วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคกลาง)
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/Hss6
<p>วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคกลาง) เป็นวารสารวิชาการของ ศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพที่ 6จัดทำขึ้น วัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมและเผยแพร่ผลงานวิจัย ผลงานวิชาการ รวมทั้งเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ด้านการสาธารณสุขมูลฐาน ด้านการสาธารณสุข และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคท้องถิ่น และภาคประชาชน โดยเผยแพร่ทางออนไลน์ปีละ 3 ฉบับ</p> <p><strong>ฉบับที่ 1 ประจำเดือนมกราคม </strong><strong>– เมษายน</strong> ส่งต้นฉบับภายในวันที่ 1 กันยายน – 30 พฤศจิกายน</p> <p><strong>ฉบับที่ 2 ประจำเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม</strong> ส่งต้นฉบับภายในวันที่ 1 มกราคม – 31 มีนาคม</p> <p><strong>ฉบับที่ 3 ประจำเดือนกันยายน – ธันวาคม</strong> ส่งต้นฉบับภายในวันที่ 1 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม</p>
ศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพที่ 6
th-TH
วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคกลาง)
3057-0352
<p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพที่ 6 </p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพที่ 6 และบุคลากรท่านอื่น ในศูนย์ฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใด ๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p>
-
บทบรรณาธิการ
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/Hss6/article/view/7770
นายเชาวลิต นาคสวัสดิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคกลาง)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-28
2026-04-28
40 1
1
1
-
การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างพฤติกรรมสุขภาพในกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ด้วยแนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพ ตำบลนรสิงห์ อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/Hss6/article/view/7772
<p> การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบท สถานการณ์ สาเหตุ และแนวทางการแก้ปัญหาสุขภาพกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการเสริมสร้างพฤติกรรมสุขภาพในกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังด้วยแนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพ ระยะเวลาดำเนินการเดือนพฤศจิกายน2567 ถึงเดือนกรกฎาคม 2568 แบ่งขั้นตอนการวิจัยทั้งหมด 3 ระยะ ระยะที่1) ประเมินสถานการณ์ ค้นหา สาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยการสนทนากลุ่มจำนวน 15 คน ระยะที่ 2) ร่าง ทดสอบ ปรับปรุงร่างรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน และทดลองใช้รูปแบบ ระยะที่ 3) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการเสริมสร้างพฤติกรรมสุขภาพด้วยแนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพ เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อน-หลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ตำบลนรสิงห์ เป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 30 คน กลุ่มเปรียบเทียบ จำนวน 30 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย รูปแบบการเสริมสร้างพฤติกรรมสุขภาพในกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ด้วยแนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพ จำนวน 12 สัปดาห์ แบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพ ได้ค่าความสอดคล้องระหว่างคำถามและวัตถุประสงค์เท่ากับ 1 และค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.86 ผลลัพธ์ คือ ค่ารอบเอว ค่าดัชนีมวลกายและแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและสถิติที (t-test)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการเสริมสร้างพฤติกรรมสุขภาพในกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังด้วยแนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพ จำนวน 12 สัปดาห์ ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1) การพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพระดับพื้นฐาน ได้แก่ ความรู้ ความเข้าใจ การเข้าถึงข้อมูล ขั้นตอนที่ 2) การพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพระดับปฏิสัมพันธ์ ได้แก่ ตรวจสอบความน่าเชื่อถือ รู้เท่าทันสื่อ และขั้นตอนที่ 3) การพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพระดับวิจารณญาณ ได้แก่ การตัดสินใจและการจัดการตนเอง ภายหลังเข้าร่วมรูปแบบ พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมสุขภาพสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ0.05 ค่าดัชนีมวลกายและรอบเอวลดลงต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ0.05 จากผลการวิจัยครั้งนี้ ควรนำรูปแบบไปใช้ในวัยทำงานที่มีอาชีพหลากหลายมากยิ่งขึ้น เช่น พนักงานบริษัท พนักงานโรงงานที่มีวิถีชีวิตแตกต่างออกไปจากพื้นที่ที่ศึกษานี้</p> <p> </p>
มะลิวัลย์ ฟองเพชร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคกลาง)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-28
2026-04-28
40 1
5
17
-
ประสิทธิผลของสมุนไพรหญ้าดอกขาวต่อการลด ละ เลิกบุหรี่ ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลสัตหีบ กม.10
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/Hss6/article/view/7773
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของสมุนไพรหญ้าดอกขาวต่อการลด ละ เลิกบุหรี่ รวมทั้งประเมินระดับความดันโลหิตและความปลอดภัยต่อการทำงานของไตในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ประชากรคือผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มีพฤติกรรมสูบบุหรี่ และมารับบริการ ณ โรงพยาบาลสัตหีบ กม.10 กลุ่มตัวอย่างจำนวน 36 ราย คัดเลือกคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดและไม่มีข้อห้ามในการใช้สมุนไพร เก็บข้อมูลระหว่างเดือนธันวาคม 2567 ถึง มิถุนายน 2568 เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แนวทางการใช้ชาสมุนไพรหญ้าดอกขาว 2) แบบสอบถาม 4 ส่วน และ 3) แบบบันทึกผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ (BUN และ Creatinine) กลุ่มตัวอย่างได้รับชาหญ้าดอกขาวขนาด 2 กรัม ชงในน้ำร้อน 200 มิลลิลิตร วันละ 4 ครั้ง ต่อเนื่อง 30 วัน และติดตามประเมินผลในสัปดาห์ที่ 1, 2, 4, 12 และ 24 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test และ Repeated Measures ANOVA กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า จำนวนบุหรี่เฉลี่ยต่อวันลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 8.27, p < 0.001) และมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างช่วงเวลา (F(5,175) = 48.12, p < 0.001) อัตราการเลิกบุหรี่เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 13.9 ในสัปดาห์ที่ 2 เป็นร้อยละ 63.9 ในสัปดาห์ที่ 24 ค่า BUN และ Creatinine ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p > 0.05) และไม่พบอาการไม่พึงประสงค์รุนแรง แสดงถึงความปลอดภัยต่อไต ระดับความดันโลหิตมีแนวโน้มลดลง แต่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p > 0.05) กลไกการออกฤทธิ์ที่พบจากการติดตาม ได้แก่ อาการชาลิ้น การรับรู้กลิ่นบุหรี่ไม่พึงประสงค์ และอาการคลื่นไส้หลังสูบบุหรี่ ซึ่งส่งผลให้ความอยากสูบบุหรี่ลดลง</p> <p> ข้อเสนอแนะ ควรมีการศึกษาต่อยอดในกลุ่มตัวอย่างที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและติดตามผลในระยะยาว รวมทั้งพัฒนาแนวทางประยุกต์ใช้สมุนไพรหญ้าดอกขาวในคลินิกเลิกบุหรี่สำหรับผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่น เช่น โรคเบาหวาน โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ตลอดจนจัดทำสื่อเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในการใช้สมุนไพรอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ</p>
สุภารัตน์ ไชยหาญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคกลาง)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-28
2026-04-28
40 1
18
30
-
ปัจจัยที่มีผลต่อระยะเวลา Door-to-Balloon Time และผลลัพธ์ทางคลินิกในผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิด STEMI ที่ได้รับการรักษาด้วย Primary PCI ที่โรงพยาบาลหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/Hss6/article/view/7774
<p> โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิด ST-elevation myocardial infarction (STEMI) ต้องการการรักษาที่รวดเร็ว โดยมีระยะเวลา Door-to-Balloon (D2B) Time เป็นตัวชี้วัดคุณภาพที่สำคัญ การวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับ D2B Time ที่นานกว่า 90 นาที และวิเคราะห์ความสัมพันธ์กับผลลัพธ์ทางคลินิก การวิจัยเป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลัง (Retrospective Analytical Study) โดยรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วย STEMI จำนวน 304 ราย ที่เข้ารับการรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจปฐมภูมิ (Primary PCI) ณ โรงพยาบาลหัวหิน ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2567 ถึง 31 ธันวาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา, Chi-square test, Independent t-test และการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติก</p> <p> ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยร้อยละ 57.2 มี D2B Time นานกว่า 90 นาที ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความล่าช้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติคือการมาถึงโรงพยาบาลในช่วงนอกเวลาราชการ (p < 0.001) และความล่าช้าที่เกิดขึ้นในทุกขั้นตอนของกระบวนการในห้องฉุกเฉิน (p < 0.001) ส่วนปัจจัยด้านผู้ป่วยไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อวิเคราะห์ผลลัพธ์ทางคลินิก พบว่ากลุ่มที่มี D2B Time > 90 นาที มีอัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาลสูงกว่า (ร้อยละ 12.1 เทียบกับร้อยละ 4.6, p = 0.021) และมีอัตราการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการรักษาทันเวลา (ร้อยละ 23.6 เทียบกับร้อยละ 10.8, p = 0.004) อย่างมีนัยสำคัญ</p> <p> ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าปัจจัยเชิงระบบบริการ โดยเฉพาะความพร้อมในช่วงนอกเวลาราชการ เป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อความล่าช้าในการรักษาและผลลัพธ์ทางคลินิก ดังนั้น การพัฒนากระบวนการทำงานภายในโรงพยาบาลจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลและลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วย</p>
นาตาลี ลินนีมัยเยอร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคกลาง)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-28
2026-04-28
40 1
31
42
-
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพชีวิตในการทำงานกับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/Hss6/article/view/7775
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับคุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง 2. ศึกษาประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง 3. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพชีวิตในการทำงานที่มีผลต่อประสิทธิภาพ การปฏิบัติงานของบุคลากรสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง โดยประชากรเป็นบุคลากรสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 150 คน สุ่มด้วยวิธีการสุ่มแบบง่าย (Simple random sampling) เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง ภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมืองในภาพรวมอยู่ในระดับสูง และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพชีวิตในการทำงานที่มีผลต่อประสิทธิภาพ การปฏิบัติงานของบุคลากรสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ดังนั้นงานวิจัยนี้สามารถนำไปเป็นแนวทางในการบริหารบุคลากรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรในองค์กรได้ต่อไป</p>
จุฑามาศ วงคำจันทร์
สมบูรณ์ ศรีภู่
โยธกา แก้วคำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคกลาง)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-28
2026-04-28
40 1
43
51
-
แนวทางการพัฒนาคุณภาพการบริการการนวดแผนไทยในสถานพยาบาล จังหวัดจันทบุรี
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/Hss6/article/view/7776
<p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และอุปสรรคในการให้บริการการนวดแผนไทย รวมทั้งศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณภาพการบริการการนวดแผนไทยในสถานพยาบาลจังหวัดจันทบุรี กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 45 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการการนวดแผนไทยในจังหวัดจันทบุรี จำนวน 5 คน 2) กลุ่มเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานซึ่งเป็นหมอนวดแผนไทยประจำสถานพยาบาล จำนวน 15 คน และ 3) กลุ่มผู้ใช้บริการซึ่งเป็นประชาชนทั่วไปที่มาใช้บริการในสถานพยาบาล จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกและแนวทางการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์สรุปอุปนัยร่วมกับการวิเคราะห์ข้อมูลเอกสาร</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า สถานพยาบาลในจังหวัดจันทบุรีมีการจัดบริการการแพทย์แผนไทยเพื่อส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค รักษา และฟื้นฟูสุขภาพ โดยบริการหลัก ได้แก่ การนวดแผนไทย การประคบสมุนไพร การอบสมุนไพร และการใช้ยาสมุนไพร ภายใต้การกำกับดูแลของแพทย์แผนไทย อย่างไรก็ตาม พบปัญหาสำคัญ ได้แก่ การขาดแคลนบุคลากร งบประมาณไม่เพียงพอ ระบบการจัดบริการและการจองคิวยังไม่เป็นระบบ รวมถึงความแตกต่างของทักษะผู้ให้บริการที่ส่งผลต่อคุณภาพการบริการ และแนวทางการพัฒนาคุณภาพบริการควรมุ่งเน้นการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ได้แก่ การวางแผน การปฏิบัติ การติดตามประเมินผล และการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพบุคลากร การกำหนดมาตรฐานบริการ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ การเพิ่มการเข้าถึงบริการ และการจัดสภาพแวดล้อมบริการที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน เพื่อยกระดับคุณภาพบริการอย่างยั่งยืน</p> <p> ข้อเสนอแนะ หน่วยงานภาครัฐควรส่งเสริมมาตรฐานการให้บริการนวดแผนไทยที่ได้รับการรับรอง พร้อมสนับสนุนนโยบายและงบประมาณในการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อยกระดับคุณภาพการบริการและสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนในการใช้บริการนวดแผนไทย</p>
ภาณุ ศรีวรรัตน์
ชมภูนุช พบประเสริฐ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคกลาง)
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-28
2026-04-28
40 1
52
62