https://he05.tci-thaijo.org/index.php/JRINH/issue/feed
วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการพยาบาลและสุขภาพ
2026-04-30T23:23:26+07:00
ผศ. ดร.ปริญญาภรณ์ ธนะบุญปวง
parinyaporn.9754@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการพยาบาลและสุขภาพ </strong>รับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในด้านการวิจัย และนวัตกรรมทางการพยาบาล สาธารณสุข วิทยาศาสตร์สุขภาพ และสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ คณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในสถาบันการศึกษา นอกสถาบัน และในระบบบริการสุขภาพ</p> <p>เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ<span style="font-size: 0.875rem;">ประกอบด้วย บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทความกรณีศึกษา ผลงานทางวิชาการ ทุกเรื่องจะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 คน โดยใช้ผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญในสาขา ที่เกี่ยวข้องจากสถาบันที่หลากหลายไม่อยู่ในสังกัดเดียวกันกับผู้แต่งด้วยกระบวนการ Double-blind </span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">กำหนดการตีพิมพ์ 3 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม และ ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม</span></p>
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/JRINH/article/view/7803
บทบรรณาธิการ
2026-04-30T23:23:26+07:00
ปริญญาภรณ์ ธนะบุญปวง
parinyaporn.9754@gmail.com
<p>ไม่มี</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการพยาบาลและสุขภาพ
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/JRINH/article/view/7138
ปัจจัยทำนายการมารับการรักษาล่าช้าของผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดชนิดไม่ยก
2026-01-22T00:23:38+07:00
อุมาพร ไทยนุกูล
umaporn.thainu@gmail.com
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายการมารับการรักษาล่าช้าในผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันชนิดไม่ยก ได้แก่ การเข้าถึงบริการสุขภาพ ความรู้เกี่ยวกับโรค การสนับสนุนทางสังคม และการรับรู้ภาวะสุขภาพ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่มารับบริการที่แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลหลังสวน จังหวัดชุมพร จำนวน 129 คน คัดเลือกด้วยวิธีสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินการเข้าถึงบริการสุขภาพ แบบประเมินความรู้เกี่ยวกับโรค แบบประเมินการสนับสนุนทางสังคม และแบบประเมินการรับรู้ภาวะสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา การวิเคราะห์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การเข้าถึงบริการสุขภาพ (<em>β</em>=-0.34, <em>p</em><.001) ความรู้เกี่ยวกับโรคหัวใจ (<em>β</em>=-0.27, <em>p</em>=.017), การสนับสนุนทางสังคม (<em>β</em>=-0.23, <em>p</em>=.019) และ การรับรู้ภาวะสุขภาพ (<em>β</em>=0.18, <em>p</em>=.027) ตัวแปรทั้งสี่สามารถร่วมกันทำนายระยะเวลาการมารับการรักษาล่าช้าของผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดชนิดไม่ยก ได้ร้อยละ 37 (Adjusted R² = 0.34, <em>p</em>< .001) โดยการเข้าถึงบริการสุขภาพเป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลมากที่สุด</p> <p>ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ การสร้างความรู้ และการเสริมแรงสนับสนุนทางสังคม เพื่อส่งเสริมให้ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงทีและลดความสูญเสีย จากภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน</p>
2026-02-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการพยาบาลและสุขภาพ
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/JRINH/article/view/7472
ผลของโปรแกรมการบันทึกทางการพยาบาลตามรูปแบบ focus charting ของงานผู้ป่วยใน โรงพยาบาลสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
2026-04-13T16:50:53+07:00
สายฝน พันธุวงศ์
puntuwong.saifon@gmail.com
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความรู้เกี่ยวกับการบันทึกทางการพยาบาลตามรูปแบบ focus charting ของพยาบาลวิชาชีพ งานผู้ป่วยใน โรงพยาบาลสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก่อนและหลังการใช้โปรแกรม และเพื่อเปรียบเทียบคุณภาพบันทึกทางการพยาบาลตามรูปแบบ focus charting ของพยาบาลวิชาชีพ งานผู้ป่วยใน ก่อนและหลังการใช้โปรแกรม กลุ่มตัวอย่าง เป็นพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 22 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีเลือกแบบเจาะจง และเวชระเบียนผู้ป่วย งานผู้ป่วยใน จำนวน 302 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย โปรแกรมการบันทึกทางการพยาบาลตามรูปแบบ focus charting แนวคำถามเกี่ยวกับการบันทึกทางการพยาบาล แบบวัดความรู้เกี่ยวกับการบันทึกทางการพยาบาล ตามรูปแบบ focus charting และแบบประเมินคุณภาพบันทึกทางการพยาบาลตามรูปแบบ focus charting วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา การทดสอบ Wilcoxon signed – rank test การทดสอบค่าที และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem; font-family: 'Noto Sans', 'Noto Kufi Arabic', -apple-system, BlinkMacSystemFont, 'Segoe UI', Roboto, Oxygen-Sans, Ubuntu, Cantarell, 'Helvetica Neue', sans-serif;">1. หลังการใช้รูปแบบความรู้เกี่ยวกับการบันทึกทางการพยาบาลตามรูปแบบ focus charting </span>ของพยาบาลวิชาชีพ งานผู้ป่วยในสูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><span style="font-size: 0.875rem; font-family: 'Noto Sans', 'Noto Kufi Arabic', -apple-system, BlinkMacSystemFont, 'Segoe UI', Roboto, Oxygen-Sans, Ubuntu, Cantarell, 'Helvetica Neue', sans-serif;">2. หลังการใช้รูปแบบคุณภาพของบันทึกทางการพยาบาลตามรูปแบบ focus charting </span>ของพยาบาลวิชาชีพ งานผู้ป่วยในสูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p>ดังนั้นการพัฒนาคุณภาพของบันทึกทางการพยาบาลตามรูปแบบ focus charting ควรส่งเสริมความรู้ติดตามโค้ชแบบร่วมมือ และประเมินผลการบันทึกทางการพยาบาลเป็นระยะ ๆ เพื่อให้พยาบาลวิชาชีพได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง </p> <p> </p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการพยาบาลและสุขภาพ
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/JRINH/article/view/7626
ประสิทธิผลของพอดแคสต์ส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพทางเพศเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่นในนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
2026-04-19T21:28:22+07:00
หวานเย็น บุญงาม
Wanyen_bungam@hotmail.co.th
<p>การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินคุณภาพของสื่อพอดแคสต์ส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพทางเพศ 2) เปรียบเทียบความรอบรู้ด้านสุขภาพทางเพศก่อนเรียน หลังเรียน และระยะติดตามผล และ 3) ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนต่อสื่อพอดแคสต์ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 66 คน ใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง การเปรียบเทียบความรอบรู้ด้านสุขภาพทางเพศ แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ก่อนทดลอง หลังทดลอง 1 สัปดาห์ และติดตามผล 2 เดือน เครื่องมือวิจัยเป็นพอดแคสต์ “เลิฟปัง รักปลอดภัย วัยรุ่นไทยห่างไกลตั้งครรภ์ไม่พร้อม” สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัย พบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem; font-family: 'Noto Sans', 'Noto Kufi Arabic', -apple-system, BlinkMacSystemFont, 'Segoe UI', Roboto, Oxygen-Sans, Ubuntu, Cantarell, 'Helvetica Neue', sans-serif;">1. สื่อพอดแคสต์มีคุณภาพโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem; font-family: 'Noto Sans', 'Noto Kufi Arabic', -apple-system, BlinkMacSystemFont, 'Segoe UI', Roboto, Oxygen-Sans, Ubuntu, Cantarell, 'Helvetica Neue', sans-serif;">2. คะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพทางเพศหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ</span>ทางสถิติที่ระดับ .01 (<em>M</em>= 14.00, SD= 3.03; <em>M</em>= 7.70, SD= 3.02) และระยะติดตามผล (<em>M</em>= 13.80, SD= 3.05) ยังคงสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 โดยคะแนนระหว่าง หลังเรียน และระยะติดตามผลไม่แตกต่างกัน สะท้อนถึงความคงทนของความรู้ตามแนวคิดการเว้นระยะการเรียนรู้</p> <p><span style="font-size: 0.875rem; font-family: 'Noto Sans', 'Noto Kufi Arabic', -apple-system, BlinkMacSystemFont, 'Segoe UI', Roboto, Oxygen-Sans, Ubuntu, Cantarell, 'Helvetica Neue', sans-serif;">3. ความคิดเห็นของนักเรียนต่อสื่อพอดแคสต์อยู่ในระดับมากที่สุด (</span><em style="font-size: 0.875rem; font-family: 'Noto Sans', 'Noto Kufi Arabic', -apple-system, BlinkMacSystemFont, 'Segoe UI', Roboto, Oxygen-Sans, Ubuntu, Cantarell, 'Helvetica Neue', sans-serif;">M</em><span style="font-size: 0.875rem; font-family: 'Noto Sans', 'Noto Kufi Arabic', -apple-system, BlinkMacSystemFont, 'Segoe UI', Roboto, Oxygen-Sans, Ubuntu, Cantarell, 'Helvetica Neue', sans-serif;">= 4.58, SD=0.75)</span></p> <p>จากผลการวิจัยสรุปได้ว่าพอดแคสต์เป็นนวัตกรรมที่มีประสิทธิผลในการส่งเสริมความคงทนของความรู้ ด้านสุขภาพทางเพศในกลุ่มนักเรียน ซึ่งพยาบาลและทีมสหวิชาชีพสามารถใช้เป็นเครื่องมือเสริมในหลักสูตรเพศวิถีศึกษา เพื่อสนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่นต่อไป</p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการพยาบาลและสุขภาพ
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/JRINH/article/view/7316
ประสิทธิผลการตรวจคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิด โรงพยาบาลกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร
2026-04-16T13:44:49+07:00
พิมพ์ลภัส สุทธิรักษ์
surang_jeab@yahoo.com
สุรางค์ วิมลธาดา
surang_jeab@yahoo.com
วรรณรินทร์ สนธิสุวรรณ
surang_jeab@yahoo.com
ชนิดาภา กล่อมสมบัติ
surang_jeab@yahoo.com
รุ่งธรรม สินบริสุทธิ์
surang_jeab@yahoo.com
วีระพล กิมศิริ
surang_jeab@yahoo.com
<p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง (Retrospective descriptive study) โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการตรวจคัดกรอง และปัจจัยที่สัมพันธ์กับความผิดปกติทางการได้ยินในทารกแรกเกิด โรงพยาบาลกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ทำการศึกษาย้อนหลังในทารกแรกเกิดมีชีพทุกรายในโรงพยาบาลกระทุ่มแบนที่ได้รับการตรวจคัดกรองการได้ยิน จำนวน 5,474 ราย บันทึกข้อมูลผลการตรวจคัดกรองการได้ยินและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติไคสแควร์ ผลการวิจัย พบว่า อุบัติการณ์ของการได้ยินผิดปกติในทารกแรกเกิดกลุ่มเสี่ยงจำนวน 915 ราย คิดเป็นร้อยละ 16.7 จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 5,474 ราย ความชุกของปัจจัยเสี่ยง พบว่า ทารกป่วยที่เข้าหอผู้ป่วยวิกฤตมากกว่า 5 วัน พบร้อยละ 8.3 เป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีความชุกสูงที่สุด ส่วนปัญหาที่พบจากการตรวจคัดกรองการได้ยินที่โรงพยาบาลกระทุ่มแบน คือ ทารกแรกเกิดที่ตรวจคัดกรองการได้ยินครั้งที่ 3 ไม่ผ่านและได้ตรวจ AABR และส่งตรวจ ABR จำนวน 25 ราย โดยนักแก้ไขการได้ยิน และพบว่ามีทารกแรกเกิด จำนวน 9 ราย ที่ผลการตรวจผิดปกติและได้ส่งแก้ไขการได้ยินและติดตามพัฒนาการต่อทั้ง 9 ราย </p> <p>ข้อมูลจากการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ ทำให้ทราบถึงผลการตรวจคัดกรองการได้ยิน และลักษณะทางคลินิก ของทารกแรกเกิดกลุ่มเสี่ยง จึงควรตระหนักและให้ความสำคัญกับการตรวจคัดกรองการได้ยินในทารกแรกเกิดทุกราย และควรมีการติดตามพัฒนาการโดยเฉพาะพัฒนาการด้านภาษาของกลุ่มที่พบความผิดปกติจากการคัดกรองดังกล่าวในระยะยาวต่อไป</p> <p><strong> </strong></p>
2026-04-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการพยาบาลและสุขภาพ