https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/issue/feed วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น 2026-09-26T00:00:00+07:00 รศ.ดร.ปิยธิดา คูหิรัญญรัตน์ spiyat@kku.ac.th Open Journal Systems <p><strong>วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น [Online ISSN 3027-8104, Print ISSN 3027-8082]</strong></p> <p>วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น เดิมชื่อวารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน ซึ่งดำเนินการโดยภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน เวชศาสตร์ครอบครัวและอาชีวเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อเป็นสื่อกลางในการนำเสนอผลงานทางวิชาการและงานวิจัย ทั้งนิพนธ์ต้นฉบับและบทความปริทัศน์ ที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาด้าน Medicine, Public Health, Primary care, Family Medicine, Environmental and Occupational Health วารสารนี้ได้จัดทำสืบเนื่องยาวนานมากกว่า 13 ปี โดยผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อยสองคน (double-blind peer-reviewer)</p> <p><strong>กำหนดการตีพิมพ์</strong></p> <p>ปีละ 4 ฉบับ (มกราคม–มีนาคม, เมษายน–มิถุนายน, กรกฎาคม–กันยายน และ ตุลาคม–ธันวาคม)</p> <p><strong><span lang="TH">นโยบายค่าธรรมเนียมวารสารประจำปี 2570</span></strong></p> <p>วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น ขอเรียนให้ทราบว่า จะเริ่มดำเนินการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับท่านที่ส่งนิพนธ์ต้นฉบับตั้งแต่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป ตามประกาศ “<strong>อัตราการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการลงตีพิมพ์นิพนธ์ต้นฉบับ คณะแพทยศาสตร์ "</strong> เพื่อเผยแพร่ในปี พ.ศ. 2570 </p> <p><strong>หมายเหตุ:</strong> สำหรับท่านที่ส่งบทความก่อน เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 ทางวารสารยังมีนโยบาย <strong>ยกเว้นการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม</strong> สำหรับสมาชิกและผู้ส่งบทความทุกท่านตามปกติ</p> https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/7295 การศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและอุปสรรค ปัจจัยที่มีผล และแนวทางการพัฒนาระบบบริหารคุณภาพ ISO 9001:2015 ของโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่งในประเทศไทย: การศึกษาเชิงคุณภาพ 2026-01-28T15:58:58+07:00 อุไร รักความซื่อ rurai@kku.ac.th นลัทพร สืบเสาะ rurai@kku.ac.th อภิญญา จันทุมา rurai@kku.ac.th จันทิรา รอดเดช chanro@kku.ac.th อรอนงค์ โนนทิง onanong@kku.ac.th <p>การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และอุปสรรคของการประยุกต์ใช้ระบบบริหารคุณภาพ ISO 9001:2015 (2) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จ และ (3) เสนอแนวทางการพัฒนาระบบบริหารคุณภาพ ISO 9001:2015 ของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วยผู้บริหาร 6 คน หัวหน้างาน/หัวหน้าหน่วย 20 คน และผู้ปฏิบัติงาน 20 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เก็บข้อมูลด้วยการสืบค้นข้อมูลเอกสารและการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การสนทนากลุ่ม และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงอุปนัย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) การนำ ISO 9001:2015 มาใช้ครอบคลุมทุกกระบวนงาน แต่ประสบปัญหาภาระงานที่เพิ่มขึ้น ความไม่เข้าใจข้อกำหนด และความหลากหลายของระบบคุณภาพทางคลินิก (2) ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จมากที่สุดคือปัจจัยด้านการบริหาร ได้แก่ ความมุ่งมั่นของผู้บริหาร การสนับสนุน และการสื่อสาร รองลงมาคือปัจจัยด้านบุคลากรและด้านกระบวนการดำเนินงาน และ (3) แนวทางการพัฒนาระบบบริหารคุณภาพประกอบด้วย 11 ขั้นตอน ตั้งแต่การกำหนดนโยบายคุณภาพจนถึงการรับรองมาตรฐาน โดยข้อเสนอแนะสำคัญคือการพัฒนาระบบสารสนเทศแบบรวมศูนย์เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการคุณภาพอย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-09-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/8013 การเปรียบเทียบปัจจัยนิเวศวิทยาและพฤติกรรมป้องกันไข้เลือดออกในพื้นที่ระบาดซ้ำและไม่ระบาด อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร 2026-08-11T16:37:20+07:00 ฤทัยรัตน์ อุปพงษ์ ruthai13tuk@gmail.com จิราภรณ์ จำปาจันทร์ jjumpajan@snru.ac.th <p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความเสี่ยงของปัจจัยนิเวศวิทยา และพฤติกรรมการป้องกันไข้เลือดออกของประชาชนในพื้นที่ระบาดซ้ำและไม่ระบาด อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ประชากรคือประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั้งเพศชายและหญิงที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ระบาดซ้ำและไม่มีการระบาด <br />จำนวน 364 คน โดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ.2569 โดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่ามัธยฐานและพิสัยระหว่างควอไทล์ และเปรียบเทียบความเสี่ยงด้วยสถิติเชิงอนุมานได้แก่ Mann-Whitney <br />U test</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ประชาชนในพื้นที่ระบาดซ้ำมีปัจจัยนิเวศวิทยาที่อยู่ในระดับเสี่ยงสูงกว่าพื้นที่ไม่มีการระบาดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) ในส่วนของความรู้ในการป้องกันโรคไข้เลือดออกพบว่า ประชาชนในพื้นที่ระบาดซ้ำมีความรู้ในการป้องกันโรคไข้เลือดออกต่ำกว่าประชาชนในพื้นที่ไม่มีการระบาดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) <br />ผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่า การแก้ไขปัญหาโรคไข้เลือดออกในพื้นที่ระบาดซ้ำไม่สามารถมุ่งเน้นไปที่การให้ความรู้เพียงอย่างเดียวแต่ต้องให้ความสำคัญควบคู่ไปกับการจัดการปัจจัยนิเวศวิทยาเชิงรุกเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงในการแพร่กระจาย<br />ของโรค</p> 2026-09-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/7839 การรับรู้บรรยากาศจริยธรรมในสถานที่ทำงานและพฤติกรรมจริยธรรมของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 2026-05-29T16:14:13+07:00 นิสาชล บุตรสาทร ssanpi@kku.ac.th สัญพิชา ศรภิรมย์ ssanpi@kku.ac.th ปาริชาติ เพียสุพรรณ์ paripi@kku.ac.th สุวัฒนา ชุณหคล้าย ssanpi@kku.ac.th จุรีรัตน์ รัตนเพ็ชร ssanpi@kku.ac.th วรรณวิศา ปะเสทะกัง ssanpi@kku.ac.th <p><strong>ภูมิหลัง: </strong>บรรยากาศจริยธรรมในสถานที่ทำงานเป็นปัจจัยสำคัญที่สะท้อนให้พยาบาลวิชาชีพแสดงพฤติกรรมจริยธรรม<br />ในการดูแลผู้ป่วยอย่างมีคุณภาพ โดยเฉพาะในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิที่มีการขับเคลื่อนกลไกจริยธรรมทางการพยาบาลอย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตาม ยังขาดข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สะท้อนสถานการณ์จริงในบริบทดังกล่าว</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาระดับการรับรู้บรรยากาศจริยธรรมในสถานที่ทำงานและระดับพฤติกรรมจริยธรรมของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิที่มีระบบขับเคลื่อนกลไกจริยธรรมทางการพยาบาล</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยของโรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จากขนาดกลุ่มตัวอย่างที่คำนวณได้ 488 คน ได้รับแบบสอบถามที่สมบูรณ์และนำมาวิเคราะห์ จำนวน 406 คน (อัตราการตอบกลับร้อยละ 83.20) คัดเลือกโดยวิธีสุ่มแบบเป็นระบบจาก 60 หอผู้ป่วย เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบสอบถามการรับรู้บรรยากาศจริยธรรมในสถานที่ทำงาน จำนวน 54 ข้อ (CVI = 0.91, Cronbach's alpha = 0.97) และแบบประเมินพฤติกรรมจริยธรรมของพยาบาลต่อผู้ป่วย จำนวน 34 ข้อ (CVI = 0.93, Cronbach's alpha = 0.98) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> การรับรู้บรรยากาศจริยธรรมในสถานที่ทำงานโดยรวมอยู่ในระดับสูง (Mean = 4.25, SD = 0.78) โดยด้านความซื่อสัตย์มีค่าคะแนนสูงสุด (Mean = 4.34, SD = 0.72) และด้านการเคารพเอกสิทธิ์มีค่าคะแนนต่ำสุด (Mean = 4.14, SD = 0.83) สำหรับพฤติกรรมจริยธรรมโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก (Mean = 4.56, SD = 0.64) โดยด้านความยุติธรรมต่อผู้ป่วยมีค่าคะแนนสูงสุด (Mean = 4.65, SD = 0.59) และด้านการบอกความจริงมีค่าคะแนนต่ำสุด (Mean = 4.46, SD = 0.72) พฤติกรรมที่ได้คะแนนต่ำสุดในระดับรายข้อ คือ การบอกความจริงที่เป็นข่าวร้ายแก่ผู้ป่วยเมื่อผู้ป่วยมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ</p> <p><strong>สรุป:</strong> พยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิที่มีระบบขับเคลื่อนกลไกจริยธรรมทางการพยาบาลอย่างเป็นระบบ รายงานว่า มีการรับรู้บรรยากาศจริยธรรมและพฤติกรรมจริยธรรมอยู่ในระดับสูง ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะการสื่อสารข่าวร้ายในหลักสูตรการพัฒนาต่อเนื่องสำหรับพยาบาล และส่งเสริมการเคารพเอกสิทธิ์ของผู้ป่วยให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น</p> 2026-09-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/7701 ความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพัฒนาหลักสูตรพยาบาลศาสตร มหาบัณฑิต คณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยเชียงราย: การวิจัยเชิงพรรณนา 2026-07-15T16:16:31+07:00 พงศ์ศิริ บัวแก้ว Phongsiri.buakaew@crc.ac.th ธนัยรัตน์ ชัยศิริภูวดล thanairat.chaisiriphuwadol@crc.ac.th <p>การพัฒนาหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิตให้มีคุณภาพและสอดคล้องกับความต้องการของสังคม จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องโดยตรง การวิจัยเชิงพรรณนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการพัฒนาหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ คณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยเชียงราย และเพื่อเสนอแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับ<br />ความต้องการดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในและภายนอกหลักสูตร จำนวน 411 คน คัดเลือกโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความต้องการศึกษาในหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิตอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 3.79) และมีความต้องการเข้าศึกษาภายใน 2 ปีหลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 3.78) นอกจากนี้ความต้องการต่อการพัฒนาหลักสูตรในทุกด้าน ได้แก่ ด้านคุณลักษณะบัณฑิต ด้านหลักสูตร ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านอาจารย์ ด้านสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้และสิ่งอำนวยความสะดวก และด้านการพัฒนานักศึกษา อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด โดยเฉพาะด้านคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ ความสามารถใน<br />การประยุกต์ใช้ความรู้ การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และความเชี่ยวชาญของอาจารย์ผู้สอน</p> <p> ผลการศึกษาสรุปได้ว่า การพัฒนาหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ควรมุ่งเน้นการผลิตบัณฑิตที่มีสมรรถนะทางวิชาชีพสูง มีภาวะผู้นำทางการพยาบาล มีคุณธรรมจริยธรรม และสามารถประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อตอบสนองต่อบริบทการเปลี่ยนแปลงของระบบสุขภาพและสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-09-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/7573 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์: การทบทวนวรรณกรรม 2026-07-24T16:20:33+07:00 บัวแก้ว ใจดีเจริญ buakhabua@gmail.com พรรณี บัญชรหัตถกิจ pannee.ban@vru.ac.th <p>ภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์เป็นปัญหาสุขภาพสำคัญที่มีสาเหตุจากหลายปัจจัยและอาจส่งผลต่อสุขภาพของมารดาและทารก การทบทวนวรรณกรรมแบบบรรยายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนและสังเคราะห์หลักฐานเกี่ยวกับปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะโลหิตจางในหญิงตั้งครรภ์ โดยใช้กรอบ PEO กำหนดคำถามและขอบเขตการสืบค้น <br />สืบค้นงานวิจัยที่ตีพิมพ์ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2021 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 2025 จากฐานข้อมูล PubMed, Scopus, CINAHL, ScienceDirect, Cochrane Library, Google Scholar และ ThaiJO พบระเบียนทั้งหมด 1,620 รายการ ภายหลังนำบทความซ้ำออก คัดกรองชื่อเรื่องและบทคัดย่อ และประเมินบทความฉบับเต็มตามเกณฑ์คัดเข้าและคัดออก เหลืองานวิจัยที่นำมาสังเคราะห์ 12 เรื่อง การคัดเลือกบทความ การสกัดข้อมูล และการประเมินคุณภาพดำเนินการโดยผู้วิจัย 2 คนอย่างเป็นอิสระ ความเห็นที่ไม่ตรงกันแก้ไขด้วยการอภิปรายจนได้ฉันทามติ งานวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางประเมินด้วย JBI Critical Appraisal Checklist for Analytical Cross-Sectional Studies และงานวิจัยแบบติดตามประเมินด้วย JBI Critical Appraisal Checklist for Cohort Studies วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการสังเคราะห์เชิงบรรยายร่วมกับการวิเคราะห์เชิงประเด็น ผลการสังเคราะห์พบปัจจัย 5 กลุ่ม ได้แก่ ปัจจัยด้านโภชนาการและพฤติกรรมสุขภาพ สูติกรรมและอนามัยเจริญพันธุ์ เศรษฐกิจและสังคม การเข้าถึงบริการสุขภาพ และการติดเชื้อและภาวะสุขภาพ ปัจจัยที่พบรายงานบ่อยและมีทิศทางความสัมพันธ์ค่อนข้างสม่ำเสมอ ได้แก่ การไม่ได้รับหรือรับประทานธาตุเหล็ก–โฟเลตไม่สม่ำเสมอ ระยะห่างระหว่างการตั้งครรภ์สั้น การอยู่ในไตรมาสที่ 3 การมีเลือดออกระหว่างตั้งครรภ์ และการรับประทานอาหารไม่เพียงพอหรือไม่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม หลักฐานส่วนใหญ่มาจากการศึกษาแบบภาคตัดขวาง จึงควรตีความเป็นความสัมพันธ์และไม่สรุปเชิงสาเหตุ ระบบฝากครรภ์ควรใช้การประเมินความเสี่ยงแบบองค์รวม <br />ติดตามระดับฮีโมโกลบิน ความสม่ำเสมอในการรับประทานยา ภาวะโภชนาการ และสาเหตุอื่นของภาวะโลหิตจางอย่างต่อเนื่อง</p> 2026-09-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/7616 ผลของโปรแกรมส่งเสริมการปรับตัวตามแนวคิดของรอยต่อความสามารถในการปรับตัวและการรับรู้ความสามารถในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองของญาติผู้ดูแล 2026-04-03T16:09:22+07:00 น้ำฝน บุญเรือง namfonb66@nu.ac.th ชุลีกร ด่านยุทธศิลป์ chuleekornd@nu.ac.th ชณิตา ประดิษฐ์สถาพร sode_mam@hotmail.com เอื้อมพร หลินเจริญ aumpornli@nu.ac.th <p>การวิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการปรับตัวตามแนวคิดของรอยต่อความสามารถในการปรับตัวและการรับรู้ความสามารถในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองของญาติผู้ดูแล <br />กลุ่มตัวอย่างคือ ญาติผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน คัดเลือกจากโรงพยาบาลในเขตพื้นที่อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย จำนวน 50 คน กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม (n = 25 ) ได้รับการพยาบาลตามปกติ ขณะที่กลุ่มทดลอง(n = 25 ) ได้รับโปรแกรมส่งเสริมการปรับตัวตามแนวคิดของรอย 12 สัปดาห์ เครื่องมือวิจัยในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินความสามารถในการปรับตัว และแบบประเมินการรับรู้ความสามารถในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง มีค่าความเที่ยงโดยใช้สูตร สัมประสิทธิแอลฟาครอนบาคเท่ากับ .86 และ .88 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา สถิติทดสอบทีชนิดสองกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน และที่เป็นอิสระต่อกัน และ สถิติไค-สแควร์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยความสามารถในการปรับตัวหลังได้รับโปรแกรมของกลุ่มทดลอง หลังการทดลองสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) ค่าเฉลี่ยความสามารถในการปรับตัวหลังได้รับโปรแกรมของกลุ่มทดลอง สูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) ค่าเฉลี่ยการรับรู้ความสามารถในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในกลุ่มทดลอง หลังการทดลอง สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) ค่าเฉลี่ยการรับรู้ความสามารถในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองในกลุ่มทดลอง หลังได้รับโปรแกรม สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p &lt; .001) สัดส่วนของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีความสามารถในการปรับตัว หลังได้รับโปรแกรมสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (x2=50.00,p &lt; .001)</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า โปรแกรมส่งเสริมการปรับตัวตามแนวคิดของรอยต่อความสามารถในการปรับตัวและ<br />การรับรู้ความสามารถในการดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองของญาติผู้ดูแล สามารถนำไปใช้ในพื้นที่ที่มีบริบทที่ใกล้เคียงกันได้</p> 2026-09-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/7733 ความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย ในผู้สูงอายุ ตำบลท่าตูม อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ 2026-09-03T00:38:36+07:00 มลฤดี เชยชุ่ม Monrudeesrakaew@gmail.com <p>ภาวะรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย (Mild cognitive impairment : MCI) เป็นภาวะระยะเปลี่ยนผ่านที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อม การทราบขนาดปัญหาและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในระดับชุมชนจึงมีความสำคัญต่อการวางแผน<br />คัดกรองและส่งเสริมสุขภาพสมอง การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้ (Cross-sectional analytical study) <br />มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความชุกของภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย (Mild cognitive impairment: MCI) และ <br />2) ศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อยในผู้สูงอายุ ตำบลท่าตูม อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 385 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิตามสัดส่วนและสุ่มอย่างง่ายภายในแต่ละพื้นที่ เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ถึง 20 มีนาคม 2569 โดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลด้านสุขภาพ พฤติกรรมสุขภาพและจิตสังคม การประเมินความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันพื้นฐาน (ADL) กิจวัตรประจำวันขั้นสูง (IADL) แบบประเมินภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ(TGDS-15) และแบบประเมินภาวะการรู้คิด Montreal Cognitive Assessment (MoCA) กำหนดคะแนน MoCA &lt; 25 หลังปรับคะแนนตามระดับการศึกษา เป็นเกณฑ์ว่ามีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงวิเคราะห์ ได้แก่ Univariate analysis และ Multiple Logistic Regression กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า ความชุกของภาวะรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย ร้อยละ 87.01 (95%CI 83.29-90.01) โดยพบร้อยละ 77.42 ในกลุ่มอายุ 60-70 ปี ร้อยละ 91.62 <br />ในกลุ่มอายุ 71-80 ปี และร้อยละ100 ในกลุ่มอายุ 81 ปีขึ้นไป เมื่อจัดกลุ่มปัจจัยตามทิศทางความสัมพันธ์ พบว่า ปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะ MCI มากขึ้น ได้แก่ อายุที่เพิ่มขึ้น (OR<sub>adj </sub>2.907, 95% CI 1.047-8.106) ส่วนปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะ MCI ลดลง ได้แก่ ระดับการศึกษาที่สูงขึ้น(OR<sub>adj </sub>0.113, 95% CI 0.053-0.239) การมีกิจกรรมยามว่าง(OR<sub>adj </sub>0.114, 95% CI 0.022-0.590) การใช้โทรศัพท์มือถือและแอปพลิเคชันเพื่อการสื่อสาร (OR<sub>adj </sub>0.55, 95%CI 0.332-0.927) ผลการศึกษาสนับสนุนการคัดกรองผู้สูงอายุเชิงรุก โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมาก ควบคู่กับการส่งเสริมการเรียนรู้ กิจกรรมกระตุ้นสมอง และการใช้โทรศัพท์มือถือและแอปพลิเคชันที่เหมาะสมในระดับชุมชน เพื่อส่งเสริมสุขภาพสมองและการรู้คิดของผู้สูงอายุในชุมชน</p> 2026-09-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/7620 ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจ ผู้ดูแลเด็กในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ต่อความรู้ พฤติกรรมการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย และพัฒนาการเด็กปฐมวัย ที่สงสัยล่าช้า 2026-03-30T14:59:30+07:00 จุรีภรณ์ ไชยทักษิณ jureeponc@gmail.com วรวรรณ์ ทิพย์วารีรมย์ ning_worawan@yahoo.com ยุวยงค์ จันทรวิจิตร yuwayong@gmail.com <p>การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการเสริมสร้างพลังอำนาจผู้ดูแลเด็กในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยต่อความรู้ พฤติกรรมการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย และพัฒนาการของเด็กปฐมวัยที่สงสัยพัฒนาการล่าช้า คำนวณขนาดตัวอย่างโดยใช้โปรแกรม G*Power ได้กลุ่มตัวอย่างกลุ่มละ 25 คน โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ดูแลเด็กและเด็กปฐมวัยที่มีพัฒนาการสงสัยล่าช้าในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมทั้งหมดจำนวน 100 คน โปรแกรมดำเนินการเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การค้นพบสภาพจริง การสะท้อนคิดอย่าง<br />มีวิจารณญาณ การตัดสินใจเลือกวิธีปฏิบัติ และการคงไว้ซึ่งการปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินความรู้และแบบสอบถามพฤติกรรมการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาและความเชื่อมั่นโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ จำนวน ร้อยละ และการทดสอบ<br /> Paired t-test, Independent t-test และ Chi-square Test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้และพฤติกรรมการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) และมีจำนวนเด็กปฐมวัยที่<br />มีพัฒนาการสมวัยเพิ่มขึ้นจากก่อนการทดลอง รวมทั้งมีสัดส่วนเด็กปฐมวัยที่มีพัฒนาการสมวัยสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมดังกล่าวมีประสิทธิผลในการพัฒนาความรู้และพฤติกรรมของผู้ดูแลเด็ก และส่งผลให้เด็กปฐมวัย โดยเฉพาะเด็กที่สงสัยพัฒนาการล่าช้า มีพัฒนาการสมวัยเพิ่มขึ้น</p> 2026-09-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/7598 การพัฒนาระบบบริการใส่ฟันเทียม ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ภายใต้รูปแบบ Changhan Model สำหรับผู้สูงอายุ อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด 2026-08-25T17:28:05+07:00 สุรศักดิ์ โกมาลย์ Okungdentnu@gmail.com <p>ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ส่งผลให้ความต้องการใส่ฟันเทียมเพิ่มขึ้น แต่การเข้าถึงบริการ<br />ยังมีข้อจำกัดจากการรอคิวนาน ทำให้ผู้สูงอายุบางส่วนเลือกใช้บริการทำฟันเทียมกับผู้ที่ไม่ใช่ทันตแพทย์และเกิดปัญหาสุขภาพช่องปาก การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการให้บริการใส่ฟันเทียมสำหรับผู้สูงอายุในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เขตอำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไปที่มีข้อบ่งชี้ในการใส่ฟันเทียม ความถี่ 75 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เก็บข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม 2566 <br />ถึงกันยายน 2568 โดยประเมินการเข้าถึงบริการและความพึงพอใจต่อการใส่ฟันเทียม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบบริการที่พัฒนาขึ้นช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการใส่ฟันเทียมของผู้สูงอายุในพื้นที่ ลดจำนวนขั้นตอนการรับบริการจาก 5 ขั้นตอนเหลือ 3 ขั้นตอน และลดระยะเวลาการรักษาจาก 10–12 สัปดาห์ เหลือ <br />4–6 สัปดาห์ ผู้สูงอายุมีความพึงพอใจในระดับมากถึงมากที่สุด โดยมีความพึงพอใจด้านความสามารถในการเคี้ยวอาหาร การใช้งานฟันเทียมโดยไม่เกิดอาการบาดเจ็บ ความสวยงาม และการออกเสียง คิดเป็นร้อยละ 80.0, 84.0, 81.3 และ 68.0 ตามลำดับ</p> <p> สรุปได้ว่า รูปแบบการให้บริการใส่ฟันเทียมในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลสามารถเพิ่มการเข้าถึงบริการ ลดขั้นตอนและระยะเวลาการรักษา ตลอดจนสร้างความพึงพอใจแก่ผู้สูงอายุ จึงเป็นแนวทางที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ลดความแออัดของโรงพยาบาล และสนับสนุนการพัฒนานโยบายการดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุในชุมชน</p> 2026-09-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/7591 การพัฒนารูปแบบการควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน โดยใช้สถานีสุขภาพและการมีส่วนร่วมของชุมชน อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม 2026-04-16T15:47:17+07:00 สุดาวรรณ ทะสูง Chanidapa@smnc.ac.th ระเบียบ วัฒนตรีภพ Chanidapa@smnc.ac.th อนุชา ไทยวงษ์ anucha@smnc.ac.th กำทร ดานา dkamthorn@gmail.com ชนิดาภา วงศ์รักษา wongruksa.w@gmail.com <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory action research) ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวานโดยใช้สถานีสุขภาพและการมีส่วนร่วมของชุมชน กลุ่มผู้มีส่วนร่วมในการพัฒนารูปแบบ 25 คน และกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ 40 คน ดำเนินการ 4 ระยะ ประกอบตามกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการของ Kemmis &amp; McTaggart ระหว่างเดือนมิถุนายน 2567 – มกราคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ สถิติอนุมาน ได้แก่ Paired t-test ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหาผลการวิจัยพบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ 1) การพัฒนาระบบสถานีสุขภาพที่บูรณาการร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ 2) แนวทางปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 5 ฐาน ได้แก่ การรับรู้ตนเอง, Low-carb, Intermittent Fasting (IF), การออกกำลังกายและยา, และสุขภาพจิต หลังการใช้รูปแบบพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) ขณะที่ระดับน้ำตาลในเลือด (FBS) ลดลงจาก 174.50 เป็น 146.30 mg/dl และ HbA1C ลดลงจากร้อยละ 9.22 เป็น 7.76 (p &lt; .001) และผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้พร้อมทั้งญาติผู้ดูแลมีความพึงพอใจต่อรูปแบบที่พัฒนาขึ้นในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย 4.40 และ 4.77 ตามลำดับ)</p> <p> </p> 2026-09-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น