วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการพยาบาล โรงพยาบาลสมุทรสาคร
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/HSN_SKHJ
<div style="background: linear-gradient(135deg, #eaf7fb 0%, #ffffff 45%, #edf8f4 100%); border: 1px solid #cfe8ee; border-radius: 20px; padding: 34px 28px; text-align: center; box-shadow: 0 6px 18px rgba(0,0,0,0.06); margin-bottom: 28px;"> <h2 style="margin: 0; font-size: 30px; color: #0f5f7a; font-weight: bold;">เกี่ยวกับวารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการพยาบาล โรงพยาบาลสมุทรสาคร</h2> <p style="margin: 8px 0 0 0; font-size: 17px; color: #4f6b75;">About the Journal</p> <div style="width: 140px; height: 4px; margin: 18px auto 0; border-radius: 999px; background: linear-gradient(90deg, #0f5f7a, #2aa7b8, #57b894);"> </div> </div> <p><!-- Focus and Scope --></p> <div style="background: #ffffff; border-left: 7px solid #0f5f7a; border-radius: 16px; padding: 24px 26px; margin-bottom: 20px; box-shadow: 0 4px 12px rgba(0,0,0,0.05);"> <h3 style="margin: 0 0 12px 0; color: #0f5f7a; font-size: 22px; font-weight: 600;">Focus and Scope <span style="color: #2c7a7b;">(วัตถุประสงค์และขอบเขตการตีพิมพ์)</span></h3> <p style="margin: 0; font-size: 16px;">วารสารฯ มีวัตถุประสงค์ที่จะรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในด้านการแพทย์ การพยาบาล สาธารณสุข การศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน</p> </div> <p><!-- Peer Review --></p> <div style="background: linear-gradient(135deg, #f8fdff 0%, #ffffff 100%); border-left: 7px solid #2aa7b8; border-radius: 16px; padding: 24px 26px; margin-bottom: 20px; box-shadow: 0 4px 12px rgba(0,0,0,0.05);"> <h3 style="margin: 0 0 12px 0; color: #11758b; font-size: 22px; font-weight: 600;">Peer Review Process <span style="color: #2c7a7b;">(กระบวนการพิจารณาบทความ)</span></h3> <p style="margin: 0; font-size: 16px;">ทุกผลงานวิชาการจะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่าน ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งดำเนินการแบบปกปิด 2 ทาง <strong>(double blind)</strong> หากผู้ทรงคุณวุฒิทั้งสองท่านมีความคิดเห็นขัดแย้งกัน กองบรรณาธิการจะส่งผลงานวิชาการดังกล่าว ให้ผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องท่านที่ 3 ร่วมพิจารณา</p> </div> <p><!-- Types of Articles --></p> <div style="background: #ffffff; border-left: 7px solid #57b894; border-radius: 16px; padding: 24px 26px; margin-bottom: 20px; box-shadow: 0 4px 12px rgba(0,0,0,0.05);"> <h3 style="margin: 0 0 14px 0; color: #2d8a68; font-size: 22px; font-weight: 600;">Types of Articles <span style="color: #2c7a7b;">(ประเภทของบทความ)</span></h3> <p style="margin: 0 0 16px 0; font-size: 16px;">วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการพยาบาล โรงพยาบาลสมุทรสาคร ตีพิมพ์บทความประเภทต่าง ๆ ดังนี้</p> <div style="font-size: 16px;"> <div style="margin-bottom: 14px; padding: 14px 16px; background: #f5fbfc; border-radius: 12px; border-left: 5px solid #0f5f7a;"><strong style="color: #0f5f7a;">1. นิพนธ์ต้นฉบับ (Original Article)</strong><br />เป็นการรายงานผลการศึกษาค้นคว้า วิจัย หรือการพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านสาธารณสุข มีความยาวเรื่องไม่เกิน 15 หน้าพิมพ์</div> <div style="margin-bottom: 14px; padding: 14px 16px; background: #f5fbfc; border-radius: 12px; border-left: 5px solid #2aa7b8;"><strong style="color: #11758b;">2. บทความปริทัศน์ (Review Article)</strong><br />เป็นบทความที่ทบทวนหรือรวบรวมความรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่ง จากวารสารหรือหนังสือต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ มาวิเคราะห์ วิจารณ์ หรือเปรียบเทียบ เพื่อให้เกิดความกระจ่างในเรื่องนั้นยิ่งขึ้น</div> <div style="margin-bottom: 14px; padding: 14px 16px; background: #f5fbfc; border-radius: 12px; border-left: 5px solid #57b894;"><strong style="color: #2d8a68;">3. รายงานผู้ป่วย (Case Study)</strong><br />เป็นการรายงานผู้ป่วยที่ไม่ธรรมดา หรือที่เป็นโรคหรือกลุ่มอาการโรคใหม่ที่ไม่เคยรายงานมาก่อน หรือพบไม่บ่อย และต้องมีหลักฐานชัดเจนอย่างครบถ้วน บางครั้งรวมบันทึกเวชกรรมหรือการดำเนินโรคที่ไม่ตรงแบบที่พบไม่บ่อย</div> <div style="padding: 14px 16px; background: #f5fbfc; border-radius: 12px; border-left: 5px solid #86c5a3;"><strong style="color: #3d7f66;">4. ปกิณกะ (Miscellaneous)</strong><br />เป็นบทความอื่น ๆ ที่เนื้อหาไม่เข้าข่ายบทความประเภทต่าง ๆ ข้างต้น เช่น รายงานที่เกี่ยวข้องด้านการแพทย์ การพยาบาล การสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม ที่เป็นประโยชน์หรือบทความที่ส่งเสริมความเข้าใจอันดีแก่ผู้ปฏิบัติงานในวงการแพทย์และสาธารณสุข</div> </div> </div> <p><!-- Two columns --></p> <div style="display: flex; flex-wrap: wrap; gap: 20px; margin-bottom: 20px;"><!-- Language --> <div style="flex: 1 1 320px; background: #ffffff; border-top: 5px solid #0f5f7a; border-radius: 16px; padding: 22px 24px; box-shadow: 0 4px 12px rgba(0,0,0,0.05);"> <h3 style="margin: 0 0 12px 0; color: #0f5f7a; font-size: 21px; font-weight: 600;">Language <span style="color: #2c7a7b;">(ภาษาที่รับตีพิมพ์)</span></h3> <ul style="margin: 0; padding-left: 20px; font-size: 16px;"> <li>ภาษาไทย</li> <li>ภาษาอังกฤษ</li> </ul> </div> <!-- Publication Frequency --> <div style="flex: 1 1 320px; background: #ffffff; border-top: 5px solid #2aa7b8; border-radius: 16px; padding: 22px 24px; box-shadow: 0 4px 12px rgba(0,0,0,0.05);"> <h3 style="margin: 0 0 12px 0; color: #11758b; font-size: 21px; font-weight: 600;">Publication Frequency <span style="color: #2c7a7b;">(กำหนดออก)</span></h3> <p style="margin: 0 0 8px 0; font-size: 16px;">วารสารตีพิมพ์ <strong>2 ฉบับต่อปี</strong></p> <ul style="margin: 0; padding-left: 20px; font-size: 16px;"> <li>ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน</li> <li>ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม</li> </ul> </div> </div> <p><!-- Publisher --></p> <div style="background: linear-gradient(135deg, #ffffff 0%, #f5fbfc 100%); border: 1px solid #d6ecf0; border-radius: 16px; padding: 24px 26px; margin-bottom: 20px; box-shadow: 0 4px 12px rgba(0,0,0,0.05);"> <h3 style="margin: 0 0 12px 0; color: #0f5f7a; font-size: 22px; font-weight: 600;">Publisher <span style="color: #2c7a7b;">(เจ้าของวารสาร)</span></h3> <p style="margin: 0; font-size: 16px;">โรงพยาบาลสมุทรสาคร</p> </div> <p><!-- APC --></p> <div style="background: linear-gradient(135deg, #eefaf5 0%, #ffffff 100%); border: 1px solid #cfe9dd; border-radius: 16px; padding: 24px 26px; box-shadow: 0 4px 12px rgba(0,0,0,0.05);"> <h3 style="margin: 0 0 12px 0; color: #2d8a68; font-size: 22px; font-weight: 600;">Article Processing Charges (APC) <span style="color: #2c7a7b;">(ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ)</span></h3> <div style="background: #ffffff; border-left: 5px solid #57b894; padding: 14px 16px; border-radius: 10px; font-size: 16px; color: #334;"> <div style="margin-bottom: 8px;">ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความสำหรับบุคลากรภายในโรงพยาบาลสมุทรสาคร</div> <div>กรณีบุคลากรนอกโรงพยาบาลสมุทรสาคร การตีพิมพ์ในวารสารมีค่าธรรมเนียมเรื่องละ <strong>3,000 บาท</strong> และชำระค่าบริการหลังจากบทความได้รับการพิจารณาลงตีพิมพ์</div> </div> </div>
โรงพยาบาลสมุทรสาคร
th-TH
วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพและการพยาบาล โรงพยาบาลสมุทรสาคร
3056-9583
##default.contextSettings.thaijo.licenseTerms##
-
คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กโรคอ้วนในโรงพยาบาลสมุทรสาคร
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/HSN_SKHJ/article/view/7689
<p><strong>วัตถุประสงค์ : </strong>เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตของกลุ่มผู้ป่วยเด็กโรคอ้วนและผู้ปกครองที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลสมุทรสาคร<br><strong>วัสดุและวิธีการ : </strong>เป็นการศึกษาแบบ Cross-sectional study ในผู้ป่วยเด็กโรคอ้วนและผู้ปกครอง รวม 91 คน โดยใช้แบบสอบถามคุณภาพชีวิตสำหรับเด็ก PedsQL 4.0 ฉบับภาษาไทย และแบบสอบถามเรื่องคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเด็กโรคอ้วนในโรงพยาบาลสมุทรสาครในการประเมิน<br><strong>ผลการศึกษา : </strong>จากการตอบแบบสอบถามของเด็กโรคอ้วนและผู้ปกครอง รวม 91 ครอบครัว พบว่า เด็กโรคอ้วนมีอายุเฉลี่ย 10.6±2.2 ปี มีภาวะอ้วนรุนแรง (%W/H>200) จำนวน 16 คน (ร้อยละ 17.6) และมีภาวะแทรกซ้อนจากโรคอ้วน จำนวน 52 คน (ร้อยละ 57.1) ค่าเฉลี่ยของคะแนนคุณภาพชีวิตโดยรวมเด็กและผู้ปกครองให้คะแนนใกล้เคียงกัน ไม่มีความแตกต่างทางสถิติ ยกเว้นด้านการเรียน เด็กให้คะแนนสูงกว่าผู้ปกครอง คือ 68.9±17.4 vs 62.9±18.0 (95%CI 1.4, 10.6; p=0.011) คะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิตที่ประเมินโดยเด็กและผู้ปกครองของกลุ่มที่อ้วนมาก มีค่าน้อยกว่ากลุ่มเด็กอ้วนน้อยในทุกด้าน แต่ไม่ได้แตกต่างทางสถิติ (p>0.05) กลุ่มเด็กที่มีภาวะแทรกซ้อนจากโรคอ้วน มีระดับคะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิตน้อยกว่ากลุ่มเด็กที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากโรคอ้วนอย่างมีนัยสำคัญ (60.9±16.4 vs 70.0±15.9, 95%CI 2.3, 15.9; p=0.009)<br><strong>สรุปผลการศึกษา : </strong>ภาวะแทรกซ้อนจากโรคอ้วนส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของเด็กอย่างชัดเจน ดังนั้นแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ควรให้การรักษา และให้คำแนะนำเด็กอ้วน ตั้งแต่ระยะแรกที่ยังไม่อ้วนมาก เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางกาย ซึ่งอาจมีปัญหาต่อคุณภาพชีวิตตามมาในอนาคต</p>
สุชาวดี วิชชุตเวส
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
2 2
67
78
-
การเปรียบเทียบผลการรักษาภาวะนิ่วในถุงน้ำดีด้วยการผ่าตัดส่องกล้องตัดถุงน้ำดีชนิด 3 พอร์ตร่วมกับการเย็บถุงน้ำดี เทียบกับชนิด 4 พอร์ต ในโรงพยาบาลกระทุ่มแบน
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/HSN_SKHJ/article/view/7690
<p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>อ้างอิงจากการศึกษาผลการรักษาภาวะนิ่วในถุงน้ำดีด้วยการผ่าตัดส่องกล้องตัดถุงน้ำดีแบบ 3 พอร์ตร่วมกับการเย็บถุงน้ำดี ในโรงพยาบาลกระทุ่มแบนนั้น พบว่า มีผลการรักษาที่ดี มีความพึงพอใจของผู้ป่วยในการดูแลรักษา โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากการผ่าตัด โดยในการศึกษานี้ทำเพื่อเปรียบเทียบผลจากการผ่าตัดส่องกล้องตัดถุงน้ำดี ชนิด 3 พอร์ตร่วมกับการเย็บถุงน้ำดี กับการผ่าตัดส่องกล้องตัดถุงน้ำดีชนิด 4 พอร์ต โดยวิธีการ Retrospective Cohort<br><strong>วิธีการศึกษา: </strong>ศึกษาจากการสืบค้นข้อมูลการผ่าตัดส่องกล้องผ่านทางถุงน้ำดีที่โรงพยาบาลกระทุ่มแบน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 ถึง ปี พ.ศ. 2567 ศึกษากลุ่มคนไข้ 120 คน โดยเก็บข้อมูลปัจจัยต่างๆ เช่น ระยะเวลาในการผ่าตัด, การสูญเสียเลือดในห้องผ่าตัด, การเปลี่ยน การผ่าตัดเป็นแบบเปิดหน้าท้อง, ขนาดของยาแก้ปวดที่ใช้หลังผ่าตัด, ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด และระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาลหลังผ่าตัด<br><strong>ผลการศึกษา: </strong>จากผลการรวบรวมข้อมูลแยกออกได้เป็นกลุ่มละ 60 ราย พบว่า ไม่มี ความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างสองกลุ่ม ในด้านของปริมาณการสูญเสียเลือด ขณะผ่าตัด, การเปลี่ยนเป็นการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง, ปริมาณการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม Opioid หลังผ่าตัด และระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาล แต่ในด้านระยะเวลาในการผ่าตัดของกลุ่มที่ผ่าตัดส่องกล้องตัดถุงน้ำดีชนิด 3 พอร์ตร่วมกับการเย็บถุงน้ำดี มีระยะเวลาในการผ่าตัดน้อยกว่า กลุ่มที่ผ่าตัดถุงน้ำดีแบบ 4 พอร์ต (p=0.0003) แต่มีปริมาณการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม Dynastat สูงกว่า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.030)<br><strong>สรุป: </strong>การผ่าตัดส่องกล้องตัดถุงน้ำดีแบบ 3 พอร์ตร่วมกับการเย็บถุงน้ำดีสามารถใช้ทดแทนการผ่าตัดแบบ 4 พอร์ตได้ในกลุ่มคนไข้นิ่วในถุงน้ำดี และถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง</p>
วงศกร วีรกาญจนา
สุกัญญา วิริยโกศล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
2 2
79
89
-
รายงานกรณีศึกษาผื่นแพ้ยารุนแรงกลุ่มอาการเดรส ที่เกิดจากยาปฏิชีวนะโคไตรม็อกซาโซล
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/HSN_SKHJ/article/view/7694
<p>ภาวะผื่นแพ้ยารุนแรงกลุ่มอาการเดรส (Drug reactions with eosinophilia and systemic symptoms) เป็นภาวะที่พบได้น้อยแต่เป็นอันตรายถึงชีวิต จากการทบทวนวรรณกรรม พบเพียงรายงานกรณีศึกษา การศึกษาฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรายงานกรณีศึกษา ผู้ป่วยชายอายุ 40 ปี ติดเชื้อเอชไอวีมีผื่นแพ้ทางผิวหนังแบบกลุ่มอาการเดรสจากการใช้ยาโคไตรม็อกซาโซล ซึ่งมีการใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่อป้องกันและรักษาการติดเชื้อฉวยโอกาส โดยผู้ป่วยมาด้วยอาการผื่นที่เกิดขึ้นช้า ผื่นแดงทั่วใบหน้า ลำตัว และปลายแขนปลายขา ใบหน้าบวม มีไข้ และอวัยวะ หลายส่วนได้รับผลกระทบหลังใช้ยาประมาณ 4 สัปดาห์ ผลการตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิเข้าได้กับ ภาวะดังกล่าว และผื่นดีขึ้นหลังหยุดใช้ยา</p>
ธนัชชนันต์ คู่คงวิริยพันธุ
วลัยรัตน์ สิทธิกรสวัสดิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
2 2
123
138
-
การจัดการภาวะลำไส้ใหญ่ทะลุจากการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ เพื่อการคัดกรอง: รายงานกลุ่มผู้ป่วย
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/HSN_SKHJ/article/view/7691
<p><strong>วัตถุประสงค์: </strong>ศึกษาลักษณะทางคลินิก ปัจจัยเสี่ยง และผลลัพธ์การรักษาของผู้ป่วย ที่เกิดภาวะลำไส้ใหญ่ทะลุจากการส่องกล้องลำไส้ใหญ่เพื่อการคัดกรอง<br><strong>วิธีการศึกษา: </strong>การวิจัยเชิงพรรณนา เก็บข้อมูลผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะลำไส้ใหญ่ทะลุจากการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ในโรงพยาบาลสมุทรสาคร ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ถึง วันที่ 31 สิงหาคม 2568 จำนวน 9 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้านประชากร สาเหตุการเกิดภาวะทางคลินิก ตำแหน่ง และขนาดรอยทะลุ วิธีการรักษา ภาวะแทรกซ้อน การผ่าตัดซ้ำ และอัตราการเสียชีวิตใน 30 วันโดยใช้สถิติความถี่ และร้อยละ<br><strong>ผลการศึกษา: </strong>ผู้ป่วยมีอายุเฉลี่ย 69 ปี เป็นเพศหญิง ร้อยละ 56 ค่าดัชนีมวลกายเฉลี่ย 22.6 กก./ม² ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีโรคร่วม ร้อยละ 78 ตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุด คือ Sigmoid Colon ร้อยละ 67 ขนาดรอยทะลุเฉลี่ย 1 ซม. สาเหตุหลัก คือ มุมลำไส้คดงอรุนแรง ร้อยละ 44 รองลงมา คือ การตัดติ่งเนื้อ ร้อยละ 22 การวินิจฉัยพบระหว่างส่องกล้อง ร้อยละ 89 การรักษาประกอบด้วยการผ่าตัด 7 ราย และการหนีบคลิปผ่านการส่องกล้อง 2 ราย ในกลุ่มผ่าตัดพบภาวะแทรกซ้อน ร้อยละ 43 การผ่าตัดซ้ำ ร้อยละ 29 และการเสียชีวิต ร้อยละ 14 ขณะที่กลุ่มหนีบคลิปมีภาวะแทรกซ้อนเป็นเลือดออก 1 ราย แต่ไม่พบการผ่าตัดซ้ำหรือเสียชีวิต<br><strong>สรุป: </strong>ลำไส้ใหญ่ที่คดงอรุนแรงและการตัดติ่งเนื้อเป็นสาเหตุหลักของภาวะลำไส้ใหญ่ทะลุจากการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ โดยมักพบที่บริเวณ Sigmoid Colon การรักษาด้วยการหนีบคลิปผ่านการส่องกล้องเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ขณะที่การผ่าตัดยังมีบทบาทสำคัญในผู้ป่วยที่ไม่สามารถซ่อมด้วยวิธีส่องกล้องหรือมีอาการไม่คงที่</p>
ขจรศักดิ์ โภคสมบัติ
สุทินัน บุญเกิด
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
2 2
91
100
-
ผลลัพธ์ระยะต้นของการผ่าตัดสร้างหลอดเลือดเอออร์ต้าและไอริแอคใหม่ในตำแหน่งเดิม ในผู้ป่วยหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพองจากการติดเชื้อ: ประสบการณ์จากโรงพยาบาลสมุทรสาคร
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/HSN_SKHJ/article/view/7692
<p><strong>ความเป็นมา: </strong>หลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพองจากการติดเชื้อ (Infected Abdominal Aorto-iliac Aneurysm: IAAA) เป็นภาวะที่พบได้น้อยและมีความเสี่ยงต่อชีวิต โดยมีสัดส่วนน้อยกว่าร้อยละ 2 ของหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพอง (Abdominal Aortoiliac Aneurysm ทั้งหมด และมีความเสี่ยงต่อการป่วยและการเสียชีวิตสูง เนื่องจากอาจนำไปสู่การแตกของหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพอง (Abdominal Aorto-iliac Aneurysm) หรือการติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis)(1,2) การผ่าตัดสร้างหลอดเลือดเอออร์ต้าและไอริแอคใหม่ใน ตำแหน่งเดิม (In-situ Aortoiliac Reconstruction) เป็นวิธีการรักษาหลักที่ออกแบบมาเพื่อกำจัดการติดเชื้อ สร้างความเสถียรทางการไหลเวียนโลหิต (Hemodynamics) และฟื้นฟูการไหลเวียนเลือดไปยังขาทั้งสองข้างอย่างมีประสิทธิภาพ<br><strong>วัตถุประสงค์: </strong>การศึกษานี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อประเมินผลลัพธ์ระยะสั้น (ถึง 6 เดือน) ของ การผ่าตัดแบบเปิด In-situ Aortoiliac Reconstruction ในกลุ่มตัวอย่างจากศูนย์เดียวในผู้ป่วย 10 ราย IAAA ที่โรงพยาบาลสมุทรสาคร โดยเน้นที่ความเป็นไปได้ในการดำเนินการผ่าตัด ความปลอดภัย และการดูแล Perioperative ที่ครอบคลุม<br><strong>วิธีการศึกษา: </strong>การศึกษาแบบ Retrospective Case Series วิเคราะห์ข้อมูลจากผู้ป่วย 10 ราย ที่มีการวินิจฉัย IAAA ที่ยืนยันแล้ว ซึ่งเข้ารับการผ่าตัดแบบ In-situ Reconstruction ระหว่างเดือนมกราคม 2563 ถึงเดือนธันวาคม 2567 เก็บข้อมูลอย่างละเอียด รวมถึงข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วยอาการทางคลินิก ขั้นตอนการผ่าตัด และผลลัพธ์หลังผ่าตัด โดยให้ความสำคัญกับการประเมินทางรังสีวิทยา (Radiological) และจุลชีววิทยา (Microbiological)<br><strong>ผลการศึกษา: </strong>ระยะเวลาผ่าตัดเฉลี่ยอยู่ที่ 171.5 นาที (ช่วง 95–260 นาที) โดยมีปริมาณเลือดที่เสียไปเฉลี่ย 1,830 มิลลิลิตร (ช่วง 300–4,000 มิลลิลิตร) ผู้ป่วยพักรักษาตัวในหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) เฉลี่ย 3 วัน (ช่วง 1–7 วัน) และนอนโรงพยาบาลเฉลี่ย 8.9 วัน (ช่วง 4–16 วัน) เกิดภาวะแทรกซ้อนในร้อยละ 30 ของเคส ซึ่งรวมถึงการบาดเจ็บของหลอดเลือดดำใหญ่เวนาคาวาหลอดล่าง (Inferior Vena Cava: IVC) ระหว่างการผ่าตัด 2 รายที่ได้รับการซ่อมแซมทันที และไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury) หลังผ่าตัด 1 ราย อัตราการรอดชีวิตร้อยละ 100 ทั้งในโรงพยาบาลภายใน 30 วัน 3 เดือน และ 6 เดือน โดยไม่พบการติดเชื้อซ้ำของหลอดเลือดเทียม (Graft Reinfection)<br><strong>สรุป: </strong>การผ่าตัด In-situ Aortoiliac Reconstruction แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพสูง และเป็นวิธีการที่ใช้งานได้จริงสำหรับ IAAA โดยให้ผลลัพธ์ระยะต้นที่ยอดเยี่ยม ด้วยอัตราการรอดชีวิตร้อยละ 100 และไม่มี Graft Reinfection ถึง 6 เดือน สนับสนุนให้เป็นการรักษาหลักสำหรับผู้ป่วยที่เหมาะสมกับการผ่าตัด</p>
ภวินทร์ พานิชยานนท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
2 2
101
111
-
ผลลัพธ์ทางคลินิกของการผ่าตัดเปลี่ยนทิศทางหลอดเลือดดำเซฟาลิก (Cephalic Vein Turndown) ในการรักษาภาวะตีบ ของเซฟาลิกอาร์ช (Cephalic Arch Stenosis) ในผู้ป่วยที่ใช้หลอดเลือดสำหรับฟอกไต
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/HSN_SKHJ/article/view/7693
<p><strong>ความเป็นมา :</strong> ภาวะตีบของเซฟาลิกอาร์ (Cephalic Arch Stenosis) เป็นปัญหาที่พบบ่อยในผู้ป่วยฟอกเลือดและเป็นสาเหตุสำคัญของความล้มเหลวของเส้นฟอกเลือด การผ่าตัดเปลี่ยนทิศทางหลอดเลือดดำเซฟาลิก (Cephalic Vein Turndown) เป็นทางเลือกหนึ่งที่อาจช่วย เพิ่มอัตราการคงอยู่ของเส้นฟอกเลือด<br><strong>วัตถุประสงค์ :</strong> เพื่อประเมินผลลัพธ์ทางคลินิกของการผ่าตัด Cephalic Vein Turndown ในการรักษาภาวะ Cephalic Arch Stenosis ในผู้ป่วยฟอกเลือด<br><strong>วิธีการศึกษา :</strong> การศึกษาแบบ Retrospective case series ในผู้ป่วย 15 ราย ที่ได้รับ การผ่าตัด Cephalic Vein Turndown ณ โรงพยาบาลจังหวัดสมุทรสาคร ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2565 ถึงเดือนมิถุนายน 2568 เก็บข้อมูลลักษณะพื้นฐานผู้ป่วย เทคนิคการระงับความรู้สึก ผลการคงอยู่ของเส้นเลือด (Primary Patency และ Secondary Patency) ภาวะแทรกซ้อน และอัตราการทำหัตถการซ้ำหลังผ่าตัด<br><strong>ผลการศึกษา :</strong> ผู้ป่วยมีอายุเฉลี่ย 51.1 13.4 ปี เป็นเพศชาย ร้อยละ 40 ใช้การระงับความรู้สึกเฉพาะที่ ร้อยละ 60 และดมยาสลบ ร้อยละ 40 อัตรา Primary Patency เท่ากับร้อยละ 86.7, 73.3 และ 73.3 ที่ 3, 6 และ 12 เดือน ตามลำดับ อัตรา Secondary Patency เท่ากับ ร้อยละ 93.3, 86.7 และ 86.7 ที่ 3, 6 และ 12 เดือน โดยมีอัตราการทำหัตถการซ้ำเฉลี่ย 0.5 ครั้ง ต่อคนต่อปี และมีภาวะแทรกซ้อนต่ำ พบ Seroma ร้อยละ 6.7 ไม่พบการติดเชื้อ ภาวะเลือดออก หรือ Lymphedema<br><strong>สรุป : </strong>การผ่าตัด Cephalic Vein Turndown เป็นวิธีที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการรักษาภาวะ Cephalic Arch Stenosis ในผู้ป่วยฟอกเลือด ให้ผลการคงอยู่ของเส้นเลือดน่าพอใจและภาวะแทรกซ้อนต่ำ</p>
ศิรประภา เตียวมรกฎ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-31
2026-03-31
2 2
113
122