https://he05.tci-thaijo.org/index.php/A_JNP/issue/feed วารสารวิชาการพยาบาลและสาธารณสุข (Academic Journal of Nursing and Public Health) 2026-08-30T18:39:39+07:00 รองศาสตราจารย์ ดร.ไพฑูรย์ วุฒิโส ajnp@cpru.ac.th Open Journal Systems <p><strong>วารสารวิชาการพยาบาลและสาธารณสุข<br />(Academic Journal of Nursing and Public Health)<br />ISSN: 3088-1846 (Online)</strong><br /><strong> <br /></strong></p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ :</strong></p> <p> วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความครอบคลุมเนื้อหาทางด้านการพยาบาล การสาธารณสุข วิทยาศาสตร์สุขภาพ และสาขาที่เกี่ยวข้อง<br /> โดยรับตีพิมพ์เผยแพร่บทความ 3 ประเภท ได้แก่ บทความวิจัย (Original article) บทความวิชาการ (Academic article) และรายงานกรณีศึกษา (Case report)</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>ปัจจุบัน กองบรรณาธิการวารสารไม่มีนโยบาย<br />เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ <br /></strong><strong>(Processing fees and/ or Article Page ) <br />จากผู้นิพนธ์บทความ</strong></p> https://he05.tci-thaijo.org/index.php/A_JNP/article/view/7827 การดูแลแผลเรื้อรังด้วยน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น: บทบาทของพยาบาลชุมชน ในระบบสุขภาพปฐมภูมิ 2026-07-20T16:12:29+07:00 สุภาภรณ์ สุวรรณโรจน์ nang.supaporn2515hos@gmail.com ละมุน คำเสนา lamoon002514hos@gmail.com สิริพิมล ชาญตะคุ Siliphi2515hos@gmail.com <p><strong>บทนำ</strong>: บทบาทของพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยแผลเรื้อรัง ควรเริ่มตั้งแต่การประเมินผู้ป่วยแบบองค์รวมเพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการตัดสินใจในการปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม และควรกำจัดสาเหตุหรือปัจจัยที่จะทำให้แผลหายช้า และให้การพยาบาลโดยการเตรียมพื้นผิวของแผล การบรรเทาความเจ็บปวด การพัฒนาการใช้สมุนไพรในท้องถิ่นเพื่อป้องกันและรักษาผู้ป่วยแผลเรื้อรัง และการใช้น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นเป็นทางเลือกหนึ่งในการดูแลผู้ป่วยแผลเรื้อรัง</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อนำเสนอองค์ความรู้เกี่ยวกับบทบาทพยาบาลชุมชนในการประเมินและดูแลผู้ป่วยแผลเรื้อรังด้วยน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น โดยประยุกต์ใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ในการวางแผนการพยาบาลและติดตามการหายของแผลในระบบสุขภาพปฐมภูมิ</p> <p><strong>สาระสำคัญ</strong>: พยาบาลมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยแผลเรื้อรัง โดยประยุกต์ใช้น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นร่วมกับการประเมินและติดตามการหายของแผลอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมการประเมินขนาดพื้นที่แผล สิ่งขับหลั่ง ลักษณะพื้นแผล การติดของผ้าปิดแผล และการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อ เพื่อสนับสนุนการดูแลแผลที่มีประสิทธิภาพตามหลักฐานเชิงประจักษ์</p> <p><strong>สรุปผล</strong>: พยาบาลมีบทบาทสำคัญในการใช้น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นในการดูแลผู้ป่วยแผลเรื้อรังโดยใช้เป็นทางเลือกในการส่งเสริมการหายของบาดแผลเรื้อรังได้</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong>: ควรส่งเสริมการใช้น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นเป็นทางเลือกในการดูแลแผลเรื้อรังในระดับปฐมภูมิ ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพพยาบาลชุมชนในการประเมินและดูแลแผลอย่างเป็นระบบ รวมทั้งสนับสนุนการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันประสิทธิผลในระยะยาว</p> 2026-09-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการพยาบาลและสาธารณสุข (Academic Journal of Nursing and Public Health) https://he05.tci-thaijo.org/index.php/A_JNP/article/view/7467 การพยาบาลผู้ป่วยบาดเจ็บที่ศีรษะและทรวงอกร่วมกับมีภาวะลมรั่วในช่องเยื่อหุ้มปอด 2026-06-28T16:56:06+07:00 ชุลีรัตน์ น้อยมณี tooktaza50@gmail.com <p><strong>บทนำ</strong>: การบาดเจ็บรุนแรงที่ศีรษะและทรวงอกร่วมกับภาวะลมรั่วในช่องเยื่อหุ้มปอดเป็นภาวะวิกฤตที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิต เนื่องจากสมองสูญเสียหน้าที่ร่วมกับปอดไม่สามารถขยายตัวได้เต็มที่ ร่างกายจึงขาดออกซิเจนและอวัยวะล้มเหลว</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อศึกษาการพยาบาลผู้ป่วยบาดเจ็บศีรษะและทรวงอกร่วมกับมีภาวะลมในช่องเยื่อหุ้มปอดให้ปลอดภัย ไร้ภาวะแทรกซ้อน ตามมาตรฐานวิชาชีพตั้งแต่จุดเกิดเหตุจนส่งต่อโรงพยาบาลตติยภูมิ</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong>: ศึกษาเชิงลึกจากกรณีศึกษา 1 ราย โดยบูรณาการแนวคิดทฤษฎีการพยาบาลแบบองค์รวม และทฤษฎีระบบพยาบาลแบบทดแทนทั้งหมดของโอเร็ม เพื่อวิเคราะห์ภาวะพร่องในการดูแลตนเอง และวินิจฉัยการพยาบาลตามกรอบ NANDA</p> <p><strong>รายงานผู้ป่วย</strong>: ผู้ป่วยชายไทย อายุ 58 ปี ประสบอุบัติเหตุจักรยานยนต์ หมดสติ ณ จุดเกิดเหตุ หน่วยปฏิบัติการการแพทย์ขั้นสูงออกรับและดูแลต่อเนื่องบนรถพยาบาล เมื่อถึงห้องฉุกเฉินผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว ระดับความรู้สึกตัวต่ำมาก GCS 4 คะแนน (E1V2M1) มีเสียงหายใจลำบาก และเสียงหายใจของปอดเบาลง</p> <p><strong>สรุปผล</strong>: พบปัญหาสำคัญ 5 ข้อ คือ 1) เสี่ยงต่อภาวะคุกคามชีวิต 2) พร่องออกซิเจนจากการหายใจไม่มีประสิทธิภาพ 3) เสี่ยงต่อความดันในกะโหลกศีรษะสูง 4) เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนขณะส่งต่อ และ 5) ญาติมีความวิตกกังวลสูง ผู้ป่วยได้รับการแก้ไขภาวะพร่องออกซิเจนทันทีโดยการใส่ท่อช่วยหายใจ ได้รับการดูแลจนสัญญาณชีพคงที่ และส่งต่อโรงพยาบาลพุทธโสธรเพื่อรับการรักษาขั้นสูงได้อย่างปลอดภัย</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong>: ควรพัฒนาแนวปฏิบัติทางคลินิกสำหรับผู้ป่วยบาดเจ็บหลายระบบ โดยบูรณาการการประเมินภาวะฉุกเฉิน การดูแลแบบองค์รวม และทฤษฎีระบบการพยาบาลแบบการทดแทนทั้งหมดของโอเร็ม เน้นการประเมินและเฝ้าระวังภาวะคุกคามชีวิตจากการบาดเจ็บทรวงอก</p> 2026-10-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการพยาบาลและสาธารณสุข (Academic Journal of Nursing and Public Health) https://he05.tci-thaijo.org/index.php/A_JNP/article/view/7276 สถานการณ์การใช้หน้าจอดิจิทัลและบริบทการดูแลในเด็กปฐมวัยเขตเมืองและชนบท ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย: การศึกษาเชิงพรรณนา 2026-04-24T22:23:05+07:00 อนุชา พรมกันยา anucha_p1989@cpru.ac.th กาญจนา สถิรพงศ์กุล kanjana@gmail.com <p><strong>บทนำ:</strong> การใช้หน้าจอดิจิทัลเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเด็กปฐมวัย แต่การใช้มากเกินไปและขาดการมีส่วนร่วมของผู้ดูแลอาจลดโอกาสในการเล่นและปฏิสัมพันธ์ที่ส่งเสริมพัฒนาการ จึงจำเป็นต้องศึกษาสถานการณ์การใช้หน้าจอในบริบทครอบครัวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย:</strong> เพื่อศึกษาช่วงอายุเริ่มสัมผัสหน้าจอและระยะเวลาการใช้หน้าจอดิจิทัล ประเภทอุปกรณ์และจุดมุ่งหมายหลักในการใช้หน้าจอดิจิทัล และบริบทการดูแลขณะเด็กปฐมวัยใช้หน้าจอดิจิทัลในเขตเมืองและชนบทของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย:</strong> เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กปฐมวัย 400 คน เก็บข้อมูลจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลหลัก คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นของตัวแปรข้อมูลต่อเนื่องซึ่งมีค่า ICC เท่ากับ 0.91 และตัวแปรแบบเลือกตอบมีค่า Cohen's Kappa เท่ากับ 0.82–0.88 เก็บข้อมูลระยะเวลา 6 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p><strong>ผลการวิจัย:</strong> พบว่า เด็กปฐมวัยเริ่มสัมผัสหน้าจอครั้งแรกเมื่ออายุเฉลี่ย 2.1 ปี โดยร้อยละ 67.3 เริ่มสัมผัสหน้าจอก่อนอายุ 2 ปี มีเวลาใช้หน้าจอเฉลี่ย 2.8 ชั่วโมงต่อวัน และร้อยละ 62.8 ใช้มากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน อุปกรณ์ที่ใช้บ่อยที่สุดคือสมาร์ทโฟน ร้อยละ 71.2 รองลงมาคือโทรทัศน์ ร้อยละ 56.3 จุดมุ่งหมายหลักการใช้หน้าจอเพื่อความบันเทิง ร้อยละ 74.5 และเพื่อให้เด็กอยู่นิ่งขณะผู้ดูแลทำงาน ร้อยละ 51.3 และบริบทการดูแลส่วนใหญ่ใช้หน้าจอเพื่อให้เด็กอยู่นิ่งระหว่างผู้ดูแลทำงานบ้าน ร้อยละ 58.8 รองลงมาคือผู้ดูแลอยู่ใกล้แต่ไม่ได้ชี้ชวนพูดคุย ร้อยละ 51.3 จำแนกตามพื้นที่พบว่าเขตเมืองมีสัดส่วนสูงสุดด้านผู้ดูแลอยู่ใกล้แต่ไม่ได้ชี้ชวนพูดคุย ร้อยละ 55.0 ขณะที่ชนบทใช้หน้าจอเพื่อให้เด็กอยู่นิ่งระหว่างผู้ดูแลทำงานสูงสุดร้อยละ 70.0</p> <p><strong>สรุปผล:</strong> เด็กปฐมวัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการใช้หน้าจอดิจิทัลโดยส่วนใหญ่เริ่มใช้ตั้งแต่อายุน้อยและใช้มากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน ขณะที่การใช้หน้าจอโดยลำพังและการใช้หน้าจอเพื่อช่วยเลี้ยงดูพบในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท จึงควรส่งเสริมการใช้หน้าจออย่างเหมาะสมและเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ดูแล</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ:</strong> ควรส่งเสริมให้ผู้ปกครองและผู้ดูแลกำกับการใช้หน้าจออย่างเหมาะสมตามวัย ลดการใช้หน้าจอในบริบทเสี่ยง และเพิ่มการใช้สื่อร่วมกันพร้อมการพูดคุยโต้ตอบกับเด็ก โดยเฉพาะครอบครัวในพื้นที่ชนบทและครอบครัวที่มีผู้ดูแลข้ามรุ่น</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการพยาบาลและสาธารณสุข (Academic Journal of Nursing and Public Health) https://he05.tci-thaijo.org/index.php/A_JNP/article/view/7988 การพัฒนาสมรรถนะอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการส่งเสริม การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง จังหวัดชัยภูมิ 2026-08-30T18:39:39+07:00 เปรมจันทร์ หมวดเมืองกลาง panpan01393@gmail.com กัลยา วิจันทมุข kalaya.jattavanil@gmail.com <p><strong>บทนำ: </strong>โรคความดันโลหิตสูงเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในกลุ่มเสี่ยงจึงมีความสำคัญต่อการป้องกันโรค อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพระดับชุมชน จึงควรได้รับการพัฒนาสมรรถนะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพและป้องกันโรคความดันโลหิตสูงในจังหวัดชัยภูมิ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย: </strong>เพื่อพัฒนาและศึกษาผลลัพธ์ของรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง จังหวัดชัยภูมิ</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย: </strong>การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ศึกษาระหว่างเดือนมกราคม 2568 ถึงกันยายน 2568 มีขั้นตอนการวิจัย 4 ขั้นตอน 1) ขั้นตอนการวางแผน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ภาคีเครือข่าย จำนวน 20 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เก็บข้อมูลโดยการสนทนากลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แนวทางการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา 2) ขั้นตอนการปฏิบัติตามแผน 3) ขั้นตอนการสังเกตผลและเก็บข้อมูล และ 4) ขั้นตอนการสะท้อนผลการปฏิบัติ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 64 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบทดสอบความรู้เรื่องโรคความดันโลหิตสูง แบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ และแบบสอบถามสมรรถนะของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Paired sample t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นได้แก่ BANLAO model ประกอบด้วย (1) การพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Build health literacy) (2) การพัฒนาสมรรถนะของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (Action skills for VHVs) (3) การสร้างเครือข่ายและการสนับสนุนจากชุมชน (Network and community support) (4) การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มเสี่ยง (Lifestyle modification) (5) การประเมินและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง (Assessment and follow-up) และ (6) การประเมินผลลัพธ์ด้านสุขภาพ (Outcome) และ 2) ภายหลังการทดลองใช้รูปแบบ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน มีคะแนนเฉลี่ยความรู้เรื่องโรคความดันโลหิตสูง ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และสมรรถนะของอาสาสมัครสาธารณสุข สูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;.001)</p> <p><strong>สรุปผล: </strong>รูปแบบ BANLAO model สามารถพัฒนาความรู้ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ และสมรรถนะของอาสาสมัครสาธารณสุขในการส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงได้</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ: </strong>ควรนำรูปแบบที่พัฒนาขึ้นไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมศักยภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่อย่างต่อเนื่อง</p> 2026-09-13T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการพยาบาลและสาธารณสุข (Academic Journal of Nursing and Public Health) https://he05.tci-thaijo.org/index.php/A_JNP/article/view/7283 ผลของโปรแกรมการสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองในสตรีที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ 2026-01-16T14:27:43+07:00 อมรรัตน์ ผาละศรี amornrat.ph@cpru.ac.th รัตนเพ็ญพร ศิริวัลลภ Rat_yg@hotmail.com สิริกร ถนอมธรรม sirigorn.tu@gmail.com <p><strong>บทนำ: </strong>เบาหวานขณะตั้งครรภ์ส่งผลต่อสุขภาพของมารดาและทารก สตรีที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์จึงควรมีพฤติกรรมการดูแลตนเองที่เหมาะสม โดยการสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพมีความสำคัญต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพและส่งเสริมการดูแลตนเองอย่างเหมาะสม</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย: </strong>เพื่อเปรียบเทียบคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองของสตรีที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมการสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย: </strong>การวิจัยกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่างเป็นสตรีตั้งครรภ์ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ จำนวน 40 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ โปรแกรมการสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบบันทึกผลลัพธ์การตั้งครรภ์ และแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเอง ระยะเวลาดำเนินการ 7 สัปดาห์ แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเองขณะตั้งครรภ์ มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.91 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Paired samples t–test</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองขณะตั้งครรภ์โดยรวมเฉลี่ยหลังการทดลอง (M=91.20, SD=8.00) สูงกว่าก่อนการทดลอง (M=66.85, SD=9.50) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;.001) โดยมีความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเท่ากับ 24.35 คะแนน (95% CI=22.34–26.36)</p> <p><strong>สรุปผล: </strong>หลังเข้าร่วมโปรแกรมการสร้างเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ สตรีที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ มีคะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเองขณะตั้งครรภ์สูงกว่าก่อนการเข้าร่วมโปรแกรม</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ: </strong>พยาบาลที่ปฏิบัติงานในแผนกฝากครรภ์หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถประยุกต์ใช้โปรแกรมร่วมกับการดูแลตามมาตรฐานในสตรีที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ โดยเน้นกิจกรรมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสที่สองถึงไตรมาสที่สามเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองที่เหมาะสม</p> 2026-09-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการพยาบาลและสาธารณสุข (Academic Journal of Nursing and Public Health)