลักฐานเชิงประจักษ์จึงมีความจำเป็นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและดูแลผู้ป่วยในระดับปฐมภูมิ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong>: เพื่อศึกษาผลของแนวปฏิบัติต่อการลดความเสี่ยงการเกิดแผลกดทับของผู้ป่วยนอนติดเตียง</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong>: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยนอนติดเตียงที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับ จำนวน 21 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันแผลกดทับ และแบบประเมินความเสี่ยงการเกิดแผลกดทับในผู้ป่วยติดเตียง เก็บข้อมูลระยะเวลา 3 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ McNemar’s test</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: ภายหลังการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับ พบว่า จำนวนกลุ่มตัวอย่างที่มีความเสี่ยงการเกิดแผลกดทับลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; .05)</p> <p><strong>สรุปผล</strong>: แนวปฏิบัติการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิผลในการลดความเสี่ยงการเกิดแผลกดทับในผู้ป่วยนอนติดเตียงในหน่วยบริการปฐมภูมิได้</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong>: ควรส่งเสริมให้มีการนำแนวปฏิบัตินี้ไปใช้อย่างต่อเนื่องในพื้นที่ และขยายผลไปยังเครือข่ายสุขภาพระดับปฐมภูมิอื่นที่มีบริบทใกล้เคียงกัน รวมถึงควรจัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้กับผู้ดูแลหลักเพื่อความยั่งยืนในการป้องกันการเกิดแผลกดทับที่บ้าน</p> 2026-05-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการพยาบาลและสาธารณสุข (Academic Journal of Nursing and Public Health) https://he05.tci-thaijo.org/index.php/A_JNP/article/view/7437 การพัฒนาความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพของผู้ประกอบการร้านชำในเขตพื้นที่ ตำบลลำสนธิ อำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี 2026-02-16T20:23:56+07:00 สัจจธรรม แจ่มจันทร์ nongmaew15@gmail.com <p><strong>บทนำ</strong>: ร้านชำเป็นแหล่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่สำคัญในชุมชนแต่ยังพบปัญหาการจำหน่าย ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่เหมาะสมส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค การพัฒนาความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพของผู้ประกอบการร้านชำจึงมีความสำคัญในการส่งเสริมการคุ้มครองผู้บริโภคในชุมชน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong>: เพื่อพัฒนารูปแบบการพัฒนาความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพของผู้ประกอบการร้านชำ ในเขตพื้นที่ตำบลลำสนธิ อำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong>: การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ดำเนินการโดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้ 1) ระยะที่ 1 การศึกษาสถานการณ์และปัญหาการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ประกอบการร้านชำ จำนวน 30 ร้าน เครื่องมือการวิจัยเป็นแบบบันทึกการตรวจร้านชำ เก็บข้อมูลใช้เวลาประมาณ 30 นาทีต่อราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา 2) ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบการพัฒนาความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้ประกอบการร้านชำ จำนวน 30 คน เครื่องมือเก็บข้อมูลเป็นแนวคำถามปลายเปิด เก็บข้อมูลด้วยการประชุมระดมสมอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และ 3) ระยะที่ 3 การประเมินประสิทธิผลรูปแบบการพัฒนาความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ประกอบการร้านชำ จำนวน 30 คน เครื่องมือทดลอง คือ รูปแบบการพัฒนาความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ และเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ Paired sample t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: พบว่า 1) ผู้ประกอบการร้านชำบางส่วนยังมีการจำหน่ายยาอันตราย ร้อยละ 53.33และอาหารที่มีฉลากไม่ครบถ้วน ร้อยละ 60 2) รูปแบบการพัฒนาความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพของผู้ประกอบการร้านชำ ประกอบด้วย 5 กิจกรรม ได้แก่ การอบรมให้ความรู้ การใช้สื่อประชาสัมพันธ์ การติดตามเฝ้าระวังโดยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน การใช้ระบบสารสนเทศเฝ้าระวัง และการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และ 3) ภายหลังการทดลองใช้รูปแบบฯ คะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพของผู้ประกอบการโดยรวม เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;.05)</p> <p><strong>สรุปผล</strong>: รูปแบบการพัฒนาความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพที่พัฒนาขึ้นช่วยเพิ่มความรอบรู้และส่งเสริมพฤติกรรมการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพของผู้ประกอบการร้านชำได้</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong>: ควรขยายผลไปยังพื้นที่อื่นและส่งเสริมการพัฒนาความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างต่อเนื่องโดยอาศัยความร่วมมือจากเครือข่ายชุมชนเพื่อเสริมสร้างระบบคุ้มครองผู้บริโภคที่ยั่งยืน</p> 2026-05-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการพยาบาลและสาธารณสุข (Academic Journal of Nursing and Public Health)