https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/issue/feed
วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
2026-06-25T22:36:10+07:00
รศ.ดร.ปิยธิดา คูหิรัญญรัตน์
spiyat@kku.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น [Online ISSN 3027-8104, Print ISSN 3027-8082]</strong></p> <p>วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น เดิมชื่อวารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน ซึ่งดำเนินการโดยภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน เวชศาสตร์ครอบครัวและอาชีวเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อเป็นสื่อกลางในการนำเสนอผลงานทางวิชาการและงานวิจัย ทั้งนิพนธ์ต้นฉบับและบทความปริทัศน์ ที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาด้าน Medicine, Public Health, Primary care, Family Medicine, Environmental and Occupational Health วารสารนี้ได้จัดทำสืบเนื่องยาวนานมากกว่า 13 ปี โดยผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อยสองคน (double-blind peer-reviewer)</p> <p><strong>กำหนดการตีพิมพ์</strong></p> <p>ปีละ 4 ฉบับ (มกราคม–มีนาคม, เมษายน–มิถุนายน, กรกฎาคม–กันยายน และ ตุลาคม–ธันวาคม)</p> <p><strong><span lang="TH">นโยบายค่าธรรมเนียมวารสารประจำปี 2570</span></strong></p> <p>วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น ขอเรียนให้ทราบว่า จะเริ่มดำเนินการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับท่านที่ส่งนิพนธ์ต้นฉบับตั้งแต่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป ตามประกาศ “<strong>อัตราการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการลงตีพิมพ์นิพนธ์ต้นฉบับ คณะแพทยศาสตร์ "</strong> เพื่อเผยแพร่ในปี พ.ศ. 2570 </p> <p><strong>หมายเหตุ:</strong> สำหรับท่านที่ส่งบทความก่อน เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 ทางวารสารยังมีนโยบาย <strong>ยกเว้นการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม</strong> สำหรับสมาชิกและผู้ส่งบทความทุกท่านตามปกติ</p>
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/7178
การพัฒนาหลักสูตรสำหรับพระคิลานุปัฏฐากที่ปฏิบัติงานในกุฏิชีวาภิบาลในการดูแลพระสงฆ์อาพาธระยะท้ายที่เอื้อต่อพระธรรมวินัย
2026-03-05T10:37:56+07:00
สมจิตต์ สุขสง
Meaw20king@gmail.com
ชวลี เครือสุคนธ์
Meaw20king@gmail.com
กิ่งประกา เบญญาธนศรีศักดิ์
Meaw20king@gmail.com
เรวดี โพธิ์รัง
rawadee@snc.ac.th
<p>การวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลหลักสูตรสำหรับพระคิลานุปัฏฐากที่ปฏิบัติงานในกุฏิชีวาภิบาลสำหรับการดูแลพระสงฆ์อาพาธระยะท้ายที่เอื้อต่อพระธรรมวินัย โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 1) วิเคราะห์สถานการณ์และแนวคิดการดูแลพระสงฆ์อาพาธระยะท้ายที่เอื้อต่อพระธรรมวินัย 2) พัฒนาหลักสูตรฯ และ 3) ศึกษาผลของหลักสูตรฯ ด้วยวิจัยแบบกึ่งทดลอง กลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังทดลอง คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง<br />จำนวน 30 รูป เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ได้แก่ แบบประเมินสมรรถนะการดูแลพระสงฆ์อาพาธ แบบประเมินคุณภาพกระบวนการดูแลพระสงฆ์อาพาธระยะท้าย แบบประเมินระดับผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง และแบบประเมินความพึงพอใจ ซึ่งมีค่าสัมประสิทธิ์ของครอนบาค (Cronbach’s alpha coefficient) เท่ากับ 0.78, 0.82, 0.92 และ 0.89 ตามลำดับวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา สถิติเชิงพรรณนา และสถิติการทดสอบทีผลการศึกษาพบว่า 1) การประเมินหลักสูตรฯ ด้านสมรรถนะและคุณภาพการดูแลพระสงฆ์อาพาธ หลังเข้าอบรมดีกว่าก่อนเข้าอบรมอย่าง<br />มีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) และ 2) ระดับผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคองของพระสงฆ์อาพาธระยะท้ายส่วนใหญ่มีระดับคะแนน PPS อยู่ที่ร้อยละ 80 (ร้อยละ 63.34) รองลงมาคือระดับ 70% (ร้อยละ 33.33) ซึ่งเป็นระยะที่ยังสื่อสารและรับรู้ได้ดี (ระดับคงที่) แสดงให้เห็นว่าหลักสูตรฯ ที่พัฒนาขึ้นช่วยให้พระคิลานุปัฏฐากมีสมรรถนะและคุณภาพการดูแลพระสงฆ์อาพาธดีขึ้น พระสงฆ์อาพาธระยะท้ายมีอาการคงที่ จึงควรขยายหลักสูตรนี้ไปในพื้นที่ต่างๆในการดูแลพระสงฆ์อาพาธในวาระท้ายจนกระทั่งมรณภาพอย่างสงบตามวิถีพุทธ</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/7346
มุมมองผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อคุณค่าทางเศรษฐศาสตร์และความท้าทายของระบบดูแลระยะยาวผู้สูงอายุในประเทศไทย
2026-02-23T13:57:43+07:00
วชิร ชนะบุตร
wachira.ch@msu.ac.th
อลิสสา รัตนตะวัน
alissa@tu.ac.th
ศรีเมือง พลังฤทธิ์
srimuangpa@gmail.com
<p><strong>ภูมิหลังและเหตุผล: </strong>ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ทำให้ความต้องการการดูแลระยะยาว ท่ามกลางข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและทรัพยากร จึงจำเป็นต้องใช้มุมมองผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการกำหนดนโยบายการดูแลระยะยาวที่ยั่งยืน</p> <p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อศึกษามุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับคุณค่าทางเศรษฐศาสตร์ ความต้องการ และอุปสรรคของการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุ</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพโดยเทคนิคการสนทนากลุ่ม ผู้เข้าร่วมสนทนากลุ่มได้รับการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 4 กลุ่ม ผู้เข้าร่วมการศึกษา จำนวน 48 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสนทนากลุ่ม บันทึกเทป และจดบันทึกการสนทนา และนำข้อความที่ได้จากการถอดเทปแบบคำต่อคำ ประโยคต่อประโยควิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาตามความเป็นจริง และการวิเคราะห์แก่นสาร</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>พบประเด็นแก่นสาระหลัก 3 ประเด็น ได้แก่ (1) การดูแลระยะยาวเป็นทั้งภาระทางเศรษฐกิจของครัวเรือนและการลงทุนเชิงระบบ (2) ความต้องการการดูแลที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง โดยเฉพาะการสูงวัยในถิ่นที่อยู่เดิม การดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อม และศักยภาพกำลังคน และ (3) อุปสรรคเชิงระบบด้านการเงิน ความเหนื่อยล้าของผู้ดูแล การประสานงานข้ามภาคส่วน และบริบททางวัฒนธรรม</p> <p><strong>สรุปผลและข้อเสนอแนะ: </strong>การดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุยังมีช่องว่างด้านการคุ้มครองทางการเงิน การดูแลผู้มีภาวะสมองเสื่อม ศักยภาพกำลังคน และการบูรณาการบริการ จึงควรเร่งพัฒนาระบบการดูแลระยะยาวแบบบูรณาการระดับชาติที่ยั่งยืน เน้นบริการชุมชน การสูงวัยในถิ่นที่อยู่เดิม และความร่วมมือข้ามภาคส่วน</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong> </strong></p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/7391
การใช้บุหรี่ไฟฟ้าของวัยรุ่นที่อาศัยในครอบครัวข้ามรุ่น: มุมมองจากภาคีเครือข่ายและเยาวชน
2026-03-24T12:24:28+07:00
กำทร ดานา
dkamthorn@gmail.com
จันทร์เพ็ญ สว่างไธสง
yaowanat@smnc.ac.th
อนุชา ไทยวงษ์
anucha@smnc.ac.th
ดิษฐพล ใจซื่อ
Dittaphol@smnc.ac.th
เยาวนาถ คำแก้ว
yaowanat@smnc.ac.th
วิไลลักษณ์ เผือกพันธ์
wilailak@smnc.ac.th
วุฒิชัย สมกิจ
copywuttichai@gmail.com
<p>การใช้บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเยาวชนไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในนักเรียนที่อาศัยอยู่ในครอบครัวข้ามรุ่นซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางสูง การวิจัยเชิงสำรวจแบบผสมผสานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และมุมมองต่อการใช้บุหรี่ไฟฟ้าของเยาวชนที่อาศัยอยู่ในครอบครัวข้ามรุ่น อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นในครอบครัวข้ามรุ่น จำนวน 308 คน และภาคีเครือข่าย จำนวน 30 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่านักเรียนมีความชุกของการใช้บุหรี่ไฟฟ้าร้อยละ 23.70 (95% CI: 19.20–28.69) สถานที่ที่นักเรียนเริ่มใช้ครั้งแรกมากที่สุดคือที่บ้านเพื่อน ร้อยละ 12.01 บุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้ง ร้อยละ 16.56 และมีกลิ่นผลไม้ ร้อยละ 17.53 ความเสี่ยงหลักที่พบประกอบด้วย ช่องว่างระหว่างวัยในครอบครัวข้ามรุ่นที่ทำให้ผู้สูงอายุไม่สามารถติดตามพฤติกรรมของหลานได้ อิทธิพลจากกลุ่มเพื่อนและกระแสสังคม ลักษณะผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและง่ายต่อการปกปิด การเข้าถึงที่ง่ายผ่านช่องทางออนไลน์ และช่วงวัยรอยต่อที่มีความเปราะบาง นอกจากนี้ยังพบพฤติกรรมเสี่ยงร่วมอื่นๆ คือ การสูบบุหรี่มวน ร้อยละ 25.00 และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ร้อยละ 45.78 จากผลการศึกษา ภาคีเครือข่ายมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการพัฒนาแนวทางการป้องกันที่เฉพาะเจาะจงตามกรอบ SREIM ได้แก่ การเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวข้ามรุ่น การควบคุมแหล่งจำหน่าย การป้องกันเชิงรุกตั้งแต่ระดับประถมศึกษา การบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วนอย่างเป็นระบบ และการพัฒนาระบบเฝ้าระวังและติดตามอย่างต่อเนื่อง</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/7478
การพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพแบบประเมินความรู้และความเชื่อด้านสุขภาพเกี่ยวกับภาวะน้ำเกินในผู้ป่วยไตเรื้อรังที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม
2026-03-06T11:20:36+07:00
เอวรินทร์ ยอดเพชร
ewarin.y@kkumail.com
วาสนา รวยสูงเนิน
waskir@kku.ac.th
<p>ภาวะน้ำเกินเป็นภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญในผู้ป่วยฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม โดยมีอุบัติการณ์ร้อยละ 8-49 การจัดการตนเองของผู้ป่วยมีบทบาทสำคัญในการป้องกันและควบคุมภาวะน้ำเกิน ซึ่งได้รับอิทธิพลจากความรู้และความเชื่อด้านสุขภาพของผู้ป่วย การมีเครื่องมือวัดที่มีคุณภาพจึงจำเป็นต่อการวางแผนการพยาบาลที่มีประสิทธิผล วิจัยนี้<br />เป็นการวิจัยและพัฒนา เพื่อพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวัดความรู้และความเชื่อด้านสุขภาพเกี่ยวกับภาวะน้ำเกินในผู้ป่วยไตเรื้อรังที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ซึ่งพัฒนาแบบสอบถามจากการทบทวนวรรณกรรมและกรอบแนวคิดทฤษฎีความเชื่อด้านสุขภาพ (Health Belief Model) ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ทดลองใช้กับผู้ป่วยกลุ่มตัวอย่าง 15 ราย วิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นด้วยวิธี Kuder-Richardson 20 (KR-20) สำหรับแบบสอบถามความรู้ และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach's alpha coefficient) สำหรับแบบสอบถามความเชื่อด้านสุขภาพ ผลการวิจัยว่า เครื่องมือที่พัฒนาประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1) ข้อมูลทั่วไป 2) แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับภาวะน้ำเกิน 20 ข้อ แบบเลือกตอบ 3 ตัวเลือก และ 3) แบบสอบถามความเชื่อด้านสุขภาพเกี่ยวกับภาวะน้ำเกิน 20 ข้อ มาตรประมาณค่า 5 ระดับ ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity Index; CVI) อยู่ระหว่าง 0.94-0.98 ค่าความเชื่อมั่น KR-20 ของแบบสอบถามความรู้เท่ากับ 0.79 และค่า Cronbach's alpha coefficient ของแบบสอบถามความเชื่อด้านสุขภาพเท่ากับ 0.81</p> <p><strong>สรุป:</strong> เครื่องมือที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพด้านความตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่นอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ สามารถนำไปใช้ประเมินความรู้และความเชื่อด้านสุขภาพเกี่ยวกับภาวะน้ำเกินในผู้ป่วยไตเรื้อรังที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/7574
การพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือประเมินพฤติกรรม ตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิตสำหรับผู้สูงอายุไทยในชุมชน : กรณีศึกษาเขตสุขภาพที่ 7
2026-03-14T15:05:33+07:00
กัญญา จันทร์พล
kanyanana@yahoo.com
สดุดี ภูห้องไสย
sadudee339@gmail.com
มะลิวัลย์ เบญจวานิช
kanyajanpol@gmail.com
ชาตรี เมธาธราธิป
kanyajanpol@gmail.com
<p>การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ของประเทศไทยส่งผลให้ภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เพิ่มสูงขึ้น การคัดกรองพฤติกรรมตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine: LM) จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการป้องกันและจัดการโรค งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือประเมินพฤติกรรมตามหลักเวชศาสตร์วิถีชีวิตสำหรับผู้สูงอายุไทย ตามแนวทางมาตรฐานสากล COSMIN ดำเนินการวิจัยแบบวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 2 ระยะ คือการพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ เก็บข้อมูลในกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุในชมรม/โรงเรียนผู้สูงอายุ เขตสุขภาพที่ 7 จำนวน 273 คน (อายุเฉลี่ย 70.30 ± 6.60 ปี) ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 71.8) และร้อยละ 62.6 มีโรคประจำตัว สถิติที่ใช้ครอบคลุมความตรงเชิงเนื้อหา ความเป็นไปได้ ความตรงเชิงโครงสร้างแบบก่อร่าง (Formative Validity) ความตรงตามเกณฑ์ และความเชื่อถือได้ (Test-Retest Reliability)</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าเครื่องมือ Thai LM-OA ประกอบด้วย 21 ข้อคำถาม ครอบคลุม 6 เสาหลักได้แก่ โภชนาการ 6 ข้อ และ การออกกำลังกาย, การนอนหลับ, พฤติกรรมเสี่ยง, การจัดการความเครียด และความสัมพันธ์ทางสังคม เสาละ 3 ข้อ เครื่องมือมีความตรงเชิงเนื้อหาระดับสูง (S-CVI = 0.97) และใช้เวลาตอบเฉลี่ย 5.40 นาที ผลการประเมินโมเดลเชิงก่อร่างไม่พบปัญหาความสัมพันธ์ทับซ้อน ( VIF = 1.04 -1.55 ) โดยทุกองค์ประกอบมีค่า Outer Weights ที่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) ในการอธิบายตัวแปรวิถีชีวิตพบว่าการนอนหลับ (λ = 0.364 ) และการออกกำลังกาย (λ = 0.335 ) มีน้ำหนักความสำคัญสูงสุด นอกจากนี้ พฤติกรรม LM มีความสัมพันธ์เชิงลบกับจำนวนโรคประจำตัวอย่างมีนัยสำคัญ (β = -0.344, p < 0.001 ) และมีความคงที่ในการวัดผลอยู่ในระดับดี (ICC = 0.71, 95% CI: 0.50-0.84 )</p> <p>โดยสรุป เครื่องมือ Thai LM-OA ได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานทางจิตมิติ มีความกระชับและแม่นยำ เหมาะสำหรับบุคลากรสาธารณสุขในการคัดกรอง วินิจฉัย และติดตามผลพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุไทย เพื่อสนับสนุนการจัดบริการสุขภาพเชิงรุกตามแนวทางเวชศาสตร์วิถีชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/7468
ความต้องการการดูแลแบบประคับประคองและลักษณะของผู้ป่วยในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ประเทศไทย
2026-04-02T15:39:46+07:00
อัจฉริยา เจริญธัญลักษ์
achach@kku.ac.th
ยุภาภรณ์ สายแสน
yupasay@kku.ac.th
รัตนาภรณ์ ศิริเกต
rattsi@kku.ac.th
ปาริชาติ เพียสุพรรณ์
Paripi@kku.ac.th
ศรีเวียง ไพโรจน์กุล
srivieng@kku.ac.th
อรรถกร รักษาสัตย์
Attarak@kku.ac.th
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะของผู้ป่วยและความต้องการการดูแลแบบประคับประคองของผู้ให้การดูแลผู้ป่วยในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากเอกสารโครงการศึกษาพัฒนาระบบการดูแลแบบประคับประคองสำหรับผู้สูงอายุในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ดำเนินการโดยศูนย์การุณรักษ์ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ และเก็บข้อมูลระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม พ.ศ. 2566 ด้วยแบบสอบถามครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ คุณลักษณะ สถานการณ์การดูแล การดำเนินงานดูแลแบบประคับประคอง และการส่งต่อผู้สูงอายุและการดูแลต่อเนื่อง</p> <p>จากศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ 8 แห่ง มีผู้ตอบ 7 แห่ง (ร้อยละ 87.5) รวมผู้ป่วย 76 ราย ส่วนใหญ่มีอายุมากกว่า 65 ปี ร้อยละ 78.95 และร้อยละ 76.32 มีภาวะพึ่งพิงทั้งหมด โรคหลักคือภาวะสมองเสื่อม ร้อยละ 56.58 และโรคหลอดเลือดสมอง ร้อยละ 25 ค่าบริการต่อเดือนอยู่ระหว่าง 19,000–30,000 บาทตามระดับการพึ่งพิง การจัดทำแผนการดูแลล่วงหน้า มีความแตกต่างกันในแต่ละแห่ง โดยมีเพียง 1 แห่งที่ดำเนินการครบทุกราย มีผู้ปฏิบัติงานรวม 72 คน ส่วนใหญ่เป็นหญิง มีอายุ 20–40 ปี ความต้องการของผู้ปฏิบัติงาน ได้แก่ ความรู้เรื่องการให้อาหารทางสายยางในผู้ป่วยสมองเสื่อมระยะท้าย การจัดการอาการทางพฤติกรรมและจิตใจ แนวปฏิบัติกรณีฉุกเฉิน และการดูแลระยะท้ายในสถานดูแล ผลการศึกษานี้สะท้อนว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่พึ่งพิงสูง ซึ่งมีแนวโน้มต้องการการดูแลแบบประคับประคอง การพัฒนาโปรแกรมการดูแลแบบบูรณาการจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการยกระดับคุณภาพการดูแลในระยะยาว</p> <p> </p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/7561
การทบทวนวรรณกรรมเรื่องผลของสารประกอบอินโดล-3-คาร์บินอล และ 3,3’-ไดอินโดลิลมีเทนต่อมะเร็งต่อมลูกหมาก
2026-04-16T15:46:02+07:00
ภาวินีย์ เหล่าวีระกุล
pavinee.laoveerakul@gmail.com
ธรรณวัฐ วัฒนาเศรษฐ์
pavinee.laoveerakul@gmail.com
<p>อุบัติการณ์ที่สูงของมะเร็งต่อมลูกหมากในประชากรทั่วไปนับเป็นปัญหาสำคัญ ในปัจจุบันการรักษาทั่วไปยังมีข้อจำกัดทั้งแง่ผลข้างเคียง หรือการดื้อยา จึงเกิดความน่าสนใจในการใช้สารธรรมชาติเพื่อเพิ่มผลการรักษาขึ้น อินโดล-3-คาร์บินอล(I3C) และเมแทบอไลต์สำคัญคือ 3,3’-ไดอินโดลิลมีเทน(DIM) ซึ่งพบในผักตระกูลกะหล่ำ ได้รับสนใจถึงผลระงับมะเร็งต่อมลูกหมาก</p> <p>การศึกษาระยะก่อนคลินิกสรุปว่าDIM มีฤทธิ์ต้านมะเร็งแบบหลายกลไก โดยยับยั้งการเติบโต กระตุ้นเซลล์มะเร็งตาย ควบคุมวงจร ยับยั้งการกระจาย และรบกวนกระบวนการสัญญาณที่สำคัญ เช่น androgen receptor, NF-B และ Akt/mTOR รวมถึงการควบคุมกลไกทางอีพิเจเนติก ขณะที่การศึกษาทางคลินิกระยะต้นชี้ว่า DIM ปลอดภัยสูง และผู้ป่วยทนได้ดี และมีตัวชี้วัดทางชีวภาพที่เปลี่ยนไป เช่น กีดกันตัวรับแอนโดรเจนออกจากนิวเคลียส(nuclear exclusion of AR) และยังพบการเปลี่ยนแปลงพยาธิวิทยา คือ prostatic intraepithelial neoplasia regression (PIN regression) ส่วนระดับ PSA ยังไม่พบลดลงชัดเจน อย่างไรก็ตามไม่พบอาการเป็นพิษรุนแรง </p> <p>โดยสรุปจึงกล่าวได้ว่าสาร 3,3’-ไดอินโดลิลมีเทน(DIM)มีความสามารถเป็นสารเสริมการรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาทางคลินิกแบบสุ่ม มีกลุ่มควบคุม และประชากรขนาดใหญ่ต่อไป <br />เพื่อยืนยันประสิทธิผลนำไปใช้ในคลินิกจริง</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/7592
การประเมินความสำเร็จและการสังเคราะห์รูปแบบการดำเนินงานโครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด อำเภอ TO BE NUMBER ONE ต้นแบบ จังหวัดขอนแก่น
2026-05-05T15:04:50+07:00
สุกัญญา สุรารักษ์
nasukanya2521@gmail.com
<p>ปัญหายาเสพติดยังคงเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย โดยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด รายงานว่า ในปี พ.ศ. 2567 มีผู้เข้ารับการบำบัดรักษายาเสพติดมากกว่า 213,024 ราย และกลุ่มผู้ใช้สารเสพติดส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นและวัยแรงงาน ซึ่งปัญหาดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคมของประเทศอย่างต่อเนื่อง การดำเนินโครงการ TO BE NUMBER ONE เป็นนโยบายระดับชาติที่มุ่งส่งเสริมการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดโดยการพัฒนาเยาวชนและสร้างเครือข่ายความร่วมมือในระดับพื้นที่ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความสำเร็จและสังเคราะห์รูปแบบการดำเนินงานโครงการรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในอำเภอ TO BE NUMBER ONE ต้นแบบ จังหวัดขอนแก่น การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงประเมินผลโดยใช้กรอบแนวคิด CIPP Model กลุ่มตัวอย่างจำนวน 92 คน คัดเลือกแบบเจาะจงจากผู้มีบทบาทในการดำเนินงานโครงการ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามมาตรวัดประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยตามกรอบแนวคิด CIPP Model โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย = 4.58, S.D. = 0.56) โดยด้านสภาพแวดล้อมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (4.65) รองลงมาคือด้านกระบวนการ (4.64) ด้านผลผลิต (4.63) และด้านปัจจัยนำเข้า (4.38) ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณพบว่า ปัจจัยด้านกระบวนการ (B = 0.563, p < 0.001) และด้านสภาพแวดล้อม (B = 0.434, p < 0.001) มีอิทธิพลต่อความสำเร็จของการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ด้านปัจจัยนำเข้าไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ (B = -0.059, p =0.447) โมเดลสามารถอธิบายความแปรปรวนของความสำเร็จได้ร้อยละ 83.5</p> <p> ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จของอำเภอ TO BE NUMBER ONE ต้นแบบ จังหวัดขอนแก่น เกิดจากการบูรณาการของบริบท นโยบาย ทรัพยากร และกระบวนการดำเนินงาน โดยเฉพาะกระบวนการมีส่วนร่วมของเครือข่ายและการพัฒนาเยาวชนอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมการพัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมและการบริหารจัดการโครงการอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยั่งยืนของการดำเนินงานในพื้นที่</p>
2026-06-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/7251
ประสิทธิผลของโปรแกรมการดูแลต่อเนื่องโดยใช้แนวคิดการดูแลระยะเปลี่ยนผ่านร่วมกับการเยี่ยมบ้าน ต่อการฟื้นฟูสมรรถภาพและสมรรถนะของผู้ดูแลในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในโรงพยาบาลชุมชน
2026-05-28T13:27:07+07:00
อรัญญา โชติสุวรรณ์
junnjib@hotmail.com
ศักดิ์นรินทร์ หลิมเจริญ
saknarin.l@rbru.ac.th
รัชต์วรรณ ตู้แก้ว
ratchawan.t@rbru.ac.th
<p>การวิจัยเชิงทดลองแบบกลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลังแบบวัดซ้ำ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของโปรแกรมการดูแลต่อเนื่องโดยใช้แนวคิดการดูแลระยะเปลี่ยนผ่านร่วมกับการเยี่ยมบ้านในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในบริบทโรงพยาบาลชุมชน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ดูแลหลัก 15 คน และผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง 15 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง โปรแกรมแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การเตรียมความพร้อมในโรงพยาบาล เน้นการให้ความรู้และพัฒนาทักษะผู้ดูแล และระยะที่ 2 การติดตามเยี่ยมบ้านอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมการประยุกต์ใช้ทักษะในสถานการณ์จริง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบวัดความรู้และทักษะของผู้ดูแล แบบประเมินความสามารถในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน (ADL) และแบบบันทึกภาวะแทรกซ้อน เกณฑ์คัดเลือกคือผู้ป่วยอายุ 18 ปีขึ้นไป มีคะแนน ADL 5–11 คะแนน <br />มีสติสัมปชัญญะดี และยินยอมเข้าร่วม ส่วนผู้ดูแลอายุ 18–70 ปี เป็นเครือญาติและสื่อสารภาษาไทยได้ เกณฑ์คัดออกคือผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง (ADL < 5 คะแนน) หรือไม่สามารถเข้าร่วมได้ครบระยะเวลา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า คะแนน ADL ของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>F</em> = 268.374, <em>p</em> < .001, <em>η</em><em>p²</em> = 0.950) โดยค่าเฉลี่ยเพิ่มจาก 9.20 ก่อนทดลองเป็น 18.27 ในเดือนที่ 2 หลังโปรแกรม ทักษะผู้ดูแลด้านการส่งเสริมกิจวัตรประจำวันและความปลอดภัยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (<em>F</em> = 68.070, <em>p</em> < .001, <em>η</em><em>p²</em> = 0.829) รวมถึงทักษะการป้องกันภาวะแทรกซ้อน (<em>F</em> = 42.082, <em>p</em> < .001, <em>η</em><em>p²</em> = 0.751) ขณะที่ความรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (<em>F</em> = 2.940, <em>p </em>= .104, <em>η</em><em>p²</em> = 0.174)</p> <p>สรุปได้ว่าโปรแกรมการดูแลต่อเนื่องโดยบูรณาการแนวคิดการดูแลระยะเปลี่ยนผ่านร่วมกับการเยี่ยมบ้านมีแนวโน้มช่วยเพิ่มทักษะผู้ดูแลและส่งเสริมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิผล และอาจเป็นรูปแบบการดูแลที่เหมาะสมในบริบทโรงพยาบาลชุมชน โดยสนับสนุนความต่อเนื่องของการดูแลระหว่างโรงพยาบาลและชุมชนอย่างเป็นระบบ</p>
2026-06-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น