https://he05.tci-thaijo.org/index.php/Hss6/issue/feed วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคกลาง) 2025-12-26T13:45:54+07:00 นายเชาวลิต นาคสวัสดิ์ ssmphc2020@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคกลาง) เป็นวารสารวิชาการของ ศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพที่ 6จัดทำขึ้น วัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมและเผยแพร่ผลงานวิจัย ผลงานวิชาการ รวมทั้งเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ด้านการสาธารณสุขมูลฐาน ด้านการสาธารณสุข และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคท้องถิ่น และภาคประชาชน โดยเผยแพร่ทางออนไลน์ปีละ 3 ฉบับ</p> <p><strong>ฉบับที่ 1 ประจำเดือนมกราคม </strong><strong>– เมษายน</strong> ส่งต้นฉบับภายในวันที่ 1 กันยายน – 30 พฤศจิกายน</p> <p><strong>ฉบับที่ 2 ประจำเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม</strong> ส่งต้นฉบับภายในวันที่ 1 มกราคม – 31 มีนาคม</p> <p><strong>ฉบับที่ 3 ประจำเดือนกันยายน – ธันวาคม</strong> ส่งต้นฉบับภายในวันที่ 1 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม</p> https://he05.tci-thaijo.org/index.php/Hss6/article/view/7180 บทบรรณาธิการ 2025-12-25T14:47:10+07:00 เชาวลิต นาคสวัสดิ์ ssmphc2020@gmail.com 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคกลาง) https://he05.tci-thaijo.org/index.php/Hss6/article/view/7181 การพัฒนารูปแบบการดำเนินงานการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยยาเสพติดรองรับประมวลกฎหมายยาเสพติด กรณีศึกษาอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี 2025-12-25T15:06:23+07:00 สมศักดิ์ กีรติหัตถยากร กีรติหัตถยากร nopsamart001@gmail.com ศิริวิมล ทองก่ำ nopsamart001@gmail.com อรอุมา ยะภักดี nopsamart001@gmail.com <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดำเนินงานการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยยาเสพติดให้สอดคล้องกับประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 โดยใช้แนวคิดการบริหารจัดการที่สร้างประสิทธิภาพ (POLC) กรณีศึกษาอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตอำเภอ (พชอ.) จำนวน 21 คน และแกนนำชุมชนตำบลท่าข้าม 50 คน โดยสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามและแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบการดำเนินงาน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และข้อมูลเชิงปริมาณด้วยความถี่ ร้อยละ และค่ามัธยฐาน</p> <p>ผลการวิจัย</p> <p>1.การวิเคราะห์สถานการณ์และการวางแผนแบบมีส่วนร่วม ปี พ.ศ. 2565–2566 พบว่าอัตราการเข้าสู่การบำบัดรักษายาเสพติดในอำเภอพนัสนิคมอยู่ที่ร้อยละ 1.17 และ 0.50 ตามลำดับ โดยมีผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตเวชร่วมด้วยจำนวนมาก พชอ. จึงเลือกตำบลท่าข้ามเป็นพื้นที่นำร่อง และจัดทำ MOU ร่วมกับแกนนำชุมชน 50 คน เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติด</p> <p>2.การพัฒนารูปแบบการดำเนินงานใช้หลัก POLC ได้แก่ การวางแผน การจัดองค์กร ภาวะผู้นำ และการควบคุม ซึ่งอยู่ในระดับสูง มีการจัดทำโครงการต้นแบบ 5 โครงการ ได้แก่</p> <p>(1) คัดกรองและค้นหาผู้ใช้ยาเสพติด พบผู้ใช้ 2 ราย ผู้เสพ 23 ราย ไม่มีอาการทางจิตเวช</p> <p>(2) จัดกิจกรรมรณรงค์ “ชุมชนล้อมรักษ์” เพื่อสร้างความเข้าใจในชุมชน</p> <p>(3) พัฒนาภาคีเครือข่าย อสม. และผู้ดูแล 566 คน ฝึกตรวจปัสสาวะ</p> <p>(4) ส่งเสริมอาชีพและทักษะให้ผู้ผ่านการบำบัด 15 คน ติดตามผลผ่านโปรแกรม บสต.</p> <p>(5) ติดตามผู้ผ่านการบำบัดภายใน 3 เดือน พบว่าร้อยละ 93.99 ไม่พบสารเสพติด มีอาชีพและสุขภาพจิตดีขึ้นจากการประเมิน 2Q</p> <p>3.การประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ ผลการประเมินพบว่าแนวทางทั้งหมดมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้สูง โดยมีค่ามัธยฐานเกิน 3.5 (ร้อยละ 100)</p> <p>4. ข้อเสนอแนะ ควรขยายผลรูปแบบการมีส่วนร่วมนี้ไปยังทุกตำบลในอำเภอพนัสนิคม เพื่อสร้าง Best Practice “ชุมชนล้อมรักษ์” ที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ ลดจำนวนผู้เสพยาเสพติด ป้องกันการกลับไปใช้ซ้ำ และส่งเสริมให้ผู้ป่วยจิตเวชได้รับการรักษาต่อเนื่องจนสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคกลาง) https://he05.tci-thaijo.org/index.php/Hss6/article/view/7182 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับดัชนีมวลกายของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เขตสุขภาพที่ 7 2025-12-25T15:32:07+07:00 กฤษณชัย กิมชัย krissanachai.phc@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาดัชนีมวลกาย และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับดัชนีมวลกายของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เขตสุขภาพที่ 7&nbsp; เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามในกลุ่มตัวอย่าง อายุ 18-59 ปี จำนวน 380 คน สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ำสุด และค่าสูงสุด และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่&nbsp; &nbsp; chi-square OR และ 95%CI ผลการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 74.47 อายุระหว่าง 45-59 ปี ร้อยละ 69.47 สถานภาพสมรส ร้อยละ 73.42 ระดับการศึกษามากที่สุดอยู่ในระดับมัธยมศึกษา ร้อยละ 55.00 ดัชนีมวลกายปกติ น้ำหนักเกิน และอ้วนระดับ 1 ร้อยละ 29.74, 38.68 และ 31.58 ตามลำดับ เพศมีความสัมพันธ์กับดัชนีมวลกายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value=0.036) โดยเพศหญิงมีโอกาสดัชนีมวลกายเกินมาตรฐานมากกว่าเพศชาย 1.679&nbsp; &nbsp; เท่า (OR=1.679; 95%CI=0.998-2.803) &nbsp;อายุมีความสัมพันธ์กับดัชนีมวลกายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value=0.010) โดยกลุ่มอายุ 45-59 ปี มีโอกาสดัชนีมวลกายเกินมาตรฐานมากกว่ากลุ่มอายุ 30-44 ปี 1.826 เท่า (OR=1.826; 95%CI=1.115-2.978) &nbsp;พฤติกรรมการบริโภคอาหารมีความสัมพันธ์กับดัชนีมวลกายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value=0.039) โดยระดับปานกลางมีโอกาสดัชนีมวลกายเกินมาตรฐาน มากกว่าระดับดี 1.599 เท่า (OR=1.599; 95%CI=0.997-2.559) พฤติกรรมการออกกำลังกายมีความสัมพันธ์กับดัชนีมวลกายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value&lt;0.001) โดยระดับไม่ดีและปานกลางมีโอกาสดัชนีมวลกายเกินมาตรฐานมากกว่าระดับดี 6.927 เท่า (OR=6.927; 95%CI=4.109-11.683)&nbsp; และพฤติกรรมการดื่มสุราและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มีความสัมพันธ์กับดัชนีมวลกายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value=0.010) โดยระดับปานกลางมีโอกาสดัชนีมวลกายเกินมาตรฐานมากกว่าระดับดี 2.731 เท่า (OR=2.731; 95%CI=1.217-6.929) ข้อเสนอแนะ ควรส่งเสริมให้ อสม. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ และศึกษาวิจัยปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อดัชนีมวลกาย เช่น ระดับความรู้ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ ทัศนคติ เป็นต้น รวมทั้งศึกษาเปรียบเทียบในกลุ่มวัยอื่นและศึกษาเชิงคุณภาพ</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคกลาง) https://he05.tci-thaijo.org/index.php/Hss6/article/view/7183 การประเมินผลมาตรฐานการบริการ ลักษณะ และการประกอบกิจการสถานพยาบาล สถานพยาบาลประเภทที่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน ในกรุงเทพมหานคร 2025-12-25T15:57:32+07:00 ชัญญาภัค บุณยรัตนิน chan0boon@gmail.com รังสิมา ไชยาสุ chan0boon@gmail.com สุกรรณิการ์ เณรยอด chan0boon@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยประเมินผลครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินปัจจัยด้านบริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิตตามมาตรฐานสถานพยาบาลประเภทที่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืนในกรุงเทพมหานคร และความพึงพอใจของผู้รับการตรวจมาตรฐาน โดยใช้รูปแบบการประเมินโครงการซิปป์โมเดลของสตัฟเฟิลบีม กลุ่มตัวอย่างแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 เจ้าหน้าที่กองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ จำนวน 11 คน และกลุ่มที่ 2 เจ้าหน้าที่ของสถานพยาบาล จำนวน 109 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบประเมินผล แบบประเมินมาตรฐาน และแบบประเมินความพึงพอใจ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น และผ่านการตรวจสอบคุณภาพแล้ววิเคราะห์ข้อมูลสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่&nbsp; จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัย พบว่าผลการประเมินด้านบริบท ภาพรวมมีค่าเฉลี่ย อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation">=4.04, S.D. = 0.46) &nbsp;ปัจจัยนำเข้า ภาพรวมมีค่าเฉลี่ย อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation">=3.51, S.D. = 0.69) &nbsp;กระบวนการ ภาพรวมมีค่าเฉลี่ย อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation">=4.38, S.D. = 0.45) ผ่านเกณฑ์การประเมิน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation"><em>&nbsp;</em>≥ 3.50) และผลผลิต ผลการตรวจมาตรฐานการบริการ ลักษณะ และการประกอบกิจการสถานพยาบาล มีสถานพยาบาลประเภทที่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน จำนวน 109 แห่ง (ร้อยละ 100) อยู่ในระดับดีมาก ผ่านเกณฑ์การประเมิน (ร้อยละ 80 ขึ้นไป) และความพึงพอใจของสถานพยาบาลที่ได้รับการตรวจมาตรฐาน ภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation">=4.48, S.D. = 0.46) ผ่านเกณฑ์การประเมิน (<em> <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation"></em>≥ 3.50)</p> <p>&nbsp; &nbsp; ข้อเสนอแนะ ควรมีการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลและงบประมาณให้เพียงพอ เหมาะสมสำหรับใช้ตรวจมาตรฐานสถานพยาบาล และพัฒนาเจ้าหน้าที่ให้มีความรู้ในเรื่องของพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 และที่ไขเพิ่มเติม ให้ความรู้กับสถานพยาบาลที่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน เรื่องการดำเนินกิจกรรมการต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคกลาง) https://he05.tci-thaijo.org/index.php/Hss6/article/view/7187 แนวทางการพัฒนาเมืองสมุนไพรเพื่อการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี 2025-12-26T08:31:26+07:00 ภาณุ ศรีวรรัตน์ pnsw22@hotmail.com อภิรักษ์ พิศุทธ์อาภรณ์ pnsw22@hotmail.com ชมภูนุช พบประเสริฐ pnsw22@hotmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการนำนโยบายการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ “เมืองสมุนไพร ไปปฏิบัติในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี 2) ศึกษาความพร้อมของแหล่งท่องเที่ยวและบริการด้านการท่องเที่ยวสำหรับแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ “เมืองสมุนไพร” ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาและการจัดการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ “เมืองสมุนไพร” ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 23 คน จำแนกเป็น 3 กลุ่ม โดยเจาะจงเลือกจากตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายเมืองสมุนไพร (ส่วนกลาง) ตัวแทนหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบการขับเคลื่อนนโยบายเมืองสมุนไพร (ระดับจังหวัด) และตัวแทนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับนโยบายเมืองสมุนไพร ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูล เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์แบบเจาะลึก และประเด็นการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการจำแนกประเภทข้อมูล</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการศึกษา: 1) ด้านนำนโยบายการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพไปปฏิบัติยังไม่ชัดเจน ควรมีการจัดตั้งคณะกรรมการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการบูรณาการทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อให้การดำเนินการเป็นรูปธรรมและยั่งยืน 2) ด้านความพร้อมของแหล่งท่องเที่ยวและบริการด้านการท่องเที่ยว พบว่าการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ มีความพร้อม ส่วนความร่วมมือในท้องถิ่นยังมีแนวทางไม่ชัดเจนในด้านการพัฒนา 3) แนวทางการพัฒนาและการจัดการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ “เมืองสมุนไพร” พบว่า มีการกำหนดบทบาทที่ชัดเจนในภาคส่วนต่าง ๆ สร้างความตระหนักรู้ให้แก่ชุมชน มุ่นเน้นด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ยั่งยืน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;แนวทางการพัฒนาเมืองสมุนไพรเพื่อการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ด้วยกระบวนการพัฒนาคน สังคม เศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการจัดสรรทรัพยากรของพื้นที่ ทั้งในด้านการพึ่งพาตนเอง สร้างการมีส่วนร่วม รสร้างกลุ่มอาชีพวิสาหกิจชุมชนเพื่อสร้างรายได้ให้คนในชุมชน โดยมีการแก้ไขนโยบายให้เอื้อการดำเนินงาน อีกทั้งการจัดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีด้านการวางแผนที่เหมาะสมและสามารถปฏิบัติได้จริง โดยมีการกำหนดนโยบายและแนวทางการดำเนินงานในการขับเคลื่อนเมืองสมุนไพรของจังหวัด และการดำเนินงานพัฒนานั้นต้องมีการบูรณาการของหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; สรุป: ควรมีการกำหนดนโยบายและกลไกในการขับเคลื่อนแนวทางการพัฒนาเมืองสมุนไพรเพื่อการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ในทุกระดับอย่างต่อเนื่อง มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าถึง และตอบสนองต่อนโยบาย พัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรเข้าสู่บริการสุขภาพทั้งภาครัฐ และเอกชน</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคกลาง) https://he05.tci-thaijo.org/index.php/Hss6/article/view/7188 ผลของโปรแกรมให้คำปรึกษาเชิงจิตวิทยาสั้นต่อระดับความเครียดของหัวหน้าครัวเรือนในชุมชนชนบท ตำบลท่ายาง อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี 2025-12-26T08:55:11+07:00 ปรณัช สำเภาเงิน sittisakttm@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาความเครียดของหัวหน้าครัวเรือนในชุมชนชนบทก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมให้คำปรึกษาเชิงจิตวิทยาสั้น และ (2) เปรียบเทียบความเครียดระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการดำเนินโปรแกรม การวิจัยเป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลัง (Two-Group Pretest–Posttest Design) กลุ่มตัวอย่างจำนวน 377 คน โดยคำนวณขนาดตัวอย่างด้วยโปรแกรม G*Power 3.1 สำหรับการทดสอบ Independent t-test กำหนดค่า effect size ระดับปานกลาง (0.40), power = 0.80 และระดับนัยสำคัญ .05 จากนั้นใช้วิธีการสุ่มแบบง่ายจากประชากรในพื้นที่ แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 188 คน และกลุ่มควบคุม 189 คน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;โปรแกรมให้คำปรึกษาเชิงจิตวิทยาสั้นประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่ การรับรู้ตนเอง การคิดเชิงบวก การผ่อนคลาย และการจัดการปัญหา จัดกิจกรรมครั้งละ 45–60 นาที ต่อเนื่องเป็นเวลา 4 สัปดาห์ กลุ่มควบคุมได้รับเอกสารสุขศึกษาทั่วไป การเก็บข้อมูลดำเนินระหว่างเดือนตุลาคม–พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ณ ชุมชนตำบลท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป และแบบประเมินความเครียดด้วยตนเองสวนปรุง (SPST–20) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired Samples t-test และ Independent Samples t-test</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนความเครียดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหลังการเข้าร่วมโปรแกรม (45.21 เป็น 32.45 คะแนน, p = 0.001) ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.265) และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มหลังการทดลอง พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนความเครียดต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (p = 0.001)</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าโปรแกรมให้คำปรึกษาเชิงจิตวิทยาสั้นมีประสิทธิผลในการลดความเครียดของหัวหน้าครัวเรือนในชุมชนชนบท สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในงานส่งเสริมสุขภาพจิตของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) รวมทั้งสามารถขยายผลเป็นนโยบายด้านการป้องกันภาวะเครียดเรื้อรังในระดับอำเภอและจังหวัด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชนบทได้อย่างยั่งยืน</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคกลาง)