วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU <p><strong>วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น [Online ISSN 3027-8104, Print ISSN 3027-8082]</strong></p> <p>วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น เดิมชื่อวารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน ซึ่งดำเนินการโดยภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน เวชศาสตร์ครอบครัวและอาชีวเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อเป็นสื่อกลางในการนำเสนอผลงานทางวิชาการและงานวิจัย ทั้งนิพนธ์ต้นฉบับและบทความปริทัศน์ ที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาด้าน Medicine, Public Health, Primary care, Family Medicine, Environmental and Occupational Health วารสารนี้ได้จัดทำสืบเนื่องยาวนานมากกว่า 13 ปี โดยผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อยสองคน (double-blind peer-reviewer)</p> <p><strong>กำหนดการตีพิมพ์</strong></p> <p>ปีละ 4 ฉบับ (มกราคม–มีนาคม, เมษายน–มิถุนายน, กรกฎาคม–กันยายน และ ตุลาคม–ธันวาคม)</p> th-TH <p>บทความที่ตีพิมพ์ในวารสารนี้เป็นลิขสิทธิ์ของผู้เผยแพร่ ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ท่านสามารถอ่านและใช้งานบทความเหล่านี้เพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการ เช่น การสอน การวิจัย หรือการอ้างอิง โดยต้องให้เกียรติแก่ผู้เขียนและวารสารอย่างเหมาะสม ห้ามนำบทความไปใช้หรือดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาต ข้อความที่แสดงในบทความเป็นความคิดเห็นของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว ผู้เขียนมีความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อเนื้อหาและความถูกต้องของบทความ การนำไปใช้ซ้ำหรือตีพิมพ์ซ้ำอื่นๆ ต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร</p> spiyat@kku.ac.th (รศ.ดร.ปิยธิดา คูหิรัญญรัตน์) chdjournal@kku.ac.th (ดร.บังอรศรี จินดาวงค์ / น.ส.โชติกา ธันยพงศ์พร) Wed, 11 Feb 2026 16:24:48 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลตนเองของหญิงตั้งครรภ์ จังหวัดสุพรรณบุรี https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/7144 <p>การวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบพรรณนาหาความสัมพันธ์เชิงทำนายมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลตนเองของหญิงตั้งครรภ์ จังหวัดสุพรรณบุรี กลุ่มตัวอย่างเป็นหญิงตั้งครรภ์ อายุ 20 ปีขึ้นไป จำนวน 119 คน เก็บข้อมูลโดยแบบสอบถามประกอบด้วย 4 ส่วน 1)ปัจจัยส่วนบุคคล 2)แรงจูงใจในการส่งเสริมสุขภาพ 3) การสนับสนุนทางสังคม และ 4) ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลตนเองของหญิงตั้งครรภ์ แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .92, .92 และ .94 ตามลำดับ เก็บรวบรวมข้อมูลในเดือนตุลาคม ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2568 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกแบบลำดับ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยด้านแรงจูงใจในการส่งเสริมสุขภาพ และปัจจัยด้านการสนับสนุนทางสังคมมีอิทธิพลต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลตนเองของหญิงตั้งครรภ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยปัจจัยส่วนบุคคลด้านระดับการศึกษา พบว่ามีความสัมพันธ์ทางบวกกับความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลตนเองของหญิงตั้งครรภ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r=.182,p=.048) นอกจากนี้หญิงตั้งครรภ์ที่มีแรงจูงใจในการส่งเสริมสุขภาพในระดับมาก มีโอกาสที่จะมีความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลตนเองของหญิงตั้งครรภ์ในระดับมาก สูงกว่าหญิงตั้งครรภ์ที่มีแรงจูงใจในการส่งเสริมสุขภาพในระดับปานกลางประมาณ 11.11 เท่า (OR = 0.090, 95% CI = 0.009–0.877, p=.038) และหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับการสนับสนุนทางสังคมในระดับมาก มีโอกาสที่จะมีความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลตนเองของหญิงตั้งครรภ์ในระดับมาก สูงกว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับการสนับสนุนทางสังคมในระดับปานกลางประมาณ 17.24 เท่า (OR = 0.058, 95% CI = 0.008–0.451, p=.006)</p> <p>ความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นความสามารถของบุคคลที่ส่งผลต่อการดูแลตนเอง โดยเฉพาะในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ซึ่งต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย จิตใจ และสังคมอย่างต่อเนื่อง ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าแรงจูงใจในการส่งเสริมสุขภาพและการสนับสนุนทางสังคมเพิ่มขึ้นมีส่วนช่วยให้ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการดูแลตนเองของหญิงตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นด้วย จึงควรการเสริมสร้างแรงจูงใจในการส่งเสริมสุขภาพและการสนับสนุนทางสังคมเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีกับมารดาและทารกในระยะยาว</p> ณัฏฐ์ฉวี อ๊อกซู, ลาวัณย์ ผลสมภพ, ต่อเกียรติ สิงหะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/7144 Wed, 11 Feb 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลของคลินิกเบาหวานระยะสงบในชุมชน โดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/7124 <p><strong>บทนำและวัตถุประสงค์</strong>: โรคเบาหวานเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อำเภออุบลรัตน์</p> <p>มีผู้ป่วยเบาหวานขึ้นทะเบียน 2,845 คน คิดเป็นความชุกร้อยละ 8.2 โดยมีเพียงร้อยละ 36.5 ที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการจัดบริการคลินิกเบาหวานระยะสงบในชุมชนโดยการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายต่อผลลัพธ์ทางคลินิก พฤติกรรมการดูแลตนเอง และคุณภาพชีวิต</p> <p><strong>ระเบียบวิธีวิจัย</strong><strong>:</strong> การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง (One group pretest-posttest) กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีค่า HbA1c 6.5-8.5% จำนวน 66 ราย ระยะเวลาการศึกษา 6 เดือน รูปแบบการแทรกแซงประกอบด้วย 1) การให้ความรู้เรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแบบเข้มข้นผ่านระบบออนไลน์ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง รวม 12 สัปดาห์ มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ 2) การติดตามดูแลในชุมชนโดยภาคีเครือข่าย และการใช้ระบบ telemedicine รวม 12 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปและผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ แบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเอง และเครื่องชี้วัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกชุดย่อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา Paired t-test และ One-way Repeated Measures ANOVA วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของปัจจัย โดยใช้ Pearson correlation และ Multiple Linear Regression</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> พบว่าหลังการแทรกแซง 6 เดือน มีผลลัพธ์ทางคลินิก ได้แก่ ระดับ HbA1c ลดลง ระดับน้ำตาลในเลือด</p> <p>ขณะอดอาหารลดลง น้ำหนักลดลง ดัชนีมวลกายลดลง และรอบเอวลดลง (p &lt; 0.001) ผลลัพธ์ด้านการรักษา พบว่าผู้ป่วยสามารถหยุดยาเบาหวานได้ร้อยละ 27.3 และสามารถลดปริมาณยาได้ร้อยละ 34.8 ในส่วนของพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ รวมถึงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ปัจจัยที่มีผลต่อระดับ HbA1c หลัง 6 เดือน พบว่า ระดับ HbA1c ก่อนการแทรกแซง และดัชนีมวลกายเป็นปัจจัยสำคัญ ปัจจัยที่มีผลต่อการลดยาหรือหยุดยา พบว่าคะแนนคุณภาพชีวิตก่อนการแทรกแซงเป็นปัจจัยเดียวที่มีผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong>สรุป</strong>: รูปแบบนี้มีประสิทธิผลในการปรับปรุงผลลัพธ์ทางคลินิก พฤติกรรมการดูแลตนเอง และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย</p> <p>อย่างมีนัยสำคัญ ผู้ป่วยสามารถหยุดยาหรือลดยาได้มากกว่าร้อยละ 60 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการจัดบริการแบบ</p> <p>บูรณาการที่มีการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย สนับสนุนแนวคิดเรื่องเบาหวานระยะสงบ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ใน</p> <p>บริบทของชุมชนไทยได้</p> อภิสรา ธำรงวรางกูร, พวงเพชร จันทร์บุตร, นิภารัตน์ สีลาเลข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/7124 Thu, 12 Feb 2026 00:00:00 +0700 การจัดการความเครียดและปัจจัยด้านโครงสร้างครอบครัวในกลุ่มนักศึกษาระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยขอนแก่น https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/7195 <p>การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นส่งผลให้รูปแบบโครงสร้างของครอบครัวเปลี่ยนแปลงซึ่งกระทบต่อพฤติกรรมและการจัดการความเครียดของเยาวชน เมื่อเข้าสู่วัยนักศึกษาความเครียดจากการเรียนและปัจจัยด้านครอบครัวอาจส่งผลต่อการจัดการความเครียด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสัดส่วนของการจัดการความเครียดแบบเหมาะสมและเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านโครงสร้างครอบครัวกับการจัดการความเครียดในกลุ่มนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ผ่าน Google Form ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน ถึง 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 172 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามปัจจัยทางครอบครัว และแบบประเมิน Brief COPE Inventory: Thai version ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.735 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Chi-square test และ One-way ANOVA ผลการศึกษาพบว่านักศึกษามีสัดส่วนของการจัดการความเครียดแบบเหมาะสมร้อยละ 79.7 (95% CI: 73.7–85.7) และมีค่าเฉลี่ยการจัดการความเครียดแบบเหมาะสมสูงกว่าการจัดการความเครียดแบบไม่เหมาะสมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) กลยุทธ์ที่ใช้มากที่สุดในกลุ่มการจัดการความเครียดแบบเหมาะสม ได้แก่ การยอมรับ ขณะที่การเบี่ยงเบนความสนใจเป็นกลยุทธ์ที่ใช้มากที่สุดในการจัดการความเครียดแบบไม่เหมาะสม ปัจจัยด้านคณะ ชั้นปี และลักษณะครอบครัวมีความสัมพันธ์กับการจัดการความเครียดแบบไม่เหมาะสม โดยนักศึกษาที่อาศัยอยู่ในครอบครัวขยายมีแนวโน้มใช้การจัดการความเครียดแบบไม่เหมาะสมน้อยที่สุด ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและส่งเสริมกิจกรรมเสริมสร้างทักษะการจัดการความเครียดแก่นักศึกษา</p> <h1> </h1> นลัทพร หมอยาดี, วริสรา ลุวีระ, นนท์ปวิธ โชติชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/7195 Mon, 16 Feb 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการสร้างความรอบรู้ของครูพี่เลี้ยงและผู้ปกครองแบบมีส่วนร่วม เรื่อง 4 D และวินัยเชิงบวก เพื่อส่งเสริมสุขภาพเด็กปฐมวัยให้มีการเจริญเติบโตและพัฒนาการสมวัยและความฉลาดทางอารมณ์ ในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย จังหวัดเพชรบูรณ์ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/7168 <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนารูปแบบการสร้างความรอบรู้ของครูพี่เลี้ยงและผู้ปกครองในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยและประเมินผลลัพธ์การเจริญเติบโต พัฒนาการและความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กปฐมวัย ดำเนินการวิจัย 4 ขั้นตอน คือ 1)ศึกษาสถานการณ์ 2)การสังเคราะห์พัฒนาโปรแกรม 3)การนำรูปแบบพัฒนาไปใช้ 4)การประเมินผล เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 2 แห่ง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองประกอบด้วยคู่ผู้ปกครองและเด็ก 50 คู่และครูพี่เลี้ยง 5 คน และกลุ่มควบคุมประกอบด้วย คู่ผู้ปกครองและเด็ก 50 คู่และครูพี่เลี้ยง 5 คน โดยแบบทดสอบการสร้างความรอบรู้ของผู้ปกครองและครูพี่เลี้ยง และแบบประเมินผลของเด็กปฐมวัย ผลการประเมินคุณภาพของเครื่องมือ ด้านความเที่ยงโดยผลการวิเคราะห์พบว่า แบบวัดความความรอบรู้ของครูพี่เลี้ยง=0.85 แบบวัดความรอบรู้ของผู้ปกครองและวัดผลลัพธ์สุขภาพและความฉลาดทางอารมณ์ในเด็กปฐมวัย=0.89 วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนระหว่างกลุ่มวิเคราะห์ด้วยการทดสอบ Independent t-test, Chi square test และ Fisher’s Exact test ผลการศึกษาพบว่า หลังการทดลอง ความรอบรู้ด้านสุขภาพและวินัยเชิงบวกของผู้ปกครองกลุ่มทดลอง(x̄=87.36)สูงกว่ากลุ่มควบคุม(x̄ =66.80)อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(Mean Difference= 20.560; 95%CI=16.345-24.775; <em>p</em>&lt;0.001) แต่ความรอบรู้ด้านสุขภาพและวินัยเชิงบวกของครูพี่เลี้ยงกลุ่มทดลอง(x̄=81.20)และกลุ่มควบคุม(x̄ =78.60)ไม่แตกต่างกัน(Mean Difference=2.600; 95%CI=-11.930-17.130; <em>p</em>=0.891)<strong> </strong>ผลลัพธ์ในกลุ่มเด็กปฐมวัย พบว่า พัฒนาการโดยรวม(<em>p</em>=0.012)และความฉลาดทางอารมณ์(<em>p</em>=0.009)ของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ผลลัพธ์การเจริญเติบโต กลุ่มทดลองไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุม(<em>p</em>=0.699). รูปแบบการสร้างความรอบรู้ที่พัฒนาขึ้น ทำให้ผู้ปกครองมีความรอบรู้ด้านสุขภาพและวินัยเชิงบวกในการเลี้ยงดูเด็กมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อผลลัพธ์สุขภาพและความฉลาดทางอารมณ์เด็กปฐมวัยต่อไป</p> <p> </p> กรรณิกา สหเมธาพัฒน์, รัตติกาล สีมุเทศ, ภาวิณี หอมยศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/7168 Mon, 16 Feb 2026 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงอนุกรมเวลาระหว่างปริมาณฝนกับจำนวนผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี จังหวัดปทุมธานี ประเทศไทย https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/7017 <p>โรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่สำคัญในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี เพราะทำให้เกิดโรครุนแรง มีการแพร่ระบาดในช่วงฤดูฝนและเป็นปัญหาหนึ่งที่สำคัญของระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจของครอบครัว</p> <p><strong>วัตถุประสงค์งานวิจัย</strong><strong>:</strong> เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงอนุกรมเวลาระหว่างปริมาณฝนรายวันกับจำนวนผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี รวมถึงวิเคราะห์ผลกระทบที่ล่าช้าของปริมาณฝนต่อจำนวนผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี จังหวัดปทุมธานี</p> <p><strong>วิธีวิจัย</strong><strong>: </strong>เป็นการศึกษาอนุกรมเวลาเชิงสังเกตย้อนหลัง โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิของผู้ป่วยรายวันระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2568 (รวม 93 วัน) และข้อมูลปริมาณฝนจากข้อมูลภูมิอากาศและอุตุนิยมวิทยาขององค์การนาซาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การถดถอยแบบทวินามเชิงลบ และพิจารณาผลกระทบที่ล่าช้าของปริมาณฝนต่อจำนวนผู้ป่วยอาร์เอสวี</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> จำนวนผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีในช่วง 93 วันที่เก็บข้อมูล มีจำนวนผู้ป่วยอาร์เอสวีเฉลี่ย 2.13 รายต่อวัน ผลกระทบจากปริมาณฝนรายวันในวันที่ฝนตก (lag0) และหลังฝนตก 3 วัน มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับจำนวนผู้ป่วยติดชื้อไวรัสอาร์เอสวีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 และเป็นแบบจำลองที่มีความเหมาะสมสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 แสดงให้เห็นว่าทุก ๆ ปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น 1 มิลลิเมตร จะส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีที่คาดการณ์ไว้ประมาณร้อยละ 4 ในวันที่ฝนตก (IRR = 1.040, 95%CI: 1.02-1.08) และประมาณร้อยละ 5 หลังฝนตก 3 วัน (IRR = 1.050, 95%CI: 1.02-1.08) </p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> ผลลัพธ์นี้ชี้ให้เห็นว่าปริมาณฝนเป็นหนึ่งในปัจจัยพยากรณ์สำคัญต่อการเกิดโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี และสามารถใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนในการวางแผนเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมของระบบสาธารณสุขและวางมาตรการควบคุมการแพร่เชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p> </p> ภัทร์พิชชา ครุฑางคะ, มนัสศรี ไพบูลย์ศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/7017 Wed, 18 Feb 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนในการปฏิเสธการดื่ม ต่อพฤติกรรมการดื่มและปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ของผู้ที่มีความผิดปกติ จากการดื่มแอลกอฮอล์ โรงพยาบาลเถิน จังหวัดลำปาง https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/7121 <p><strong>ภูมิหลัง</strong><strong>:</strong> ผู้ที่มีความผิดปกติจากการดื่มแอลกอฮอล์มักมีพฤติกรรมการดื่มซ้ำและควบคุมตนเองได้ยาก การใช้กลยุทธ์ในการสร้างแรงจูงใจ ส่งเสริมการรับรู้ความสามารถและความมั่นใจ จะช่วยลดโอกาสการกลับไปดื่มซ้ำ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong><strong>:</strong> เพื่อเปรียบเทียบผลของโปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนในการปฏิเสธการดื่ม ต่อพฤติกรรมการดื่มและปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ของผู้ป่วยที่มีความผิดปกติจากการดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างกลุ่มควบคุมกับกลุ่มที่ใช้โปรแกรม และเปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังใช้โปรแกรม</p> <p><strong>วิธีการศึกษา </strong><strong>:</strong> การวิจัยครั้งนี้เป็น การวิจัยกึ่งทดลองแบบ 2 กลุ่มวัดผลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยที่มีความผิดปกติจากการดื่มแอลกอฮอล์ที่เข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอก คัดเลือกแบบเจาะจงกลุ่มละ 17 ราย รวมทั้งสิ้น 34 ราย เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนในการปฏิเสธการดื่ม 2) แบบประเมินปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ และ 3) ปฏิทินบันทึกการดื่มแอลกอฮอล์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา Mann Witney U test และ Wilcoxon Sign-Rank Test</p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการดื่ม และคะแนนปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ในกลุ่มที่ใช้โปรแกรมต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.94 (3.03), 18.29 (3.40) , 4.76(3.67), และ20.12(4.27) ตามลำดับ ในขณะที่หลังการใช้โปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตน ค่าเฉลี่ยคะแนนพฤติกรรมการดื่มและคะแนนปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ต่ำกว่าก่อนใช้โปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.94 (3.03), 21.94 (3.51) , 4.76(3.67) และ 29.88(3.28) ตามลำดับ</p> <p><strong>สรุป </strong><strong>:</strong> โปรแกรมเสริมสร้างสมรรถนะแห่งตนในการปฏิเสธการดื่ม ช่วยลดพฤติกรรมการดื่มและ ปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ได้ พยาบาลสามารถนำโปรแกรมนี้ ไปใช้ร่วมกับการบำบัดด้วยวิธีอื่น เพื่อลดโอกาสการกลับไปดื่มซ้ำ</p> ศรีประไพ อินทร์ชัยเทพ, น้ำทิพย์ ปินตาปลูก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he05.tci-thaijo.org/index.php/CHDMD_KKU/article/view/7121 Fri, 20 Feb 2026 00:00:00 +0700