https://he05.tci-thaijo.org/index.php/JRINH/issue/feed วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการพยาบาลและสุขภาพ 2026-08-31T00:00:00+07:00 ผศ. ดร.ปริญญาภรณ์ ธนะบุญปวง parinyaporn.9754@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการพยาบาลและสุขภาพ </strong>รับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในด้านการวิจัย และนวัตกรรมทางการพยาบาล สาธารณสุข วิทยาศาสตร์สุขภาพ และสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ คณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในสถาบันการศึกษา นอกสถาบัน และในระบบบริการสุขภาพ</p> <p>เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ<span style="font-size: 0.875rem;">ประกอบด้วย บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทความกรณีศึกษา ผลงานทางวิชาการ ทุกเรื่องจะได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 คน โดยใช้ผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญในสาขา ที่เกี่ยวข้องจากสถาบันที่หลากหลายไม่อยู่ในสังกัดเดียวกันกับผู้แต่งด้วยกระบวนการ Double-blind </span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">กำหนดการตีพิมพ์ 3 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน ฉบับที่ 2 พฤษภาคม – สิงหาคม และ ฉบับที่ 3 กันยายน – ธันวาคม</span></p> https://he05.tci-thaijo.org/index.php/JRINH/article/view/8253 การพยาบาลผู้ป่วยระงับความรู้สึกแบบรู้สติเพื่อผ่าตัดนำสิ่งอุดตันภายในหลอดเลือดแดงคาโรติด: กรณีศึกษา 2026-08-26T14:04:42+07:00 อนัญพร อยู่คง kaipom130300@gmail.com <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการพยาบาลผู้ป่วยระงับความรู้สึกแบบรู้สติเพื่อผ่าตัดนำสิ่งอุดตันภายในหลอดเลือดแดงคาโรติดตามบทบาทของพยาบาลวิสัญญี โดยคัดเลือกผู้ป่วยที่มีการเจ็บป่วยที่ซับซ้อนและได้รับการผ่่าตััดที่มีีความเสี่่ยงต่่อการเกิิดภาวะแทรกซ้้อน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลร่วมกับทีมสหวิชาชีพ โดยพยาบาลวิชาชีพมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดและต้องบูรณาการแนวคิด ทฤษฎี และกระบวนการพยาบาล 5 ขั้นตอน ประกอบด้วย การประเมินภาวะสุขภาพ การวินิจฉัยทางการพยาบาล การวางแผนการพยาบาล การปฏิบัติการพยาบาล และการประเมินผลการพยาบาล ในการพยาบาลผู้ป่วยทั้ง 3 ระยะ ได้แก่ ระยะก่อนผ่าตัด ระยะการระงับความรู้สึก และระยะฟื้นฟู</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า การพยาบาลระยะก่อนผ่าตัดเน้นการเตรียมความพร้อมของผู้ป่วยทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ส่วนระยะการระงับความรู้สึกซึ่งเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนทั้งระบบประสาท ระบบหายใจ และระบบไหลเวียนโลหิตจึงต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด และระยะฟื้นฟูพยาบาลมีบทบาทในการเสริมแรงทางจิตใจร่วมกับการฟื้นฟูสภาพ ร่างกายที่เน้นการทำกายภาพบำบัด การทำกิจกรรมบำบัด การวางแผนตรวจตามนัดเพื่อฟื้นฟูร่างกายอย่างต่อเนื่อง และส่งต่อข้อมูลเพื่อวางแผนการติดตามเยี่ยมบ้านร่วมกับทีมสหวิชาชีพ </p> <p>ดังนั้นพยาบาลผู้ป่วยกรณีศึกษาจึงควรเน้นการเตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัด และเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในระยะการระงับความรู้สึกเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน และเน้นติดตามต่อเนื่องในระยะฟื้นฟู ซึ่งจะสามารถใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยและเพิ่มประสิทธิภาพการพยาบาลด้านวิสัญญีอย่างมีมาตราฐานต่อไป</p> <p> </p> 2026-10-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการพยาบาลและสุขภาพ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/JRINH/article/view/8254 การพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับการระงับความรู้สึกแบบทั่วร่างกายเพื่อผ่าตัดมะเร็งไตในเด็ก 2026-08-26T15:15:35+07:00 ภานิชา อุระชื่น nong.panicha@gmail.com <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพยาบาลผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการระงับความรู้สึกแบบทั่วร่างกายในการผ่าตัดมะเร็งไต โดยคัดเลือกผู้ป่วยเด็กที่มีการเจ็บป่วยที่ซับซ้อนและเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน จำนวน 1 ราย วิสัญญีพยาบาลมีบทบาทสำคัญในการดูแลและให้คำแนะนำแก่ครอบครัวผู้ป่วยเด็กที่ได้รับการผ่าตัด โดยใช้กระบวนการพยาบาล ประกอบด้วย การประเมินภาวะสุขภาพ การวินิจฉัยทางการพยาบาล การวางแผนการพยาบาล การปฏิบัติการพยาบาล และการประเมินผลการพยาบาล การวางแผน การพยาบาล แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ การพยาบาลระยะก่อนผ่าตัด การพยาบาลระยะระงับความรู้สึก และ การพยาบาลระยะหลังผ่าตัด ผลการศึกษา พบว่า</p> <p>การพยาบาลที่สำคัญของผู้ป่วยรายนี้ ประกอบด้วย 1) ระยะก่อนผ่าตัดเน้นแก้ไขภาวะซีดจากก้อนมะเร็งไต 2) การพยาบาลขณะให้ยาระงับความรู้สึกเน้นป้องกันการเกิดภาวะพร่องออกซิเจน และป้องกันภาวะซ็อคจากการเสียเลือด และ 3) การพยาบาลระยะหลังผ่าตัดเน้นป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนระบบทางเดินหายใจและระบบไหลเวียนเลือด ผลการรักษา หลังจากผ่าตัดมะเร็งไตไม่พบภาวะวิกฤตจากการสูญเสียเลือด ภาวะอุณหภูมิในร่างกายต่ำ การมีความดันโลหิตสูงหรือต่ำผิดปกติ และการกดทับของเส้นประสาท</p> <p>ดังนั้นการพยาบาลผู้ป่วยระงับความรู้สึกผ่าตัดมะเร็งไตในเด็กที่ได้รับการระงับความรู้สึกแบบทั่วร่างกาย มุ่งเน้นให้วิสัญญีพยาบาลมีแนวทางในการดูแลผู้ป่วย เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของผู้ป่วย ทั้งในระหว่างและหลังการระงับความรู้สึก โดยครอบคลุมการเตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัด การดูแลขณะระงับความรู้สึก และการฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยหลังผ่าตัดอย่างเหมาะสม</p> 2026-10-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการพยาบาลและสุขภาพ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/JRINH/article/view/8201 การพัฒนารูปแบบการติดตามสตรีที่ได้รับความรุนแรงซ้ำในครอบครัว ภายใต้การมีส่วนร่วมของทีมสหวิชาชีพในศูนย์พึ่งได้ 2026-08-26T14:35:03+07:00 กรสิริ นิลประดับ yoyokornsiri@gmail.com <p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการณ์ ปัญหาและความต้องการของสตรี ที่ได้รับความรุนแรงซ้ำในครอบครัว 2) พัฒนารูปแบบการติดตามสตรีที่ได้รับความรุนแรงซ้ำในครอบครัวภายใต้การมีส่วนร่วมของทีมสหวิชาชีพในศูนย์พึ่งได้ และ 3) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการติดตามสตรีที่ได้รับความรุนแรงซ้ำในครอบครัวภายใต้การมีส่วนร่วมของทีมสหวิชาชีพในศูนย์พึ่งได้ โรงพยาบาลราชบุรี ดำเนินการ 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ศึกษาสภาพการณ์ ปัญหา และความต้องการของสตรีที่ได้รับความรุนแรงซ้ำ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 34 คน 2) พัฒนารูปแบบการติดตามสตรีที่ได้รับความรุนแรงซ้ำในครอบครัว ฯ ด้วยการนำผลวิจัยจากขั้นตอนที่ 1 และ 3) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการติดตามสตรีที่ได้รับความรุนแรงซ้ำในครอบครัว ฯ กลุ่มตัวอย่างเป็นทีมสหวิชาชีพ จำนวน 15 คน และสตรีที่ได้รับความรุนแรงซ้ำ จำนวน 27 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบค่าที และการทดสอบของแม็คนีมาร์ ผลการวิจัย พบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. ผู้รับบริการในศูนย์พึ่งได้ปี 2566–2568 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. </span><span style="font-size: 0.875rem;">รูปแบบที่พัฒนาขึ้นเรียกว่า ROSCC Model ประกอบด้วย R: Reassessment (การประเมินซ้ำ) </span><span style="font-size: 0.875rem;">O: Oversee (การติดตามการจัดการตนเอง) S: Sustain (การรักษาความปลอดภัยและความมั่นคงในชีวิต) C: Connect (เชื่อมโยงสังคม) และ C: Collaborate (ความร่วมมือต่อเนื่อง)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">3. </span><span style="font-size: 0.875rem;">หลังการใช้รูปแบบ สตรีที่ได้รับความรุนแรงซ้ำมีคะแนนเฉลี่ยการปรับตัวตาม Roy's Adaptation Model สูงขึ้นทุกมิติอย่างมีนัยสำคัญ (p&lt;.001) คะแนนเฉลี่ยรวมเพิ่มจาก 2.75 เป็น 3.97 (t=38.529) มิติที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุด คือ อัตมโนทัศน์ (2.51 เป็น 3.95) การเกิดความรุนแรงซ้ำลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (McNemar's χ²=23.04, p&lt;.001) จาก 27 คนเหลือ 2 คน คิดเป็นอัตราไม่เกิดซ้ำร้อยละ 92.59 ทีมสหวิชาชีพพึงพอใจต่อรูปแบบระดับมากที่สุด สูงกว่าร้อยละ 90 ทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .001</span></p> <p><strong> </strong></p> 2026-09-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการพยาบาลและสุขภาพ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/JRINH/article/view/8037 การมีส่วนร่วมการบริหารจัดการประเด็นการพัฒนาด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นระดับจังหวัดและอำเภอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 2026-08-26T15:19:30+07:00 สุทธนภ ศรีทอง kosem6184@gmail.com สมเนตร ทองอยู่ kosem6184?@gmail.com จารุณี ศราภัยวานิช kosem6184?@gmail.com <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมฯ 2) เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลกับการมีส่วนร่วมฯ 3) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมฯ 4) เพื่อศึกษาปัจจัยพยากรณ์การมีส่วนร่วมการบริหารจัดการฯ</p> <p>การวิจัยแบบผสมผสาน มี 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การศึกษาเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถาม มีกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 3 กลุ่ม 1) คณะอนุกรรมการ 2) คณะทำงาน 3) คณะกรรมการ จำนวน 213 คน มีค่า IOC เท่ากับ 0.95-1.00 ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาก เท่ากับ 0.86-0.99 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ข้อมูลสถิติเชิงอนุมานด้วยการถดถอยพหุคูณแบบหลายขั้นตอน และระยะที่ 2 การศึกษาเชิงคุณภาพ ด้วยการสนทนากลุ่ม จำนวน 12 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า 1) ปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมฯ ได้แก่ อายุ ปัจจัยจูงใจ การบริหารจัดการองค์กร มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05, 0.01, 0.01 (r = –.176, .760, .708, p-value = 0.010, 0.000, 0.000) 2) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมฯ ได้แก่ ปัจจัยด้านแรงจูงใจทั้งในมิติของการค้ำจุนและการจูงใจ การบริหารจัดการองค์กร มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมฯ สามารถอธิบายความแปรปรวนได้ ร้อยละ 65.9 ดังนั้น ควรเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมรายอำเภอ กับบริบททางสังคม วัฒนธรรมการทำงานที่แตกต่างกัน</p> <p> </p> <p> </p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการพยาบาลและสุขภาพ