วารสารการพยาบาล วิทยาศาสตร์สุขภาพและการศึกษา
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/JNHSE
<p><strong>วารสารการพยาบาล วิทยาศาสตร์สุขภาพและการศึกษา</strong></p> <p><strong>E-ISSN:</strong></p> <p><strong>กำหนดออก </strong><strong>:</strong> 3 ฉบับต่อปี ดังนี้ ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน, ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม, ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ </strong><strong>: </strong>วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในด้านการพยาบาล วิทยาศาสตร์สุขภาพ และการศึกษา โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ คณาจารย์ นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป</p>
คณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยเชียงราย (Faculty of Nursing, Chaing Rai College)
th-TH
วารสารการพยาบาล วิทยาศาสตร์สุขภาพและการศึกษา
<p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของคณะพยาบาลศาสตร์</p>
-
การเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจในวัยรุ่น: บทบาทของพยาบาลจิตเวช
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/JNHSE/article/view/6192
<p>วัยรุ่นเป็นช่วงวัยที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ <br />และสติปัญญา เผชิญกับแรงกดดันต่าง ๆ เช่น ความคาดหวังจากครอบครัว ความสัมพันธ์กับเพื่อน และอิทธิพลจากสื่อออนไลน์ การมีความเข้มแข็งทางใจ (Resilience) เป็นปัจจัยปกป้องและเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิต ดังนั้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อเป็นภูมิต้านทานให้วัยรุ่นสามารถรับมือกับปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกล่าวถึงความสำคัญความเข้มแข็งทางใจในวัยรุ่น โดยได้อธิบายตามแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง และเน้นถึงบทบาทของพยาบาลจิตเวชในการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจในวัยรุ่น พยาบาลจิตเวชมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจในวัยรุ่นผ่านการดำเนินการในทุกระดับของการป้องกัน ตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพจิตเชิงรุกในระดับปฐมภูมิ การคัดกรองและให้การบำบัดระยะสั้นในระดับทุติยภูมิ ไปจนถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพและการป้องกันการกลับเป็นซ้ำในระดับตติยภูมิ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการดูแลสุขภาพจิตวัยรุ่นให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p>
ณัฐวรา เชื้อหมอ
พนิดา ชัยวัง
พัชราวรรณ แก้วกันทะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยเชียงราย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
2 1
58
69
-
การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการออกแบบการจัดการเรียนรู้สำหรับนักศึกษาครู
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/JNHSE/article/view/6728
<p>ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการจัดการเรียนรู้ โดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษาที่มุ่งผลิตครูยุคใหม่ที่มีความสามารถทั้งด้านวิชาการและเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องมือเสริม แต่เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยออกแบบระบบการเรียนรู้ให้มีความยืดหยุ่น ปรับตามผู้เรียนรายบุคคล โดยปัญญาประดิษฐ์ สามารถช่วยนักศึกษาครูออกแบบการจัดการเรียนรู้ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลผู้เรียน เพื่อจัดเส้นทางการเรียนรู้รายบุคคล การสร้าง/ปรับแผนการสอน กิจกรรม สื่อการเรียนรู้ และการออกแบบการวัดและประเมินผล และส่งเสริมการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 เช่น การคิดวิเคราะห์ การเรียนรู้ด้วยตนเอง และการแก้ปัญหาเชิงระบบ บทบาทของครูจึงเปลี่ยนจากผู้ถ่ายทอดความรู้ไปสู่การเป็นผู้ออกแบบ ประเมิน และกำกับดูแลการเรียนรู้ที่ผสานเทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรมและมนุษยธรรม</p> <p>บทความวิชาการนี้มุ่งนำเสนอ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การใช้ปัญญาประดิษฐ์ของนักศึกษาระดับอุดมศึกษา การออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ และจริยธรรมในการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อออกแบบการจัดการเรียนรู้ เนื้อหาเหล่านี้จะเป็นแนวทางเชิงปฏิบัติในการส่งเสริมให้นักศึกษาครูสามารถใช้ ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อสร้างสรรค์การจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ มีความยืดหยุ่น และมีความรับผิดชอบต่อประเด็นด้านจริยธรรม ตลอดจนสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาการศึกษาทั้งในระดับหลักสูตรและระดับชั้นเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p>
ปรีดาภรณ์ สุวรรณดี
วิไลภรณ์ วิชญาวัฒน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยเชียงราย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
2 1
70
83
-
สารจากบรรณาธิการ
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/JNHSE/article/view/7797
จิราภรณ์ นันท์ชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
2 1
-
สมรรถนะของบัณฑิตหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ: ความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/JNHSE/article/view/7215
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะของบัณฑิตหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ตามความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ อาจารย์ผู้สอน นิสิตปัจจุบัน ศิษย์เก่า พยาบาลวิชาชีพ ผู้บริหาร รวม 42 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม จำนวน 1 ชุด ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป ส่วนที่ 2 สมรรถนะของบัณฑิตฯ (8 ด้าน) และส่วนที่ 3 ลักษณะของหลักสูตรที่คาดหวัง และความต้องการศึกษาต่อฯ ตรวจคุณภาพด้านความตรงเชิงเนื้อหาของแบบสอบถาม (ส่วนที่ 2 และ 3) ได้ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.85 ส่วนความเที่ยงได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.86 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบสอบถามผ่านทางกูเกิ้ลฟอร์ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษา พบว่า 1) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีความคาดหวังต่อสมรรถนะของบัณฑิตหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ สูงสุดลักสบัคือด้านคุณธรรม จริยธรรม และกฎหมาย และ 2) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเห็นด้วยปานกลางถึงมากที่สุดเกี่ยวกับลักษณะของหลักสูตรที่คาดหวัง และมีความต้องการศึกษาโดยมีแรงจูงใจต่อสถาบันที่เลือกศึกษาคือ สถาบันมีหลักสูตรที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์ต่อตนเอง หรือต่องานปัจจุบัน/อนาคต ดังนั้น สถาบันการศึกษาจึงควรพัฒนาหรือปรับปรุงหลักสูตรพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ โดยมุ่งเน้นด้านคุณธรรม จริยธรรม และกฎหมาย</p>
รุ้งนภา ชัยรัตน์
อุไรวรรณ ชัยชนะวิโรจน์
อินทิรา ปากันทะ
ธิดารัตน์ คำบุญ
ธีรพจน์ ทวีวรรณบูลย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยเชียงราย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
2 1
1
22
-
ผลของนวัตกรรมชุดทดลองเสมือนสูบบุหรี่เพื่อเสริมสร้างความรู้โทษพิษภัยของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ในนักเรียนมัธยมต้น อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/JNHSE/article/view/7303
<p>การศึกษาผลของนวัตกรรมชุดทดลองเสมือนสูบบุหรี่ ต่อความรู้โทษของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มนักเรียนมัธยมต้น อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) แบบมีกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง วัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความรู้โทษของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในนักเรียนระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดทดลองเสมือนสูบบุหรี่</p> <p>เก็บรวบรวมข้อมูลที่โรงเรียนปอวิทยา อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ระหว่างเดือนเมษายน - มิถุนายน 2568 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 40 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 20 คน และกลุ่มควบคุม 20 คน โดยการสุ่มแบบกลุ่ม กลุ่มควบคุมได้รับการสอนโดยใช้โปรแกรมการสอนแบบปกติ และกลุ่มทดลองได้รับการสอนโดยใช้โปรแกรมการสอนแบบปกติและเพิ่มการทดลองด้วยชุดนวัตกรรมชุดทดลองเสมือนสูบบุหรี่ ทั้ง 2 กลุ่มเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามวัดความรู้ก่อน - หลัง การสอนเกี่ยวกับโทษของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 20 ข้อ (ค่าความเชื่อมั่น 0.71) แบบสอบถามความพึงพอใจเกี่ยวกับนวัตกรรมชุดทดลองเสมือนสูบบุหรี่ จำนวนข้อ 8 คำถาม สำหรับกลุ่มทดลอง </p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>=0.010) ในกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความรู้เพิ่มขึ้น 3.6 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ± 2.58 ส่วนกลุ่มควบคุมเพิ่มขึ้น 1.53 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ± 2.28 กลุ่มทดลองมีความพึงพอใจต่อนวัตกรรมชุดทดลองเสมือนสูบบุหรี่เท่ากับร้อยละ 90.13 โดยมีความพึงพอใจต่อชุดทดลองเสมือนสูบบุหรี่ที่ทำให้มองเห็นภาพชัดเจน ทั้งกลิ่น สี ที่เปลี่ยนแปลง ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการสอนโดยใช้โปรแกรมการสอนแบบปกติ และเพิ่มการทดลองด้วยชุดนวัตกรรมชุดทดลองเสมือนสูบบุหรี่ ส่งผลให้นักเรียนมีความรู้เพิ่มมากขึ้นและมีความพึงพอใจต่อการใช้นวัตกรรม โดยรวมมีพึงพอใจมาก ควรนำนวัตกรรมไปใช้เป็นสื่อการสอนอย่างต่อเนื่อง</p>
วิมล สมควร
เกศรา ชัยแดง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยเชียงราย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
2 1
23
39
-
ผลของโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองต่อความรู้ ความเสื่อมของไต ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ระยะ3 คลินิกโรคเรื้อรัง โรงพยาบาลพาน
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/JNHSE/article/view/7279
<p>โรคไตเรื้อรังเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศและระดับโลก มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น การใช้โปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองด้วยการนำแนวคิดการสนับสนุนการจัดการมาใช้จะทำให้ผู้ป่วยสามารถจัดการตนเองได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และสามารถชะลอการเสื่อมของไตได้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองต่อความรู้ ความเสื่อมของไต ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ระยะ3 จำนวน 200 ราย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ใช้โปรแกรมเดิม 100 รายและกลุ่มที่ใช้โปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเอง 100 ราย วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติ t-test และ exact probability test และหาประสิทธิผลของการใช้โปรแกรมด้วย Multivariable logistic regression</p> <p>ผลการวิจัย พบว่าความรู้ในการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ระยะ3 ของกลุ่มที่ใช้โปรแกรมมีมากกว่ากลุ่มที่ใช้โปรแกรมเดิมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p<0.001 การใช้โปรแกรมช่วยลดการเสื่อมของไตได้ 0.2 เท่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p<0.001 </p> <p>ผลการศึกษาครั้งนี้สามารถนำโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองต่อความรู้ ความเสื่อมของไตในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ระยะ3 ทำให้การดูแลผู้ป่วยมีมาตรฐาน ส่งผลต่อคุณภาพการปฏิบัติกิจกรรมการพยาบาล</p>
นราภัทร ราชคม
ชนกชนม์ สาคะศุภฤกษ์
อิสริยา ราชคม
จักรพันธ์ กันธะนะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยเชียงราย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
2 1
40
57