https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/issue/feed
วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
2025-12-09T00:00:00+07:00
รศ.ดร.ปิยธิดา คูหิรัญญรัตน์
spiyat@kku.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น [Online ISSN 3027-8104, Print ISSN 3027-8082]</strong></p> <p>วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น เดิมชื่อวารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน ซึ่งดำเนินการโดยภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน เวชศาสตร์ครอบครัวและอาชีวเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อเป็นสื่อกลางในการนำเสนอผลงานทางวิชาการและงานวิจัย ทั้งนิพนธ์ต้นฉบับและบทความปริทัศน์ ที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาด้าน Medicine, Public Health, Primary care, Family Medicine, Environmental and Occupational Health วารสารนี้ได้จัดทำสืบเนื่องยาวนานมากกว่า 13 ปี โดยผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อยสามคน (double-blind peer-reviewer)</p> <p><strong>กำหนดการตีพิมพ์</strong></p> <p>ปีละ 4 ฉบับ (มกราคม–มีนาคม, เมษายน–มิถุนายน, กรกฎาคม–กันยายน และ ตุลาคม–ธันวาคม)</p>
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/6963
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการภาวะโพแทสเซียมสูงในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง: การทบทวนหลักฐานเชิงประจักษ์และกรณีศึกษาผู้ป่วย 2 ราย
2025-12-08T11:40:04+07:00
ทีนัสชา เชิงหอม
teench@kku.ac.th
นงลักษณ์ เมธากาญจนศักดิ์
nonchu@kku.ac.th
<p>โพแทสเซียมสูงเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง เนื่องจากการขับโพแทสเซียมทางไตลดลง ส่งผลให้ระดับโพแทสเซียมในเลือดสูงเกินค่าปกติ อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะหรือภาวะหัวใจหยุดเต้นได้ ความยากในการประเมินปัญหานี้คือผู้ป่วยอาจไม่มีอาการแสดงที่ชัดเจน เสมือนภัยเงียบที่ต้องได้รับการเฝ้าระวังและมีการจัดการอย่างเหมาะสม การควบคุมโพแทสเซียมในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์เป้าหมายจึงมีความสำคัญ พยาบาลเป็นบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยมากที่สุดจึงมีบทบาทสำคัญในการจัดการกับปัญหาดังกล่าวให้สอดคล้องกับสาเหตุของผู้ป่วยแต่ละราย</p> <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการภาวะโพแทสเซียมสูงในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังจากการทบทวนหลักฐานเชิงประจักษ์จำนวน 14 เรื่องโดยใช้ PICOT Framework ผลการทบทวนหลักฐานเชิงประจักษ์สรุปได้ว่ามี 4 ปัจจัยที่มีผลต่อการจัดการภาวะโพแทสเซียมในเลือดของผู้ป่วย ได้แก่ 1) ปัจจัยด้านพยาธิสรีรวิทยาของโรค 2) ปัจจัยด้านผู้ป่วย 3) ปัจจัยด้านการรักษา 4) ปัจจัยด้านระบบสุขภาพ นอกจากนี้ได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาผู้ป่วย 2 ราย เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัจจัยที่ส่งผลต่อการจัดการและความสำคัญของการประยุกต์องค์ความรู้ตามหลักฐานเชิงประจักษ์สู่กระบวนการปฏิบัติ เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปออกแบบการดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดรับกับสาเหตุจริงของผู้ป่วยแต่ละราย</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/6742
กลยุทธ์การคัดกรอง ค้นหา และฟื้นฟูผู้ใช้ ผู้เสพ และผู้ป่วยยาเสพติด โดยใช้ชุมชน และเครือข่ายเป็นศูนย์กลางในจังหวัดอำนาจเจริญ
2025-10-27T16:36:52+07:00
แคทรียา รัตนเทวะเนตร
catreeya333@gmail.com
สุขเกษม ร่วมสุข
catreeya333@gmail.com
เอกชัย อินหงษา
catreeya333@gmail.com
<p>เป็นการวิจัย และพัฒนามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการ พัฒนากลยุทธ์ ทดลองใช้กลยุทธ์ และเพื่อปรับปรุง และเผยแพร่กลยุทธ์การคัดกรอง ค้นหา และฟื้นฟูผู้ใช้ ผู้เสพ และผู้ป่วยยาเสพติดโดยใช้ชุมชน และเครือข่ายเป็นศูนย์กลางในจังหวัดอำนาจเจริญ การศึกษาแบ่ง 4 ระยะ ดำเนินการตั้งแต่เดือนธันวาคม 2566-ธันวาคม 2567 กลุ่มตัวอย่างสำหรับการสำรวจความต้องการจำเป็น 350 คน ผู้ร่วมวิจัย 1,680 คน เข้ารับการตรวจคัดกรอง 267,360 คน และประเมินความพึงพอใจ 252 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม แบบประเมิน แบบบันทึกและแนวคำถามสำหรับการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา พบว่า ความต้องการจำเป็นสำหรับการคัดกรอง ค้นหา และฟื้นฟูผู้ใช้ ผู้เสพ และผู้ป่วยยาเสพติด โดยใช้ชุมชน และเครือข่ายเป็นศูนย์กลาง ได้แก่ การสนับสนุนจากผู้นำชุมชน และองค์กรท้องถิ่น และนโยบาย และแผนงานที่ชัดเจน 2) การพัฒนากลยุทธ์การคัดกรอง ค้นหา และฟื้นฟูผู้ใช้ ผู้เสพ และผู้ป่วยยาเสพติด พบว่า มีกระบวนการดำเนินงาน 7 ขั้นคือ (1) การเตรียมการ (2) การค้นหา และคัดกรอง (3) สรุปผลการตรวจคัดกรอง และการคืนข้อมูลแก่ชุมชน (4) การบำบัดรักษาตามรูปแบบ CBTx และสรุปผลการบำบัด (5) การส่งต่อความยั่งยืนและประเมินความพึงพอใจของผู้เสพ ผู้ใช้ และผู้ป่วยยาเสพติด ครอบครัว และชุมชน (6) การติดตามเพื่อเฝ้าระวังการกลับมาเสพซ้ำ และ (7) การประเมินแบบเสริมพลังเครือข่าย 3)หลังการทดลองใช้กลยุทธ์ฯ พบว่า ผู้เข้ารับการตรวจคัดกรองส่วนใหญ่ (กว่า 99.62%) อยู่ในกลุ่มปกติ มีเพียง 0.38% (1,007 คน) เท่านั้นที่ผลตรวจเป็นบวก (Positive) เป็นผู้ติด (ติดยาเสพติด) 253 คน (25.89%) มีเพียง 20.56% (160 คน) เท่านั้นที่บำบัดครบ 9 ครั้ง และยังมีผลตรวจปัสสาวะบวก 52.44% (408 คน) บำบัดครบ และอัตราการกลับไปเสพซ้ำโดยรวม คิดเป็น 4.94% (38 คน) และ 4) การปรับปรุง และเผยแพร่พบว่า ในขั้นตอนนี้ได้เพิ่มกลยุทธ์ฯ ขั้นการประเมินเสริมพลังเครือข่ายเพื่อเน้นการมีส่วนร่วม สร้างความเป็นเจ้าของ และเสริมศักยภาพของเครือข่าย</p>
2025-12-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/6902
ปัจจัยทางคลินิกที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตภายใน 1 สัปดาห์และ 1 เดือน ในผู้ป่วยมะเร็งตับและทางเดินน้ำดีที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง
2025-11-04T14:34:16+07:00
วริศรา เอื้อบุกนก
warisru@kku.ac.th
จารุวรรณ ทะวะรุ่งเรือง
jaruwanthua@gmail.com
อรรถพล ติตะปัญ
attati@kku.ac.th
อรรถกร รักษาสัตย์
attarak@kku.ac.th
<p><strong>ภูมิหลัง</strong>: มะเร็งตับและทางเดินน้ำดีเป็นโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง การระบุปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตในระยะ 1 สัปดาห์และ 1 เดือน มีความสำคัญต่อการวางแผนและตัดสินใจทางคลินิก</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อศึกษาปัจจัยคลินิกที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตภายใน 1 สัปดาห์และ 1 เดือนในผู้ป่วยมะเร็งตับและทางเดินน้ำดีที่ได้รับการดูแลประคับประคอง</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong>: การศึกษาแบบย้อนหลัง ทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลจากศูนย์การุณรักษ์ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ วันที่ 1 ตุลาคม 2564 ถึง 31 มกราคม 2567 เก็บข้อมูลด้านประชากร ลักษณะทางคลินิก คะแนน Palliative Performance Scale (PPS) และอาการสำคัญ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา และใช้สถิติถดถอยโลจิสติกประเมินความสัมพันธ์ของปัจจัยต่างๆ กับการเสียชีวิตใน 1 สัปดาห์และ 1 เดือน กำหนดค่า p< 0.05 เป็นระดับนัยสำคัญ</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong>: จากผู้ป่วย 396 ราย 43.4% เสียชีวิตใน 1 สัปดาห์ และ 61.4% ใน 1 เดือน การวิเคราะห์แบบปรับตัวแปรร่วม พบว่า PPS 10–20, PPS 30 และอาการเหนื่อยล้า มีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตใน 1 สัปดาห์อย่างมีนัยสำคัญ (ORadj: 10.39, 95%CI: 1.25–86.71; ORadj: 3.09, 95%CI: 1.66–5.74; และ ORadj: 2.03, 95%CI: 1.30–3.20 ตามลำดับ) สำหรับการเสียชีวิตใน 1 เดือน พบว่า PPS 10–30 อาการเหนื่อยล้า และภาวะบกพร่องทางสติปัญญา มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ (ORadj: 4.36, 95%CI: 2.03–9.38; ORadj: 2.42, 95%CI: 1.52–3.86; และ ORadj: 3.25, 95%CI: 1.18–8.94 ตามลำดับ) ผู้ป่วยทุกรายที่มีภาวะหายใจลำบากเสียชีวิตใน 1 เดือน</p> <p><strong>สรุป</strong>: คะแนน PPS ต่ำ อาการเหนื่อยล้า หายใจลำบาก และภาวะบกพร่องทางสติปัญญา เป็นปัจจัยสำคัญที่สัมพันธ์กับการเสียชีวิตระยะสั้น การรับรู้ปัจจัยเหล่านี้ช่วยให้ประเมินพยากรณ์โรค วางแผนการดูแล และเตรียมการดูแลได้เหมาะสมยิ่งขึ้น</p>
2025-12-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/6903
ผลลัพธ์ระยะยาวการฝึกอบรมการวางแผนดูแลล่วงหน้าของบุคลากรสุขภาพด้านประคับประคองและโรคไตในประทศไทย
2025-11-05T16:12:44+07:00
นิยม บุญทัน
Niyombo@kku.ac.th
อนัญพร เจนวิริยะกุล
wise.med12@gmail.com
ณัฐชญา บัวละคร
natcbu@kku.ac.th
ประกายเพชร แก้วอินทร์
K.prakaipech1@gmail.com
ศรีเวียง ไพโรจน์กุล
srivieng@kku.ac.th
อรรถกร รักษาสัตย์
attarak@kku.ac.th
จารุวรรณ ทะวะรุ่งเรือง
jaruwanthua@gmail.com
<p><strong>ภูมิหลังและเหตุผล:</strong> การวางแผนการดูแลล่วงหน้า (Advanced Care Planning: ACP) เป็นองค์ประกอบสำคัญของการดูแลแบบประคับประคอง ในประเทศไทยการบูรณาการ ACP ยังเผชิญกับความท้าทาย โดยเฉพาะความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติ (Knowledge, Attitude, and Practice: KAP) ของบุคลากรสุขภาพซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อประสิทธิภาพของการสื่อสาร ACP</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อประเมินประสิทธิผลของการฝึกอบรม ACP โดยใช้ modified Serious Illness Conversation Guide (mSICG) ต่อ KAP ในกลุ่มบุคลากรด้านประคับประคอง (Palliative Care: PC) และโรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease: CKD) ใน 12 เขตสุขภาพของประเทศไทย</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยแบบกึ่งทดลอง ระหว่าง 16 ตุลาคม 2566–31 มีนาคม 2567 โดยจัดอบรม mSICG ประกอบด้วยการบรรยาย วิดีทัศน์ และการทำบทบาทสมมติ ประเมิน KAP 3 ครั้ง ได้แก่ ก่อนอบรม (T0) หลังอบรมทันที (T1) และ 3 เดือนหลังอบรม (T2) ใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์แบบวัดซ้ำ โดยอาศัยแบบจำลองเชิงเส้นทั่วไป (general linear model) และ Bonferroni สำหรับการเปรียบเทียบแบบเป็นคู่</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> มีผู้ที่ทำแบบประเมินครบทั้งสามช่วงเวลา 167 คน จาก 779 คน ในด้านความรู้คะแนนเฉลี่ยลดลงที่ T2 (7.89±1.13, 7.90±1.01 และ 7.33±1.00; p<0.001) ด้านทัศนคติคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นใน T1 และลดลงที่ T2 (3.69±0.48, 3.85±0.58, 3.52±0.42; p<0.001) ด้านการปฏิบัติคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกช่วงเวลา (3.32±1.34, 3.36±1.43, 3.61±1.17; p=0.005) โดยเฉพาะในกลุ่มบุคลากรสุขภาพที่ดูแลผู้ป่วย CKD (2.11±1.42, 2.45±1.43, 2.83±1.31; p=0.005)</p> <p><strong>สรุปผลและข้อเสนอแนะ:</strong> การอบรม mSICG-ACP ช่วยเพิ่มความรู้และทัศนคติในระยะสั้น แต่ผลดังกล่าวลดลงในระยะยาว ในขณะที่การปฏิบัติ ACP มีแนวโน้มดีขึ้น ควรจัดกิจกรรมทบทวนความรู้และทักษะอย่างต่อเนื่องเพื่อคงผลลัพธ์ในระยะยาว</p> <div id="7AF1A1B5_E95D_13FE_D8A0_9A159F77F9E4"> </div>
2025-12-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/6951
ผลของโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายร่วมกับการส่งเสริมการจัดการตนเองต่อความรู้ พฤติกรรมการจัดการตนเอง และภาวะเเทรกซ้อนจากการฉีดอินซูลินในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2
2025-11-17T14:35:45+07:00
ปริญญา หาวิรส
tprakayru@kku.ac.th
ประกายรุ่ง ต้นทัพไทย
tprakayru@kku.ac.th
กรรณิการ์ ยิ่งยืน
tprakayru@kku.ac.th
จินต์ โสธรวิทย์
tprakayru@kku.ac.th
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong><strong> </strong>โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคเรื้อรังที่ต้องการการดูแลต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยอินซูลิน ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการฉีดอินซูลิน การมีพฤติกรรมการจัดการตนเองที่ถูกต้อง มีบทบาทสำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและลดภาวะแทรกซ้อนได้ จึงนำมาสู่การศึกษาผลของโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายร่วมกับการส่งเสริมการจัดการตนเองต่อความรู้ พฤติกรรมการจัดการตนเอง และภาวะแทรกซ้อนจากการฉีดอินซูลิน</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการ</strong><strong>:</strong> การวิจัยกึ่งทดลองแบบ 2 กลุ่ม วัดผลซ้ำ ดำเนินการในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ฉีดอินซูลินเป็นครั้งแรก จำนวน 58 ราย แบ่งเป็นกลุ่มเปรียบเทียบ 29 ราย ได้รับการพยาบาลตามปกติ และกลุ่มทดลอง 29 ราย ได้รับโปรแกรมการวางแผนจำหน่ายร่วมกับการส่งเสริมการจัดการตนเองในการฉีดอินซูลินเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบประเมินความรู้ แบบประเมินพฤติกรรมการจัดการตนเอง และแบบติดตามภาวะเเทรกซ้อนจากการฉีดอินซูลิน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Two-Way Repeated Measure ANOVA และ Proportion test</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>โปรแกรมฯ ส่งเสริมให้กลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้เกี่ยวกับการฉีดอินซูลินสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับมาก ( = 0.82; <em>p</em><.001) และคะแนนพฤติกรรมการจัดการตนเองในการฉีดอินซูลินสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับมากเช่นเดียวกัน ( = 0.86; <em>p</em><.001) อีกทั้งโปรแกรมฯ ยังช่วยลดภาวะเเทรกซ้อนจากการฉีดอินซูลินได้ร้อยละ 20.69 (95% CI: 8.65-39.49, <em>p</em>=.039)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> โปรแกรมการวางแผนจำหน่ายร่วมกับการส่งเสริมการจัดการตนเองมีประสิทธิผลในการเพิ่มความรู้และพฤติกรรมการจัดการตนเองในการฉีดอินซูลิน รวมถึงช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากการฉีดอินซูลินในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2</p>
2025-12-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/6783
การพัฒนากระบวนการดูแลเพื่อป้องกันภาวะช็อกในผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดโดยการมีส่วนร่วมของทีมสหวิชาชีพ ภายใต้บริบทโรงพยาบาลชุมชน
2025-10-27T14:13:51+07:00
นงลักษณ์ วิริยะ
nonglug61010@gmail.com
ชลธิดา จินดากุล
nonglug61010@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากระบวนการดูแลเพื่อป้องกันภาวะช็อกในผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด โดยการมีส่วนร่วมของทีมสหวิชาชีพ ภายใต้บริบทโรงพยาบาลชุมชน มี 3 ระยะ ดำเนินการช่วงเดือนตุลาคม 2564 - กันยายน 2565 คือ 1) ระยะศึกษาสถานการณ์และสภาพปัญหา 2) ระยะพัฒนา และ 3) ระยะประเมินผล กลุ่มตัวอย่าง คือทีมสหวิชาชีพ จำนวน 15 คน และผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด จำนวน 50 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกข้อมูล แบบบันทึกการปฏิบัติตามแนวทางการดูแลผู้ป่วย แบบสอบถามความพึงพอใจ และแนวทางการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลลัพธ์การศึกษา พบว่ากระบวนการดูแลเพื่อป้องกันภาวะช็อกในผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด 3E Sepsis (Early Detection, Early Resuscitation, Early Referral) ส่งผลให้ผลลัพธ์ทางคลินิกดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยอัตราการเกิดภาวะช็อกลดลงจาก 25.48% เป็น 12.45% อัตราการเสียชีวิตลดลงจาก 18.76% เป็น 0% ระยะเวลาการวินิจฉัยเร็วขึ้นจาก 4.25 ชั่วโมงเป็น 2.12 ชั่วโมง และผู้ป่วยทุกรายได้รับยาปฏิชีวนะทันเวลา 100% นอกจากนี้บุคลากรมีความรู้เรื่อง Sepsis เพิ่มจาก 12.34 เป็น 17.82 คะแนน การปฏิบัติตาม Bundle Care ครบถ้วนเพิ่มจาก 45.23% เป็น 100% และความพึงพอใจของทั้งบุคลากรและผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงให้เห็นว่าการพัฒนากระบวนการดูแลนี้ช่วยเพิ่มคุณภาพการดูแลและผลลัพธ์ต่อผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/6953
ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิ และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5 และ PM10) กับจำนวนผู้ป่วยโรคปอดอักเสบ ในจังหวัดเพชรบูรณ์
2025-11-19T09:29:27+07:00
เพ็ญศรี หงษ์พานิช
pannipa@ptu.ac.th
ภัทร์พิชชา ครุฑางคะ
phatphitcha.kru@gmail.com
พันนิภา นวลอนันต์
pannipa.tuk@gmail.com
<p>โรคปอดอักเสบเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญที่ยังคงเป็นสาเหตุหลักของการเจ็บป่วยและเสียชีวิตทั่วโลกในประชากรทุกช่วงวัย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความผันผวนของสภาพภูมิอากาศและมลพิษทางอากาศ การสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์สำหรับการเฝ้าระวังโรคจึงมีความสำคัญ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์การวิจัย</strong><strong>: </strong>มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยา (ปริมาณน้ำฝน, อุณหภูมิ) และมลพิษทางอากาศ (PM2.5, PM10) กับจำนวนผู้ป่วยโรคปอดอักเสบในจังหวัดเพชรบูรณ์</p> <p><strong>วิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> เป็นการศึกษาอนุกรมเวลาเชิงสังเกตย้อนหลัง รวบรวมข้อมูลทุติยภูมิรายวัน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2568 ประกอบด้วย จำนวนผู้ป่วยโรคปอดอักเสบ (ICD-10: J12-J18) จากกองระบาดวิทยา, ข้อมูลอุณหภูมิ (ต่ำสุด, สูงสุด) จาก สถานีอุตุนิยมวิทยาเพชรบูรณ์, และข้อมูลคุณภาพอากาศ จากกรมควบคุมมลพิษ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมานโดยใช้แบบจำลองการถดถอยทวินามลบ เพื่อประเมินความสัมพันธ์และผลกระทบล่าช้า</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> ผู้ป่วยโรคปอดอักเสบเฉลี่ยวันละ 12.70 ราย ผลการวิเคราะห์การถดถอยพบว่า อุณหภูมิต่ำสุดรายวัน มีความสัมพันธ์เชิงลบกับจำนวนผู้ป่วยโรคปอดอักเสบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> =.012) โดยทุกๆ การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิต่ำสุด 1 องศาเซลเซียส จะสัมพันธ์กับการลดลงของจำนวนผู้ป่วยประมาณ 5.1% (IRR = 0.949) เมื่อวิเคราะห์ผลกระทบล่าช้า พบว่าอุณหภูมิต่ำสุดเมื่อ 3 วันก่อนหน้า (lag 3) เป็นตัวแบบที่สามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงของจำนวนผู้ป่วยได้ดีที่สุด สำหรับฝุ่นละออง PM2.5 ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ฝุ่นละอง PM10 พบแนวโน้มความสัมพันธ์เชิงบวกแต่ยังไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> =.08) สรุปว่า อุณหภูมิต่ำสุดที่ลดลงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วยโรคปอดอักเสบในจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมีผลกระทบชัดเจนที่สุดใน 3 วันถัดมา</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับหน่วยงานสาธารณสุขในการพัฒนาระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยล่วงหน้าโดยใช้ข้อมูลพยากรณ์อากาศ เพื่อลดภาระโรคในพื้นที่ต่อไป</p> <p> </p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/6926
การถอดบทเรียนการดำเนินงานงบประมาณสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (PPA) ระดับเขต/พื้นที่ ปีงบประมาณ 2568 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 10 อุบลราชธานี
2025-11-21T10:13:45+07:00
จิราพรรณ โพธิ์กำเนิด
prasert.pra@mahidol.ac.th
มลุลี แสนใจ
prasert.pra@mahidol.ac.th
ประเสริฐ ประสมรักษ์
prasert.pra@mahidol.edu
ประสิทธิ์ บุญเกิด
prasert.pra@mahidol.ac.th
ศรชัย ผลจันทร์
prasert.pra@mahidol.ac.th
<p>การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อถอดบทเรียนการดำเนินงานงบประมาณสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (PPA) ในเขตสุขภาพที่ 10 ปี 2568 ในมิติการวางแผน การจัดสรรงบประมาณ กระบวนการดำเนินงาน ปัจจัยสู่ความสำเร็จ และอุปสรรคเชิงระบบ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง และการวิเคราะห์เอกสาร คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างจากหน่วยบริการที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นและหน่วยบริการที่ประสบปัญหาในการดำเนินงาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า หลักการจัดสรรงบประมาณ ยึดถือปัญหาสุขภาพและความจำเป็นของประชาชนในพื้นที่ เป็นฐาน (Area-based) และความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์สาธารณสุขระดับเขตและประเทศ การขับเคลื่อนโครงการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ 3 ขั้นตอนหลัก โดยใช้กลไก อสม. และการบูรณาการทีมสหวิชาชีพ เป็นกลไกสำคัญในการแปลงแผนสู่กิจกรรมเชิงรุกในชุมชน นอกจากนี้ การให้อำนาจตัดสินใจของผู้บริหาร ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การดำเนินงานรวดเร็วและยืดหยุ่น ส่งผลให้โครงการบรรลุเป้าหมาย 7 ใน 8 โครงการ มีการเบิกจ่ายสูงถึง 99.46% และประชาชนได้รับบริการครอบคลุม 99.94% ของกลุ่มเป้าหมาย อุปสรรคสำคัญเชิงระบบที่พบคือ ความซับซ้อนของระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างและการเบิกจ่าย รวมถึงภาระงานเอกสารจำนวนมาก ดังนั้น ควรนำรูปแบบการวางแผนและการขับเคลื่อน ที่เน้นการบูรณาการและการมีส่วนร่วมของเครือข่าย มาเป็นแนวปฏิบัติ พร้อมทั้งเร่งแก้ไขข้อจำกัดด้านระเบียบการเงิน และพัฒนาบุคลากรเฉพาะทาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับการบริการสุขภาพแก่ประชาชน</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น