วารสารวิชาการพยาบาลและสาธารณสุข (Academic Journal of Nursing and Public Health) https://he05.tci-thaijo.org/index.php/A_JNP <p><strong>วารสารวิชาการพยาบาลและสาธารณสุข<br />(Academic Journal of Nursing and Public Health)<br />ISSN: 3088-1846 (Online)</strong><br /><strong> <br /></strong></p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ :</strong></p> <p> วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความครอบคลุมเนื้อหาทางด้านการพยาบาล การสาธารณสุข วิทยาศาสตร์สุขภาพ และสาขาที่เกี่ยวข้อง<br /> โดยรับตีพิมพ์เผยแพร่บทความ 3 ประเภท ได้แก่ บทความวิจัย (Original article) บทความวิชาการ (Academic article) และรายงานกรณีศึกษา (Case report)</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>ปัจจุบัน กองบรรณาธิการวารสารไม่มีนโยบาย<br />เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ <br /></strong><strong>(Processing fees and/ or Article Page ) <br />จากผู้นิพนธ์บทความ</strong></p> Faculty of Nursing, Chaiyaphum Rajabhat University th-TH วารสารวิชาการพยาบาลและสาธารณสุข (Academic Journal of Nursing and Public Health) 3088-1846 การพัฒนารูปแบบห้องเรียนออนไลน์สำหรับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในพื้นที่อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี https://he05.tci-thaijo.org/index.php/A_JNP/article/view/7199 <p><strong>บทนำ: </strong>โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญที่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการสนับสนุนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วย การเรียนรู้ผ่านห้องเรียนออนไลน์เป็นอีกแนวทางในการส่งเสริมศักยภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในปัจจุบัน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย: </strong>เพื่อพัฒนารูปแบบห้องเรียนออนไลน์สำหรับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย: </strong>การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ศึกษาระหว่างเดือนมกราคม 2568 ถึงกรกฎาคม 2568 มีขั้นตอนการวิจัย 3 ระยะ คือ 1) ระยะที่ 1 ศึกษาบริบทและความต้องการของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านที่มีต่อการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 กลุ่มตัวอย่างเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จำนวน 327 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบทดสอบความรู้เรื่องโรคเบาหวาน และแบบสอบถามบริบทการทำงานและความต้องการของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา 2) ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบห้องเรียนออนไลน์สำหรับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญและตัวแทนชุมชน จำนวน 18 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เก็บข้อมูลโดยการสนทนากลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แนวทางการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และ 3) ระยะที่ 3 การประเมินผลห้องเรียนออนไลน์สำหรับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จำนวน 40 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ทดลอง ได้แก่ รูปแบบห้องเรียนออนไลน์ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบทดสอบความรู้เรื่องโรคเบาหวาน และแบบสอบถามการรับรู้แรงจูงใจเพื่อป้องกันโรค วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Paired samples t-test</p> <p><strong>ผลการวิจัย: </strong>ผลการวิจัยพบว่า 1) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน มีความรู้เรื่องโรคเบาหวานระดับปานกลาง (M=10.55, SD=4.16) มีปัญหาความไม่ร่วมมือของผู้ป่วยในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ร้อยละ 83.18 และมีความต้องการเครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อใช้ในการเยี่ยมบ้าน 2) รูปแบบห้องเรียนออนไลน์คือ ห้องเรียนผ่านระบบบัญชีไลน์ทางการร่วมกับโปรแกรม Canva ภายใต้ชื่อ Trakarn diabetes online (TDO) จำนวน 6 บทเรียน และ 3) หลังการทดลองใช้รูปแบบ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน มีคะแนนเฉลี่ยความรู้เรื่องโรคเบาหวาน และการรับรู้แรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคโดยรวมและรายด้าน สูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;.001)</p> <p><strong>สรุปผล: </strong>รูปแบบห้องเรียนออนไลน์นี้สามารถพัฒนาความรู้และการรับรู้แรงจูงใจเพื่อป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านได้</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ: </strong>ควรบูรณาการห้องเรียนออนไลน์ TDO ในหลักสูตรพัฒนาอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน พร้อมพัฒนาระบบคลังสื่อต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเองและการถ่ายทอดความรู้สู่ผู้ป่วยโรคเบาหวาน</p> ณัฐพล ปัญญา วิลาวัณย์ ชาดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการพยาบาลและสาธารณสุข (Academic Journal of Nursing and Public Health) 2026-04-30 2026-04-30 2 1 1 16 ผลของแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับของผู้ป่วยนอนติดเตียง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดสมุทรสงคราม https://he05.tci-thaijo.org/index.php/A_JNP/article/view/7194 <p><strong>บทนำ</strong>: แผลกดทับเป็นปัญหาสำคัญในผู้ป่วยนอนติดเตียงที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลที่อ้างอิงหลักฐานเชิงประจักษ์จึงมีความจำเป็นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและดูแลผู้ป่วยในระดับปฐมภูมิ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong>: เพื่อศึกษาผลของแนวปฏิบัติต่อการลดความเสี่ยงการเกิดแผลกดทับของผู้ป่วยนอนติดเตียง</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong>: การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยนอนติดเตียงที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับ จำนวน 21 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันแผลกดทับ และแบบประเมินความเสี่ยงการเกิดแผลกดทับในผู้ป่วยติดเตียง เก็บข้อมูลระยะเวลา 3 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ McNemar’s test</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>: ภายหลังการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับ พบว่า จำนวนกลุ่มตัวอย่างที่มีความเสี่ยงการเกิดแผลกดทับลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; .05)</p> <p><strong>สรุปผล</strong>: แนวปฏิบัติการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิผลในการลดความเสี่ยงการเกิดแผลกดทับในผู้ป่วยนอนติดเตียงในหน่วยบริการปฐมภูมิได้</p> <p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong>: ควรส่งเสริมให้มีการนำแนวปฏิบัตินี้ไปใช้อย่างต่อเนื่องในพื้นที่ และขยายผลไปยังเครือข่ายสุขภาพระดับปฐมภูมิอื่นที่มีบริบทใกล้เคียงกัน รวมถึงควรจัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้กับผู้ดูแลหลักเพื่อความยั่งยืนในการป้องกันการเกิดแผลกดทับที่บ้าน</p> ปิ่นรัตน์ พูลละม้าย ปัณณทัต บนขุนทด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการพยาบาลและสาธารณสุข (Academic Journal of Nursing and Public Health) 2026-05-04 2026-05-04 2 1 17 26