https://he05.tci-thaijo.org/index.php/HSN_SKHJ/issue/feed
วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการพยาบาล โรงพยาบาลสมุทรสาคร
2026-08-20T13:14:41+07:00
นพ.นฤวัต เกสรสุคนธ์
library.skh@hotmail.com
Open Journal Systems
<div style="background: linear-gradient(135deg, #eaf7fb 0%, #ffffff 45%, #edf8f4 100%); border: 1px solid #cfe8ee; border-radius: 20px; padding: 34px 28px; text-align: center; box-shadow: 0 6px 18px rgba(0,0,0,0.06); margin-bottom: 28px;"> <h2 style="margin: 0; font-size: 30px; color: #0f5f7a; font-weight: bold;">เกี่ยวกับวารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการพยาบาล <br />โรงพยาบาลสมุทรสาคร</h2> <p style="margin: 8px 0 0 0; font-size: 17px; color: #4f6b75;">About the Journal</p> <div style="width: 140px; height: 4px; margin: 18px auto 0; border-radius: 999px; background: linear-gradient(90deg, #0f5f7a, #2aa7b8, #57b894);"> </div> </div> <p><!-- Focus and Scope --></p> <div style="background: #ffffff; border-left: 7px solid #0f5f7a; border-radius: 16px; padding: 24px 26px; margin-bottom: 20px; box-shadow: 0 4px 12px rgba(0,0,0,0.05);"> <h3 style="margin: 0 0 12px 0; color: #0f5f7a; font-size: 22px; font-weight: 600;">Focus and Scope <span style="color: #2c7a7b;">(วัตถุประสงค์และขอบเขตการตีพิมพ์)</span></h3> <p style="margin: 0; font-size: 16px;">วารสารฯ มีวัตถุประสงค์ที่จะรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในด้านการแพทย์ การพยาบาล สาธารณสุข การศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน</p> </div> <p><!-- Peer Review --></p> <div style="background: linear-gradient(135deg, #f8fdff 0%, #ffffff 100%); border-left: 7px solid #2aa7b8; border-radius: 16px; padding: 24px 26px; margin-bottom: 20px; box-shadow: 0 4px 12px rgba(0,0,0,0.05);"> <h3 style="margin: 0 0 12px 0; color: #11758b; font-size: 22px; font-weight: 600;">Peer Review Process <span style="color: #2c7a7b;">(กระบวนการพิจารณาบทความ)</span></h3> <p style="margin: 0; font-size: 16px;">ทุกผลงานวิชาการจะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่าน ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งดำเนินการแบบปกปิด 2 ทาง <strong>(double blind)</strong> หากผู้ทรงคุณวุฒิทั้งสองท่านมีความคิดเห็นขัดแย้งกัน กองบรรณาธิการจะส่งผลงานวิชาการดังกล่าว ให้ผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องท่านที่ 3 ร่วมพิจารณา</p> </div> <p><!-- Types of Articles --></p> <div style="background: #ffffff; border-left: 7px solid #57b894; border-radius: 16px; padding: 24px 26px; margin-bottom: 20px; box-shadow: 0 4px 12px rgba(0,0,0,0.05);"> <h3 style="margin: 0 0 14px 0; color: #2d8a68; font-size: 22px; font-weight: 600;">Types of Articles <span style="color: #2c7a7b;">(ประเภทของบทความ)</span></h3> <p style="margin: 0 0 16px 0; font-size: 16px;">วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการพยาบาล โรงพยาบาลสมุทรสาคร ตีพิมพ์บทความประเภทต่าง ๆ ดังนี้</p> <div style="font-size: 16px;"> <div style="margin-bottom: 14px; padding: 14px 16px; background: #f5fbfc; border-radius: 12px; border-left: 5px solid #0f5f7a;"><strong style="color: #0f5f7a;">1. นิพนธ์ต้นฉบับ (Original Article)</strong><br />เป็นการรายงานผลการศึกษาค้นคว้า วิจัย หรือการพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านสาธารณสุข มีความยาวเรื่องไม่เกิน 15 หน้าพิมพ์</div> <div style="margin-bottom: 14px; padding: 14px 16px; background: #f5fbfc; border-radius: 12px; border-left: 5px solid #2aa7b8;"><strong style="color: #11758b;">2. บทความปริทัศน์ (Review Article)</strong><br />เป็นบทความที่ทบทวนหรือรวบรวมความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่ง จากวารสารหรือหนังสือต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ มาวิเคราะห์ วิจารณ์ หรือเปรียบเทียบ เพื่อให้เกิดความกระจ่างในเรื่องนั้นยิ่งขึ้น</div> <div style="margin-bottom: 14px; padding: 14px 16px; background: #f5fbfc; border-radius: 12px; border-left: 5px solid #57b894;"><strong style="color: #2d8a68;">3. รายงานผู้ป่วย (Case Study)</strong><br />เป็นการรายงานผู้ป่วยที่ไม่ธรรมดา หรือที่เป็นโรคหรือกลุ่มอาการโรคใหม่ที่ไม่เคยรายงานมาก่อน หรือพบไม่บ่อย และต้องมีหลักฐานชัดเจนอย่างครบถ้วน บางครั้งรวมบันทึกเวชกรรมหรือการดำเนินโรคที่ไม่ตรงแบบที่พบไม่บ่อย</div> <div style="padding: 14px 16px; background: #f5fbfc; border-radius: 12px; border-left: 5px solid #86c5a3;"><strong style="color: #3d7f66;">4. ปกิณกะ (Miscellaneous)</strong><br />เป็นบทความอื่น ๆ ที่เนื้อหาไม่เข้าข่ายบทความประเภทต่าง ๆ ข้างต้น เช่น รายงานที่เกี่ยวข้องด้านการแพทย์ การพยาบาล การสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม ที่เป็นประโยชน์หรือบทความที่ส่งเสริมความเข้าใจอันดีแก่ผู้ปฏิบัติงานในวงการแพทย์และสาธารณสุข</div> </div> </div> <p><!-- Two columns --></p> <div style="display: flex; flex-wrap: wrap; gap: 20px; margin-bottom: 20px;"><!-- Language --> <div style="flex: 1 1 320px; background: #ffffff; border-top: 5px solid #0f5f7a; border-radius: 16px; padding: 22px 24px; box-shadow: 0 4px 12px rgba(0,0,0,0.05);"> <h3 style="margin: 0 0 12px 0; color: #0f5f7a; font-size: 21px; font-weight: 600;">Language <span style="color: #2c7a7b;">(ภาษาที่รับตีพิมพ์)</span></h3> <ul style="margin: 0; padding-left: 20px; font-size: 16px;"> <li>ภาษาไทย</li> <li>ภาษาอังกฤษ</li> </ul> </div> <!-- Publication Frequency --> <div style="flex: 1 1 320px; background: #ffffff; border-top: 5px solid #2aa7b8; border-radius: 16px; padding: 22px 24px; box-shadow: 0 4px 12px rgba(0,0,0,0.05);"> <h3 style="margin: 0 0 12px 0; color: #11758b; font-size: 21px; font-weight: 600;">Publication Frequency <span style="color: #2c7a7b;">(กำหนดออก)</span></h3> <p style="margin: 0 0 8px 0; font-size: 16px;">วารสารตีพิมพ์ <strong>2 ฉบับต่อปี</strong></p> <ul style="margin: 0; padding-left: 20px; font-size: 16px;"> <li>ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน</li> <li>ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม</li> </ul> </div> </div> <p><!-- Publisher --></p> <div style="background: linear-gradient(135deg, #ffffff 0%, #f5fbfc 100%); border: 1px solid #d6ecf0; border-radius: 16px; padding: 24px 26px; margin-bottom: 20px; box-shadow: 0 4px 12px rgba(0,0,0,0.05);"> <h3 style="margin: 0 0 12px 0; color: #0f5f7a; font-size: 22px; font-weight: 600;">Publisher <span style="color: #2c7a7b;">(เจ้าของวารสาร)</span></h3> <p style="margin: 0; font-size: 16px;">โรงพยาบาลสมุทรสาคร</p> </div> <p><!-- APC --></p> <div style="background: linear-gradient(135deg, #eefaf5 0%, #ffffff 100%); border: 1px solid #cfe9dd; border-radius: 16px; padding: 24px 26px; box-shadow: 0 4px 12px rgba(0,0,0,0.05);"> <h3 style="margin: 0 0 12px 0; color: #2d8a68; font-size: 22px; font-weight: 600;">Article Processing Charges (APC) <span style="color: #2c7a7b;">(ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ)</span></h3> <div style="background: #ffffff; border-left: 5px solid #57b894; padding: 14px 16px; border-radius: 10px; font-size: 16px; color: #334;"> <div style="margin-bottom: 8px;">ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความสำหรับบุคลากรภายในโรงพยาบาลสมุทรสาคร</div> <div>กรณีบุคลากรนอกโรงพยาบาลสมุทรสาคร การตีพิมพ์ในวารสารมีค่าธรรมเนียมเรื่องละ <strong>3,000 บาท</strong> และชำระค่าบริการหลังจากบทความได้รับการพิจารณาลงตีพิมพ์</div> </div> </div>
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/HSN_SKHJ/article/view/7699
ผลลัพธ์โครงการตรวจคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิดและอุบัติการณ์ของการเกิดภาวะสูญเสียการได้ยินในโรงพยาบาลสมุทรสาคร ในช่วงระยะเวลา 3 ปี (พ.ศ. 2564 - พ.ศ. 2566)
2026-04-27T15:59:19+07:00
วงศกร เชยสุวรรณ
prinprint03@gmail.com
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> โรงพยาบาลสมุทรสาครได้เริ่มดำเนินการตรวจคัดกรองการได้ยินตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2549 โดยเริ่มตรวจในทารกกลุ่มเสี่ยงตาม Joint Committee on Infant Hearing (JCIH) และได้ขยายการดำเนินงานเป็นการตรวจทารกทุกรายตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2552 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตามการศึกษาก่อนหน้านี้<sup> </sup>รายงานว่าผลการดำเนินงานของโครงการตรวจ คัดกรองการได้ยินทารกแรกเกิดของโรงพยาบาลสมุทรสาครยังไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่ JCIH แนะนำ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อประเมินผลลัพธ์ของโครงการตรวจคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิดในโรงพยาบาลสมุทรสาครและเพื่อศึกษาอุบัติการณ์การเกิดภาวะสูญเสียการได้ยินในทารกแรกเกิดในโรงพยาบาลสมุทรสาคร</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาย้อนหลัง (retrospective study) จากฐานข้อมูลเวชระเบียนโรงพยาบาลสมุทรสาคร โดยศึกษาจากข้อมูลทารกแรกเกิดมีชีพคลอดในโรงพยาบาลสมุทรสาครตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566 จำนวน 16,023 ราย การคัดกรองการได้ยินทำโดยใช้ transient-evoked otoacoustic emissions (TEOAE) ทารกที่ตรวจไม่ผ่านในครั้งแรกจะถูกนัดมาตรวจซ้ำในอีกหนึ่งเดือน หากยังตรวจไม่ผ่านจะได้รับการวินิจฉัยการได้ยินโดย auditory brainstem response (ABR) auditory steady-state response (ASSR) และ tympanometry ข้อมูลถูกเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ผลลัพธ์ของโครงการตรวจคัดกรองการได้ยินเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานที่ JCIH แนะนำ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ในจำนวนทารกแรกเกิด 16,023 ราย มีทารกได้รับการตรวจคัดกรองการ ได้ยินก่อนออกจากโรงพยาบาลจำนวน 11,449 ราย คิดเป็นร้อยละ 71.62 และในจำนวนนี้มีทารกที่ตรวจไม่ผ่านครั้งแรกอย่างน้อยหนึ่งข้างร้อยละ 10.88 อัตราการกลับมาตรวจซ้ำในทารกที่ตรวจไม่ผ่านครั้งแรกคิดเป็นร้อยละ 36.56 อายุเฉลี่ยที่ทารกได้รับการวินิจฉัยการได้ยินอยู่ที่ 10.14 เดือน และในจำนวนทารกที่ได้รับการวินิจฉัยพบภาวะการสูญเสียการได้ยินจำนวน 10 ราย ได้รับการใส่เครื่องช่วยฟังอายุเฉลี่ย 12 เดือน อุบัติการณ์การเกิดการสูญเสียการได้ยินคิดเป็น 0.56 รายต่อทารกแรกเกิดมีชีพ 1,000 ราย</p> <p><strong>สรุป: </strong>ผลลัพธ์ของโครงการตรวจคัดกรองการได้ยินของโรงพยาบาลสมุทรสาครยังไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่ JCIH แนะนำในทุกตัวชี้วัด แต่มีแนวโน้มที่ดีขึ้นในปี พ.ศ. 2565 และ พ.ศ. 2566 อุบัติการณ์การสูญเสียการได้ยินตั้งแต่แรกเกิดในการศึกษานี้ใกล้เคียงกับการศึกษาอื่น ๆ ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเป็นการพัฒนาโครงการตรวจคัดกรองการได้ยินของโรงพยาบาลสมุทรสาครให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่ JCIH แนะนำ ควรมีการดำเนินการดังนี้ จัดสรรบุคลากรให้เพียงพอและตรวจคัดกรองการได้ยินทุกวัน ลดอัตราการตรวจไม่ผ่านโดยปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการตรวจให้ลดเสียงรบกวนและพิจารณาปรับแนวทางการตรวจ เช่น ตรวจซ้ำอีกครั้งก่อนออกจากโรงพยาบาล พัฒนาระบบติดตามนัดหมายเพื่ออัตราการกลับมาตรวจซ้ำ และที่สำคัญคือ ส่งเสริมให้มีการฟื้นฟูการได้ยินที่รวดเร็ว โดยให้คำปรึกษาและสนับสนุนผู้ปกครองในการตัดสินใจเลือกแนวทางการฟื้นฟูการได้ยิน</p>
2026-07-07T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการพยาบาล โรงพยาบาลสมุทรสาคร
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/HSN_SKHJ/article/view/8150
ผลการรักษาโรคคาวาซากิในโรงพยาบาลสมุทรสาคร: การศึกษาย้อนหลังเชิงพรรณนา
2026-07-22T09:53:53+07:00
ภัทรา จัยสิน
peung_ami@docchula.com
<p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> โรคคาวาซากิเป็นโรคที่เกิดการอักเสบของหลอดเลือดขนาดกลางในเด็กซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาจะนำไปสู่การโป่งพองของหลอดเลือดหัวใจได้ถึงร้อยละ 25 แนวทางเวชปฏิบัติ American Heart Association (AHA) 2024 ได้มีการปรับปรุงแนวทางให้เข้มงวดขึ้น ทั้งการติดตามด้วยคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจที่ถี่ขึ้นในกลุ่มเสี่ยง และการปรับแนวทางการให้ยา อย่างไรก็ตาม ในบริบทของโรงพยาบาลสมุทรสาครที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากร การนำแนวทางใหม่มาปรับใช้ยังเป็นประเด็นที่ท้าทาย</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของขนาดหลอดเลือดหัวใจเปรียบเทียบที่ 1-2 สัปดาห์กับหลังการรักษาที่ 4-8 สัปดาห์ และเพื่อศึกษาลักษณะการดำเนินโรคคาวาซากิในโรงพยาบาลสมุทรสาคร</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> รูปแบบการวิจัยเป็นการศึกษาย้อนหลังเชิงพรรณนา โดยรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนของผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยโรคคาวาซากิ อายุ 1 เดือน ถึง 15 ปี ที่รักษาและตรวจติดตามในโรงพยาบาลสมุทรสาคร ตั้งแต่เดือนมกราคม 2564 จนถึงเดือนธันวาคม 2567 วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วย ข้อมูลทางอาการและอาการแสดง ผลทางห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้อง ผลการตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจของขนาดหลอดเลือดหัวใจในครั้งแรก (1-2 สัปดาห์) และครั้งที่ 2 (4-8 สัปดาห์) จะถูกบันทึกลงในตารางบันทึกข้อมูล และนำไปวิเคราะห์ทางสถิติ</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> ผู้ป่วยทั้งหมด 28 ราย อายุมัธยฐานคือ 16 เดือน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงคิดเป็นร้อยละ 60.7 พบผู้ป่วย incomplete Kawasaki สูงถึงร้อยละ 64.3 และมี IVIG-resistance คิดเป็นร้อยละ 21.4 ระยะเวลาเฉลี่ยที่ได้รับยา IVIG คือวันที่ 6 ของการมีไข้ กลุ่ม IVIG-resistance มีอัตราการเกิดหลอดเลือดหัวใจขยายตัวและโป่งพองสูงกว่ากลุ่มที่ตอบสนองต่อยาอย่างมีนัยสำคัญ (<em>p</em>=0.019 และ <em>p</em>=0.029 ตามลำดับ) อย่างไรก็ตาม จากการตรวจติดตามพบว่า ความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจทั้งขนาดเล็กและขนาดกลางสามารถกลับสู่ขนาดปกติได้ภายใน 8 สัปดาห์หลังการรักษา</p> <p><strong>สรุป:</strong> ผู้ป่วยโรคคาวาซากิในโรงพยาบาลสมุทรสาครมีสัดส่วน incomplete Kawasaki และ IVIG-resistance สูงกว่าข้อมูลทางระบาดวิทยาทั่วไป การวินิจฉัยที่รวดเร็วและการตรวจหัวใจด้วยเครื่องสะท้อนเสียงความถี่สูงอย่างใกล้ชิดในช่วง 6-8 สัปดาห์แรก มีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดหัวใจและวางแผนการรักษาตามแนวทางมาตรฐานใหม่</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/HSN_SKHJ/article/view/8243
การเปรียบเทียบลักษณะผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาจากการทำร้ายตนเอง ก่อนและระหว่างการระบาดของโรคโควิด-19: การศึกษาย้อนหลัง
2026-08-19T11:06:39+07:00
ชนิกานต์ อนุวัตรเกษม
chaaim@hotmail.com
ฉัตรสุดา มาทา
chatsuda@g.lpru.ac.th
<p><strong>บทนำ:</strong> การระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตและบริบททางสังคมอย่างกว้างขวาง ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการทำร้ายตนเอง อย่างไรก็ตามข้อมูลเชิงลึกในระดับสถานพยาบาลยังมีจำกัด</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อเปรียบเทียบลักษณะทางประชากร ข้อมูลด้านสุขภาพ วิธีการทำร้ายตนเองและปัจจัยกระตุ้นของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาด้วยการทำร้ายตนเองในช่วงก่อนและระหว่างการระบาดของโรคโควิด-19</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษานี้เป็นการศึกษาแบบย้อนหลัง โดยรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยในด้วยการทำร้ายตนเอง ณ โรงพยาบาลปทุมธานี ระหว่าง พ.ศ. 2562 ถึง พ.ศ. 2563 จำนวน 191 ราย แบ่งเป็นช่วงก่อนและระหว่างการระบาดของโรคโควิด-19 ข้อมูลได้จากเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ ตัวแปรที่ศึกษาประกอบด้วยลักษณะประชากร ปัจจัยกระตุ้นวิธีการทำร้ายตนเอง และปัจจัยเสี่ยง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและเปรียบเทียบความแตกต่างโดยใช้สถิติ Chi-square test หรือ Fisher’s Exact Test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ <em>p</em><0.05</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> กลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 34.89±14.31 ปี และส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 61.8 ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติของลักษณะประชากรการวินิจฉัยโรค และวิธีการทำร้ายตนเองระหว่างสองช่วงเวลา อย่างไรก็ตาม พบว่าในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 การดื่มสุราลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>=0.024) ขณะที่ปัจจัยกระตุ้นด้านความสัมพันธ์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>=0.030) สะท้อนว่าปัจจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและครอบครัวมีบทบาทเด่นมากขึ้นในการกระตุ้นการทำร้ายตนเอง แม้ว่าลักษณะพื้นฐานของผู้ป่วยจะไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ</p> <p><strong>สรุป:</strong> ข้อค้นพบจากการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทำร้ายตนเองในช่วงระหว่างการระบาดของโรคโควิด-19 ดังนั้น หน่วยบริการสุขภาพและหน่วยงานด้านสุขภาพจิตควรบูรณาการ การประเมินปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว คู่สมรส และบุคคลใกล้ชิด เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการคัดกรองความเสี่ยงต่อการทำร้ายตนเองและการฆ่าตัวตาย นอกจากนี้ ควรพัฒนาระบบเฝ้าระวังและการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิตที่มุ่งเน้นการจัดการปัญหาความสัมพันธ์และความขัดแย้งภายในครอบครัวควบคู่กับการดูแลรักษาทางจิตเวช เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดพฤติกรรมทำร้ายตนเองซ้ำในประชากรกลุ่มเสี่ยงระหว่างการระบาดของโรคโควิด-19</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/HSN_SKHJ/article/view/8248
การวิเคราะห์ความเหมาะสมของการสั่งตรวจเภสัชพันธุศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยาในโรงพยาบาลสมุทรสาคร
2026-08-20T13:14:41+07:00
จันทร์จิรา ชอบประดิถ
c_choppradit@yahoo.com
ธนภร ลิขิตเทียนทอง
fourth.indefinite@hotmail.com
ณพวุฒิ กิตติชยารักษ์
nongnaporn@gmail.com
<p><strong>บทนำ:</strong> เภสัชพันธุศาสตร์เป็นการนำข้อมูลทางพันธุกรรมมาใช้ในการเลือกยาและปรับขนาดยาเฉพาะบุคคล โรงพยาบาลสมุทรสาครได้ให้บริการตรวจยีนตั้งแต่ พ.ศ. 2558 จนถึงปัจจุบัน ได้แก่ <em>HLA-B*15:02</em>, <em>HLA-B*58:01</em>, <em>HLA-B*57:01</em> และ <em>NAT2</em> แม้จะมีระบบแจ้งเตือนผลตรวจในระบบสารสนเทศของโรงพยาบาล แต่ยังพบความไม่เหมาะสมในการสั่งตรวจ อย่างไรก็ตามยังไม่มีการศึกษาที่วิเคราะห์ปัญหาดังกล่าว</p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อวิเคราะห์ความไม่เหมาะสมของการสั่งตรวจเภสัชพันธุศาสตร์ ได้แก่ การสั่งตรวจยีนซ้ำ การสั่งตรวจผิดยีน และการส่งตรวจยีนแล้วไม่พบการสั่งใช้ยาที่เกี่ยวข้องทั้งที่ผลการตรวจยีนเป็นลบ รวมถึงประเมินมูลค่าความสูญเสียที่เกิดขึ้น</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง เก็บข้อมูลจากฐานข้อมูล HOSxP ของผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในทุกรายที่มีการส่งตรวจยีน <em>HLA-B*15:02</em>, <em>HLA-B*58:01</em>, <em>HLA-B*57:01</em> และ <em>NAT2</em> ในโรงพยาบาลสมุทรสาคร ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2558 ถึง 2567 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่และร้อยละ</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> พบความไม่เหมาะสมทั้งหมด 1,081 ราย แบ่งเป็นการสั่งตรวจยีนซ้ำ 140 ราย คิดเป็นร้อยละ 12.95 การสั่งตรวจผิดยีน 13 ราย คิดเป็นร้อยละ 1.20 และการส่งตรวจยีนแล้วไม่พบการสั่งใช้ยาที่เกี่ยวข้องทั้งที่ผลการตรวจยีนเป็นลบ 928 ราย คิดเป็นร้อยละ 85.85 มูลค่าความสูญเสียรวมทั้งสิ้น 2,271,000 บาท โดยการส่งตรวจแล้วไม่พบการสั่งใช้ยาทั้งที่ผลการตรวจยีนเป็นลบเป็นปัญหาที่พบมากที่สุดและก่อให้เกิดมูลค่าความสูญเสียสูงสุด 1,941,250 บาท</p> <p><strong>สรุป:</strong> การมีบริการตรวจยีนและระบบแจ้งเตือนเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ โรงพยาบาลควรพัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิกให้ครบวงจร โดยมีเภสัชกรเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการคัดกรอง แปลผล และติดตามการนำผลตรวจไปใช้จริง</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/HSN_SKHJ/article/view/7782
ปัจจัยทำนายความต่อเนื่องในการรับประทานยาของผู้ป่วยจิตเภทที่มารับบริการที่คลินิกจิตเวช โรงพยาบาลสมุทรสาคร
2026-06-01T13:44:29+07:00
พีรพงศ์ หวังโรจนรัตน์
peewang2@gmail.com
<p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลในการทำนายความต่อเนื่องในการรับประทานยาของผู้ป่วยจิตเภทที่มารับการรักษาที่คลินิกจิตเวช โรงพยาบาลสมุทรสาคร</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>เป็นการศึกษาแบบ cross-sectional study ในผู้ป่วยจิตเภทที่มารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอกที่คลินิกจิตเวชโรงพยาบาลสมุทรสาคร จำนวน 297 คน โดยใช้แบบสอบถามจำนวน 2 ชุด คือ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปและแบบสอบถามการรับรู้การสนับสนุนทางสังคม (MSPSS) จำนวน 12 ข้อ</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 61.62 สถานภาพโสด คิดเป็นร้อยละ 70.71 ว่างงาน คิดเป็นร้อยละ 57.91 และการรับรู้การรับประทานยาต่อเนื่อง คิดเป็นร้อยละ 96.30 ตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กับการรับรู้การรับประทานยาต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การมาพบแพทย์ตามนัด การมีญาติพามาพบแพทย์ และการสูบบุหรี่ การวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก (Logistic regression) แบบ stepwise พบว่า ตัวแปรที่สามารถทำนายการรับรู้การรับประทานยาต่อเนื่องในผู้ป่วยจิตเภท ได้แก่ การมาพบแพทย์ตามนัด การมีญาติพามาพบแพทย์ การรับรู้การสนับสนุนทางสังคมจากเพื่อน และการรับรู้การสนับสนุนทางสังคมจากผู้อื่น โดยสามารถทำนายได้ร้อยละ 29.20 </p> <p><strong>สรุป</strong><strong>: </strong>การส่งเสริมให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ การสนับสนุนให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการพาผู้ป่วยมารักษา และการเสริมสร้างการรับรู้การสนับสนุนทางสังคม เป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมความต่อเนื่องในการรับรู้การรับประทานยาต่อเนื่องของผู้ป่วยจิตเภท</p>
2026-08-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการพยาบาล โรงพยาบาลสมุทรสาคร