วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคกลาง) https://he05.tci-thaijo.org/index.php/Hss6 <p>วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคกลาง) เป็นวารสารวิชาการของ ศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพที่ 6จัดทำขึ้น วัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมและเผยแพร่ผลงานวิจัย ผลงานวิชาการ รวมทั้งเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ด้านการสาธารณสุขมูลฐาน ด้านการสาธารณสุข และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคท้องถิ่น และภาคประชาชน โดยเผยแพร่ทางออนไลน์ปีละ 3 ฉบับ</p> <p><strong>ฉบับที่ 1 ประจำเดือนมกราคม </strong><strong>– เมษายน</strong> ส่งต้นฉบับภายในวันที่ 1 กันยายน – 30 พฤศจิกายน</p> <p><strong>ฉบับที่ 2 ประจำเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม</strong> ส่งต้นฉบับภายในวันที่ 1 มกราคม – 31 มีนาคม</p> <p><strong>ฉบับที่ 3 ประจำเดือนกันยายน – ธันวาคม</strong> ส่งต้นฉบับภายในวันที่ 1 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม</p> th-TH <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพที่ 6 </p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพที่ 6 และบุคลากรท่านอื่น ในศูนย์ฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใด ๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> ssmphc2020@gmail.com (นายเชาวลิต นาคสวัสดิ์) ssmphc2020@gmail.com (กมลชนก สหุนาฬุ) Mon, 31 Aug 2026 15:22:40 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ผลของโปรแกรมส่งเสริมการจัดการสุขาภิบาลอาหารต่อความรู้และพฤติกรรมของผู้สัมผัสอาหารในโรงเรียนชั้นประถมศึกษา อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย https://he05.tci-thaijo.org/index.php/Hss6/article/view/8286 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบความรู้การจัดการสุขาภิบาลอาหารผู้สัมผัสอาหารในโรงเรียนประถมศึกษา ก่อนและหลังการใช้โปรแกรมการส่งเสริม 2) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการจัดการสุขาภิบาลอาหารของผู้สัมผัสอาหารในโรงเรียนประถมศึกษา ก่อนและหลังการใช้โปรแกรมการส่งเสริม และ 3) เพื่อศึกษาผลตรวจการปนเปื้อนเชื้อโคลิฟอร์มแบคทีเรียในอาหาร น้ำดื่ม ภาชนะใส่อาหาร มือผู้สัมผัสอาหาร ในโรงเรียนประถมศึกษา ประชากรผู้สัมผัสอาหาร ในโรงเรียนประถมศึกษา ตำบลกุดป่อง อำเภอเมือง จังหวัดเลย จำนวน 80 คน เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย 1) ข้อมูลทั่วไป 2) แบบวัดความรู้สุขาภิบาลอาหารและสุขวิทยาส่วนบุคคลของผู้สัมผัสอาหาร 3) แบบวัดการปฏิบัติตามหลักสุขาภิบาลอาหารและสุขวิทยาส่วนบุคคลผู้สัมผัสอาหาร 4) แบบบันทึกตรวจการปนเปื้อนเชื้อโคลิฟอร์มแบคทีเรียในอาหาร น้ำดื่ม ภาชนะใส่อาหาร มือผู้สัมผัสอาหาร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Paired t-test&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า ผู้สัมผัสอาหารมีความรู้ด้านสุขาภิบาลอาหารเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) จากค่าเฉลี่ยร้อยละ 67.60 (SD=7.65) เป็น 80.80 (SD=6.90) และมีพฤติกรรมการปฏิบัติตามหลักสุขาภิบาลอาหารดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p&lt;0.001) จากค่าเฉลี่ย 3.40 (ระดับปานกลาง) เป็น 3.64 (ระดับดี) ผลการตรวจการปนเปื้อนโคลิฟอร์มแบคทีเรียพบว่า อาหารและมือผู้สัมผัสอาหารมีการปนเปื้อนร้อยละ 20 ภาชนะร้อยละ 25 และน้ำดื่ม ไม่พบการปนเปื้อนร้อยละ 100 สรุปได้ว่าโปรแกรมส่งเสริมการจัดการสุขาภิบาลอาหารมีประสิทธิภาพในการเพิ่มความรู้และปรับปรุงพฤติกรรมของผู้สัมผัสอาหาร เป็นแนวทางในการพัฒนาโปรแกรมสุขาภิบาลอาหารในสถานศึกษาและสนับสนุนการดำเนินงานด้านความปลอดภัยอาหารในโรงเรียนอย่างยั่งยืน</p> วริณฎ์ฐิษา มูลกองศรี; อาทิตย์ บัวระภา, สุณิสา คำประสิทธิ์, นิตยา มลอยู่พะเนา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคกลาง) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he05.tci-thaijo.org/index.php/Hss6/article/view/8286 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการรอดชีวิตในผู้ป่วยภาวะหัวใจหยุดเต้น ก่อนถึงโรงพยาบาล โรงพยาบาลบุรีรัมย์ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/Hss6/article/view/8287 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ภาวะหัวใจหยุดเต้นก่อนถึงโรงพยาบาล (Out-of-Hospital Cardiac Arrest: OHCA) เป็นภาวะฉุกเฉินที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรอดชีวิตและวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการรอดชีวิตของผู้ป่วย OHCA ในโรงพยาบาลบุรีรัมย์ เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์ย้อนหลัง (Retrospective Analytical Study) โดยใช้ข้อมูลจากเวชระเบียนและฐานข้อมูลผู้ป่วยฉุกเฉิน ตั้งแต่ <br>วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2565 – วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2567 ศึกษาผู้ป่วยจำนวน 139 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยโลจิสติก</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยภาวะหัวใจหยุดเต้นก่อนถึงโรงพยาบาลมีอัตราการกลับมาของการไหลเวียนโลหิตเอง (Return of Spontaneous Circulation: ROSC) ร้อยละ 27.34 และ อัตราการรอดชีวิตจนจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลเท่ากับร้อยละ 8.63 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ อายุ การมีพยานเห็นเหตุการณ์ การได้รับเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ (AED) ก่อนถึงโรงพยาบาล และระยะเวลานำส่ง (p &lt; 0.05)</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการช่วยชีวิตในระยะก่อนถึงโรงพยาบาล โดยควรส่งเสริมการทำ CPR โดยประชาชน เพิ่มการเข้าถึง AED และพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS) เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วย</p> จุฑามาศ ไพรวัลย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคกลาง) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he05.tci-thaijo.org/index.php/Hss6/article/view/8287 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจลงคะแนนเลือกตั้งกรรมการวิชาชีพ ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ วาระ พ.ศ. 2568 – 2572 ของผู้ประกอบโรคศิลปะ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/Hss6/article/view/8288 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล ความคาดหวังในการควบคุมการประกอบโรคศิลปะตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะของผู้ประกอบโรคศิลปะ และการตัดสินใจลงคะแนนเลือกตั้งกรรมการวิชาชีพ (2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ความคาดหวังในการควบคุมการประกอบโรคศิลปะตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ กับการตัดสินใจลงคะแนนเลือกตั้งกรรมการวิชาชีพตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ วาระ พ.ศ. 2568 – 2572 ของผู้ประกอบโรคศิลปะ (3) ศึกษาข้อเสนอแนะในการตัดสินใจลงคะแนนเลือกตั้งกรรมการวิชาชีพตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ วาระ พ.ศ. 2568 – 2572 ของผู้ประกอบโรคศิลปะ โดยใช้รูปแบบวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา คือ ผู้ประกอบโรคศิลปะที่มีสิทธิเลือกตั้งกรรมการวิชาชีพตามตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ วาระ พ.ศ. 2568 – 2572 จำนวน 780 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ซึ่งมีค่า IOC เท่ากับ 1 และค่าความเชื่อมั่น (Reliability) เท่ากับ 0.946 ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบไคสแควร์ สัมประสิทธ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการศึกษาพบว่า (1) ความคาดหวังในการควบคุมการประกอบโรคศิลปะตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( &nbsp;= 49.80, S.D. = 5.61) การตัดสินใจลงคะแนนเลือกตั้งกรรมการวิชาชีพในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( &nbsp;= 74.72, S.D. = 7.02) &nbsp;(2) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจลงคะแนนเลือกตั้งกรรมการวิชาชีพตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ วาระ พ.ศ. 2568 – 2572 ของผู้ประกอบโรคศิลปะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ สาขาการประกอบโรคศิลปะ และความคาดหวังในการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ (p &lt; 0.001) และ (3) ข้อคิดเห็นเชิงแนะนำของผู้ประกอบโรคศิลปะที่ใช้สิทธิในการลงคะแนนเลือกตั้งกรรมการวิชาชีพที่พบมากที่สุดได้แก่ ผู้ประกอบโรคศิลปะต้องการทราบนโยบาย วิสัยทัศน์ของผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นกรรมการวิชาชีพที่มากกว่าแค่ประวัติการศึกษา หรือประสบการณ์การทำงาน รวมถึงอยากให้มีคลิปแนะนำตัวของผู้สมัครรับเลือกตั้ง</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ข้อเสนอแนะ ควรมีการจัดสรรงบประมาณ และบุคลากรในการประชาสัมพันธ์การดำเนินงานของคณะกรรมการวิชาชีพมีในการคุ้มครองผู้บริโภคด้านระบบบริการสุขภาพและพัฒนาวิชาชีพ และควรผลักดันให้คณะกรรมการวิชาชีพดำเนินการวางแผนและศึกษาเกี่ยวกับการรับรองความรู้ความชำนาญเฉพาะทางในแต่ละสาขาวิชาชีพให้ชัดเจนยิ่งขึ้น</p> ถนอมทรัพย์ ภักดีพล ; ชยาภรณ์ ศรีสมุทรนาค ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคกลาง) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he05.tci-thaijo.org/index.php/Hss6/article/view/8288 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านโภชนาการกับพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ของนิสิตในสถาบันอุดมศึกษา จังหวัดชลบุรี https://he05.tci-thaijo.org/index.php/Hss6/article/view/8289 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรอบรู้ด้านโภชนาการ พฤติกรรมการบริโภคอาหาร และความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านโภชนาการกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารของนิสิตในสถาบันอุดมศึกษา จังหวัดชลบุรี กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยบูรพา จำนวน 150 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบทดสอบความรอบรู้และแบบสอบถามพฤติกรรมที่มีค่าความเที่ยง 0.713 และ 0.746 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรอบรู้ด้านโภชนาการโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 50.7 และมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 50.7 ความรอบรู้ด้านโภชนาการโดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารในระดับปานกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=0.467, p&lt;0.001) เมื่อพิจารณาพบว่าความรอบรู้ด้านโภชนาการทุกด้านมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารในระดับต่ำถึงต่ำมากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ด้านความรู้ความเข้าใจด้านโภชนาการไม่มีความสัมพันธ์ ดังนั้น การส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสมควรมุ่งเน้นการพัฒนาความรอบรู้ด้านโภชนาการในหลายมิติ และการสร้างสภาพแวดล้อมทางอาหารที่เอื้อต่อการเลือกบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพในสถาบันอุดมศึกษา</p> ชัยนันท์ เหมือนเพ็ชร์; เพียงรวี กิ่งแก้ว, ภัทรนันท์ เทียบเศียร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคกลาง) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he05.tci-thaijo.org/index.php/Hss6/article/view/8289 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 การเปรียบเทียบทักษะซอฟต์สกิลของประธานอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดฉะเชิงเทรา https://he05.tci-thaijo.org/index.php/Hss6/article/view/8290 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ทักษะซอฟต์สกิลเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผู้นำสามารถจัดการกับอุปสรรคและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive Research)&nbsp;&nbsp; มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา และเปรียบเทียบทักษะซอฟต์สกิลของประธานอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่มีคุณลักษณะส่วนบุคคลต่างกัน ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ประธานชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ระดับหมู่บ้าน ระดับตำบล ระดับอำเภอ และระดับจังหวัด จำนวน 1,080 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากสูตรของ Krejcie และ Morgan (1970) จำนวน 284 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามได้ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์เปรียบเทียบทักษะซอฟต์สกิล กับคุณลักษณะส่วนบุคคล ของประธานอาสาสมัครสาธารณสุข โดยใช้สถิติ Independent t-test และ One-Way ANOVAกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีทักษะซอฟต์สกิลภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( =4.18, SD=0.55) เมื่อศึกษารายด้านพบว่าทุกด้านมีทักษะอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ ด้านการพูดและการโน้มน้าวใจ ( =4.21, SD=0.58) รองลงมา ด้านการทำงานเป็นทีม ( =4.20, SD=0.57) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ได้แก่ ด้านความคิดสร้างสรรค์ ( =4.12, SD=0.56) ผลการเปรียบเทียบตามคุณลักษณะส่วนบุคคล พบว่า ระดับการศึกษาที่แตกต่างมีทักษะซอฟต์สกิลแตกต่างกันในเชิงบวกอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (F=3.086, p&lt;.05)&nbsp; โดยที่อายุ สถานภาพการสมรส รายได้ต่อเดือน ประสบการณ์การเป็นอสม.และ ประสบการณ์การเป็นประธาน อสม. ที่แตกต่างมีทักษะซอฟต์สกิลไม่แตกต่างกัน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;หน่วยงานสาธารณสุขควรนำผลการศึกษานี้ไปออกแบบหลักสูตรพัฒนาทักษะซอฟต์สกิลสำหรับประธาน อสม. โดยเน้นเสริมทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์และสอดคล้องกับระดับการศึกษา สำหรับการวิจัยครั้งต่อไป ควรขยายการศึกษาไปสู่ทักษะด้านอื่นๆ เช่น การแก้ไขปัญหา ความยืดหยุ่น และภาวะผู้นำ รวมถึงผลกระทบต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานจริง เพื่อสร้างข้อมูลสนับสนุนนโยบายสาธารณสุข</p> ญาณันธร กราบทิพย์; พันธะกานต์ ยืนยง; นฤนาท ยืนยง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคกลาง) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he05.tci-thaijo.org/index.php/Hss6/article/view/8290 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700 บทบรรณาธิการ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/Hss6/article/view/8292 เชาวลิต นาคสวัสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคกลาง) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he05.tci-thaijo.org/index.php/Hss6/article/view/8292 Mon, 31 Aug 2026 00:00:00 +0700