https://he05.tci-thaijo.org/index.php/A_JNP/issue/feed
วารสารวิชาการพยาบาลและสาธารณสุข (Academic Journal of Nursing and Public Health)
2025-12-22T16:09:16+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไพฑูรย์ วุฒิโส
ajnp@cpru.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารวิชาการพยาบาลและสาธารณสุข<br />(Academic Journal of Nursing and Public Health)<br />ISSN: 3088-1846 (Online)</strong><br /><strong> </strong></p> <p><strong>ปัจจุบัน กองบรรณาธิการวารสารไม่มีนโยบาย<br />เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ <br /></strong><strong>(Processing fees and/ or Article Page ) <br />จากผู้นิพนธ์บทความ</strong></p>
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/A_JNP/article/view/6219
การประเมินความสมเหตุผลของการสั่งใช้ยาโอเมพราโซลชนิดรับประทาน เพื่อป้องกันการเกิดแผลในระบบทางเดินอาหาร แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่ง จังหวัดชัยภูมิ
2025-07-11T13:29:11+07:00
พาณี ชัยจันดี
Paneepharm@gmail.com
<p><strong>บทนำ: </strong>การสั่งใช้ยาโอเมพราโซล โรงพยาบาลจัตุรัส อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ ปีงบประมาณ 2565-2567 มีมูลค่าสูงอยู่ใน 20 รายการแรกของการสั่งใช้ยาในโรงพยาบาล ซึ่งอาจมีการสั่งใช้ยาไม่สมเหตุผล ทำให้โรงพยาบาลสูญเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย: </strong>เพื่อประเมินความสมเหตุผลและมูลค่าของการสั่งใช้ยาโอเมพราโซล ชนิดรับประทานเพื่อป้องกันการเกิดแผลในระบบทางเดินอาหาร แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย: </strong>เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยที่ได้รับยาโอเมพราโซล ชนิดรับประทานในผู้ป่วยนอก จากฐานข้อมูล HOSxP ของโรงพยาบาลจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ จำนวน 4,167 ใบสั่งยา คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบบันทึกข้อมูลความสมเหตุสมผลของการสั่งใช้ยาโอเมพราโซลชนิดรับประทานในผู้ป่วยนอก มีค่าดัชนีความสอดคล้องรายข้อ อยู่ระหว่าง 0.67-1.00 ข้อมูลที่ศึกษาเป็นข้อมูลในช่วงเวลาระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม ถึง 31 ธันวาคม 2566 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>พบว่ามีการใช้ยาโอเมพราโซลเพื่อป้องกันการเกิดแผลในระบบทางเดินอาหารตามข้อบ่งใช้ จำนวน 4,167 ใบสั่งยา คิดเป็นมูลค่า 279,288.00 บาท มีการใช้สมเหตุผลตามข้อบ่งใช้ จำนวน 2,421 ใบสั่งยา ร้อยละ 58.10 คิดเป็นมูลค่า 161,437.50 บาท และใช้ไม่สมเหตุผล จำนวน 1,746 ใบสั่งยา ร้อยละ 41.90 คิดเป็นมูลค่า 117,850.50 บาท โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ มีการใช้ไม่สมเหตุผลมากที่สุด จำนวน 1,397 ใบสั่งยา ร้อยละ 33.52 คิดเป็นมูลค่า 80,181.00 บาท และกลุ่มที่มีความเสี่ยงปานกลาง มีการใช้ไม่สมเหตุผล จำนวน 349 ใบสั่งยา ร้อยละ 8.38 คิดเป็นมูลค่า 37,699.50 บาท</p> <p><strong>สรุปผล: </strong>มีการใช้ยาโอเมพราโซลเพื่อป้องกันการเกิดแผลในระบบทางเดินอาหารอย่างไม่สมเหตุผลซึ่งเป็นการใช้ยาไม่ตรงกับข้อบ่งใช้พบในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำมากที่สุดส่งผลให้มีมูลค่าการสูญเสียเกินความจำเป็น</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ: </strong>ควรมีการกำหนดมาตรการในการใช้ยาโอมเพราโซล เพื่อป้องกันการเกิดแผลในระบบทางเดินอาหารให้เหมาะสมโดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ และกลุ่มผู้ป่วยที่ถูกวินิจฉัยเกี่ยวกับโรคทางเดินอาหาร ที่มีการติดเชื้อ <em>H. pylori</em> และมีกำกับติดตามการสั่งจ่ายยาและมูลค่าที่เกิดขึ้นเพื่อลดการสูญเสียมูลค่าการสั่งจ่ายยาที่ไม่เหมาะสมของโรงพยาบาล</p>
2025-12-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการพยาบาลและสาธารณสุข (Academic Journal of Nursing and Public Health)
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/A_JNP/article/view/6838
ความสัมพันธ์ระหว่างความผูกพันในครอบครัวกับภาวะซึมเศร้า ในผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้าน อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ
2025-12-22T16:09:16+07:00
เพียงพิมพ์ ปัณระสี
phiangphim@gmail.com
ธราดล ปอสิงห์
tharadon.por@student.mahidol.edu
<p><strong>บทนำ: </strong>การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและครอบครัวทำให้ผู้สูงอายุมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้านที่มีข้อจำกัดในการดำเนินชีวิต ความผูกพันในครอบครัวจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อสุขภาวะทางจิตใจซึ่งอาจส่งผลต่อการเกิดภาวะซึมเศร้าได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย: </strong>1) เพื่อศึกษาระดับความผูกพันในครอบครัวของผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้าน 2) เพื่อศึกษาระดับภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้าน และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความผูกพันในครอบครัวกับภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้าน อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย: </strong>การศึกษาหาความสัมพันธ์แบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้าน จำนวน 296 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบวัดความซึมเศร้าในผู้สูงอายุไทย และแบบสอบถามความผูกพันในครอบครัว มีค่าความเที่ยงของเครื่องมือเท่ากับ 0.93 และ 0.79 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>พบว่า 1) ความผูกพันในครอบครัว ส่วนใหญ่อยู่ในระดับผูกพันมาก ร้อยละ 52.70 (M=41.11, SD=4.77) 2) ภาวะซึมเศร้า ส่วนใหญ่ไม่มีภาวะซึมเศร้า ร้อยละ 83.78 (M=7.90, SD=5.41) และ 3) ความผูกพันในครอบครัวมีความสัมพันธ์เชิงลบกับภาวะซึมเศร้า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=-0.174, p-value<.01)</p> <p><strong>สรุปผล: </strong>ความผูกพันในครอบครัวมีความสัมพันธ์เชิงลบกับภาวะซึมเศร้า ยิ่งมีความผูกพันในครอบครัวสูงมีแนวโน้มที่จะมีภาวะซึมเศร้าน้อยลง</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ: </strong>เจ้าหน้าที่สาธารณสุขควรส่งเสริมกิจกรรมสร้างความผูกพันระหว่างผู้สูงอายุกลุ่มติดบ้านกับครอบครัว พร้อมประเมินความผูกพันในครอบครัวและคัดกรองภาวะซึมเศร้าเพื่อวางแผนการดูแลที่เหมาะสมต่อไป</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการพยาบาลและสาธารณสุข (Academic Journal of Nursing and Public Health)
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/A_JNP/article/view/6857
การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2
2025-12-19T10:17:25+07:00
ปรียาภรณ์ เคลือบพ่วง
nokpreeyaporn30774@gmail.com
<p><strong>บทนำ:</strong> โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของประเทศไทยซึ่งการควบคุมระดับน้ำตาล ในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานยังคงเป็นความท้าทายเนื่องจากเกี่ยวข้องกับปัจจัยหลากหลายมิติ จึงควรนำการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างมาใช้อธิบายอิทธิพลเชิงสาเหตุของปัจจัยดังกล่าวอย่างเป็นระบบ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อพัฒนาและทดสอบความเหมาะสมโมเดลสมการโครงสร้างของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อระดับน้ำตาลสะสมในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong>: การวิจัยเชิงปริมาณแบบวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงเหตุผลโดยการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 300 คน สุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม ประกอบด้วย ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน ความเชื่อด้านสุขภาพ การรับรู้ความสามารถของตนเอง การสนับสนุนทางสังคม ความร่วมมือในการใช้ยา พฤติกรรมการดูแลตนเอง ซึ่งมีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.82, 0.89, 0.94, 0.91, 0.83 และ 0.87 ตามลำดับ เก็บข้อมูลระหว่างเดือนสิงหาคมถึงกันยายน 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และ การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง </p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> โมเดลสมการโครงสร้างมีความเหมาะสมสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (c²/df = 2.76, CFI = 0.956, TLI = 0.951, RMSEA = 0.52, SRMR = 0.045) อธิบายความแปรปรวนของระดับน้ำตาลสะสมในเลือดได้ร้อยละ 72 (R² = 0.72) โดยพบว่า อิทธิพลทางตรงต่อระดับน้ำตาลสะสมในเลือด ได้แก่ พฤติกรรมการดูแลตนเอง (β = −0.42, p-value < .001) และความร่วมมือในการใช้ยา (β = −0.25, p-value < .001) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และอิทธิพลทางอ้อม ได้แก่ การรับรู้ความสามารถของตนเอง (β = −0.14, p-value < .001) ความเชื่อด้านสุขภาพ (β = -0.09, p-value < .01) ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน (β = −0.08, p-value < .01) และการสนับสนุนทางสังคม (β = -0.07, p-value < .01) โดยส่งผลต่อระดับน้ำตาลสะสมในเลือดผ่านพฤติกรรมการดูแลตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> พฤติกรรมการดูแลตนเอง ความร่วมมือในการใช้ยา มีผลโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำตาลสะสมในเลือด ส่วนการรับรู้ความสามารถของตนเอง ความเชื่อด้านสุขภาพ ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน และการสนับสนุนทางสังคม มีผลทางอ้อมต่อการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำตาลสะสมในเลือดโดยผ่านพฤติกรรมการดูแลตนเอง</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ:</strong> เจ้าหน้าที่สาธารณสุขควรพัฒนาแนวทางการส่งเสริมพฤติกรรมการปฏิบัติตนเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลสะสมในเลือดโดยบูรณาการปัจจัยเชิงสาเหตุที่หลากหลายมาออกแบบกิจกรรมการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง</p>
2026-01-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการพยาบาลและสาธารณสุข (Academic Journal of Nursing and Public Health)
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/A_JNP/article/view/6868
ผลของโปรแกรมสุขศึกษาตามแบบจำลองความเชื่อด้านสุขภาพต่อการรับรู้และพฤติกรรม การป้องกันอันตรายจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย ตำบลท่าใหญ่ อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ
2025-10-28T00:23:45+07:00
เกรียงศักดิ์ กองเงินนอก
num.nb@hotmail.com
<p><strong>บทนำ:</strong> การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจากการสัมผัสสารเคมีอย่างต่อเนื่อง แบบจำลองความเชื่อด้านสุขภาพเป็นกรอบแนวคิดที่สามารถนำมาใช้พัฒนาโปรแกรมสุขศึกษาเพื่อเสริมสร้างการรับรู้และส่งเสริมพฤติกรรมการป้องกันอันตรายจากสารเคมีในกลุ่มเกษตรกรได้</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยการรับรู้โอกาสเสี่ยง การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้ผลประโยชน์ การรับรู้อุปสรรค และพฤติกรรมการป้องกันอันตรายจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ก่อนและหลังการทดลอง</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย:</strong> การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างจำนวน 40 คน สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมสุขศึกษาตามแบบจำลองความเชื่อด้านสุขภาพ และ 2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย (1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป (2) แบบสอบถามด้านการรับรู้โอกาสเสี่ยง การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้ประโยชน์ และการรับรู้อุปสรรค มีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.78, 0.81, 0.76 และ 0.89 ตามลำดับ และ (3) แบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันอันตรายจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช มีค่าความเที่ยง เท่ากับ 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน คือ Paired samples t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> พบว่าหลังการทดลอง 1) คะแนนการรับรู้โอกาสเสี่ยง การรับรู้ความรุนแรง การรับรู้ประโยชน์ และการรับรู้อุปสรรค ดีกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value<.001) และ 2) พฤติกรรมการป้องกันอันตรายจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ก่อนผสมสารเคมี ระหว่างฉีดพ่นสารเคมี และหลังฉีดพ่นสารเคมี ดีกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value<.01, p-value<.001, p-value<.001 ตามลำดับ)</p> <p><strong>สรุปผล: </strong>โปรแกรมสุขศึกษาตามแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพสามารถส่งเสริมการปรับเปลี่ยนการรับรู้และพฤติกรรมการป้องกันอันตรายจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิผล</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ:</strong> บุคลากรด้านสุขภาพสามารถนำโปรแกรมสุขศึกษานี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมการรับรู้และพฤติกรรมการป้องกันอันตรายจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในพื้นที่อื่นซึ่งมีบริบทของชุมชนใกล้เคียงกันได้</p>
2026-01-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการพยาบาลและสาธารณสุข (Academic Journal of Nursing and Public Health)
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/A_JNP/article/view/6876
ผลของโปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมดูแลตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในคลินิกหมอครอบครัวสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี
2025-11-28T20:17:21+07:00
ปณิตา บุญมี
hna.panita@gmail.com
<p><strong>บทนำ:</strong> โรคไตเรื้อรังเป็นปัญหาสาธารณสุขที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะไตเสื่อม ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในการรักษา จึงควรป้องกันและชะลอไตเสื่อมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong> เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมดูแลตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในคลินิกหมอครอบครัวสว่างอารมณ์ ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ทั้งก่อนและหลังได้รับโปรแกรม</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย:</strong> การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 50 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 25 คน สุ่มเข้ากลุ่มด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ โปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมดูแลตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบบันทึกข้อมูลทางคลินิก และ แบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3อ2ส มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา ระหว่าง 0.67-1.00 และมีค่าความเที่ยง เท่ากับ 0.72 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน คือ Chi-square test, Fisher’s exact test, Paired samples t-test และ Independent t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> ภายหลังการทดลอง พบว่า กลุ่มทดลองมี 1) คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมสุขภาพตามหลัก 3อ2ส สูงกว่าก่อนการทดลอง (p-value<.001) และสูงกว่ากลุ่มควบคุม (p-value<.001) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2) ค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือด ต่ำกว่าก่อนการทดลอง (p-value<.001) แต่ไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม (p-value>.05) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ 3) ค่าเฉลี่ยอัตราเฉลี่ยการกรองของไต สูงกว่าก่อนการทดลอง (p-value<.001) และสูงกว่ากลุ่มควบคุม (p-value<.05) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> โปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมดูแลตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ป่วยเบาหวานและทำให้อัตราการของไตดีขึ้น</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ:</strong> บุคลากรด้านสุขภาพควรนำโปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมดูแลตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อม ไปบูรณาการกับการดูแลผู้ป่วยในคลินิกโรคเบาหวานในสถานบริการสุขภาพอื่น ๆ</p>
2026-01-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการพยาบาลและสาธารณสุข (Academic Journal of Nursing and Public Health)