https://he05.tci-thaijo.org/index.php/JSIHM/issue/feed
วารสารสหวิทยาการทางสังคมและการจัดการสุขภาวะ
2025-10-15T15:44:58+07:00
Dr.Nopadol Thongaram
Nopadol.tho@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารสหวิทยาการทางสังคมและการจัดการสุขภาวะ</strong><br />E-ISSN: ________<br />Publication Frequency : กำหนดการตีพิมพ์เผยแพร่ ปีละ 2 ฉบับ <br /><strong data-start="455" data-end="480">วัตถุประสงค์ของวารสาร</strong><br data-start="480" data-end="483" />วารสารสหวิทยาการทางสังคมและการจัดการสุขภาวะ มุ่งเป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการที่ครอบคลุมประเด็นทางสหวิทยาการทางสังคมและการจัดการสุขภาวะ โดยเปิดรับบทความวิจัยและบทความวิชาการ ประกอบด้วย 2 ส่วน ดังนี้ <br />1. การศึกษาและการวิจัยที่บูรณาการความรู้ ทฤษฎี วิธีวิทยา และมุมมองจากศาสตร์ต่าง ๆ ภายใต้แนวคิดทางมานุษยวิทยา สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ จิตวิทยาสังคม ภูมิศาสตร์มนุษย์ และสหสาขาวิทยาการอื่นทางสังคม เพื่อทำความเข้าใจปรากฏการณ์ทางสังคมที่มีความซับซ้อนอย่างรอบด้านและลึกซึ้ง นำมาซึ่งวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาสังคมเพื่อการจัดการสุขภาวะอย่างยั่งยืน <br />2. การศึกษาและการวิจัยที่บูรณาการความรู้ ทฤษฎี วิธีวิทยา และมุมมองทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ ที่เชื่อมโยงความรู้จากศาสตร์หลากหลายสาขา ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ การสาธารณสุข การแพทย์ การพยาบาล อาชีวอนามัยและความปลอดภัย นวัตกรรมสุขภาพ นิเวศวิทยา สิ่งแวดล้อม การจัดการสิ่งแวดล้อม และการจัดการสุขภาวะ ตลอดจนการศึกษาในบริบทที่เกี่ยวข้องกับสหวิทยาการสังคมและการจัดการสุขภาพวะอย่างยั่งยืน </p>
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/JSIHM/article/view/6677
ประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมการรู้คิดของผู้สูงอายุที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย ในชมรมผู้สูงอายุ เทศบาลนครมาบตาพุด จังหวัดระยอง
2025-10-15T15:44:58+07:00
อัณศยาภัค เหล่าหัชกุลพงศ์
unsayapak91@gmail.com
ภัทธาวรรณ พรหมพันธ์
Unsayapak91@gmail.com
จิตราวดี พันธุ์ไม้
Unsayapak91@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียว (Quasi-experimental research one group pretest posttest design) วัดผลก่อนและหลังทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการรู้คิดของผู้สูงอายุที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย ในชมรมผู้สูงอายุ เทศบาลนครมาบตาพุด จังหวัดระยอง กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เป็นกลุ่มติดสังคมที่อยู่ในชมรมผู้สูงอายุเทศบาลนครมาบตาพุด จังหวัดระยอง ที่ผ่านการคัดกรองด้วยแบบประเมินภาวะสมองเสื่อมด้วย Mini-Cog และมีคะแนนน้อยกว่าหรือเท่ากับ 3 คะแนน จำนวน 86 คน โดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือการวิจัยประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ โปรแกรมการพัฒนาศักยภาพสมองผู้ที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย ประยุกต์จากโปรแกรม TEAMV ของสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ 2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลการวิจัย ประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบประเมินสมรรถภาพสมองไทย (Thai Mental State Examination ; TMSE) มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 0.92 และแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล มีค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ 0.79 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างที่มีการวัดซ้ำ ด้วยสถิติ Paired sample t-test</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า หลังใช้โปรแกรมส่งเสริมการรู้คิดของผู้สูงอายุที่มีภาวะการรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย ในชมรมผู้สูงอายุ เทศบาลนครมาบตาพุด จังหวัดระยอง กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยการรู้คิดหลังทดลองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (t=14.54, p=<0.001) จากการศึกษาครั้งนี้ควรบูรณาการโปรแกรมเข้าสู่กิจกรรมประจำของชมรมผู้สูงอายุ และอบรมอาสาสมัครสาธารณสุข หรือผู้ดูแลผู้สูงอายุในชุมชน ให้สามารถนำโปรแกรมไปใช้กับกลุ่มเสี่ยงในบ้านหรือในพื้นที่ต่อไป</p>
2025-11-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการทางสังคมและการจัดการสุขภาวะ
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/JSIHM/article/view/6511
ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารงานพัสดุในโรงพยาบาล จังหวัดสุพรรณบุรี
2025-08-19T12:07:10+07:00
ปัญจพจน์ วิมลรัตนชัยศิริ
ais0871706061@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพ การบริหารงานพัสดุในโรงพยาบาล จังหวัดสุพรรณบุรี โดยพิจารณาจากระดับประสิทธิภาพการบริหารงานพัสดุ การบริหารเชิงกลยุทธ์ และหลักธรรมาภิบาล กลุ่มตัวอย่างคือเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านพัสดุในโรงพยาบาล จังหวัดสุพรรณบุรี โดยวิธีเลือกแบบเจาะจง จำนวน 160 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรง และความเชื่อมั่นโดยสูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ได้ค่าเท่ากับ 0.983 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบ Stepwise ผลการวิจัย พบว่าประสิทธิภาพการบริหารงานพัสดุ การบริหารเชิงกลยุทธ์ และหลักธรรมาภิบาล โดยรวมอยู่ในระดับมาก <br />(𝑥̅ = 3.90, S.D. = 0.56; 𝑥̅ = 3.37, S.D. = 0.67 และ 𝑥̅ = 3.87, S.D. = 0.56 ตามลำดับ) ผลการวิเคราะห์ปัจจัยพบว่า การบริหารเชิงกลยุทธ์ด้านการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม และหลักธรรมาภิบาลด้านหลักคุณธรรม <br />เป็นปัจจัยสำคัญที่ร่วมกันส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารงานพัสดุในโรงพยาบาล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value < 0.05) โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิภาพการบริหารงานพัสดุได้ร้อยละ 76.50 ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาการบริหารเชิงกลยุทธ์ และหลักธรรมาภิบาลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานพัสดุในโรงพยาบาล</p>
2025-08-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการทางสังคมและการจัดการสุขภาวะ
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/JSIHM/article/view/6513
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์กลุ่มวัยทำงานจังหวัดพังงา
2025-08-19T13:41:30+07:00
วัชระ พัฒนรักษ์
ayut_phat@hotmail.com
<p>การวิจัยเชิงพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ของประชากรวัยทำงานในจังหวัดพังงา กลุ่มตัวอย่างคือ ประชากรวัยทำงานอายุ 15-59 ปี จำนวน 351 คน ได้จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล ความรู้ ทัศนคติ การรับรู้ประโยชน์ การรับรู้อุปสรรค การรับรู้ความสามารถแห่งตน การสนับสนุนทางสังคม และพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพแล้ว มีค่าความเชื่อมั่น (Cronbach's alpha และ KR-20) อยู่ระหว่าง 0.78-0.86 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดีวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Chi-square test, Fisher's exact test และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ระดับดี (ร้อยละ 66.67) ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ เพศ (p=0.002) อาชีพ (p=0.001) อายุ (r=0.176, p=0.001) รายได้ (r=0.144, p=0.007) จำนวนสมาชิกในครอบครัว <br />(r=-0.107, p=0.044) และชั่วโมงการทำงาน (r=-0.129, p=0.016) ส่วนปัจจัยทางจิตสังคมทุกตัวมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) โดยเรียงลำดับความสัมพันธ์จากมากไปน้อย ได้แก่ การรับรู้ความสามารถแห่งตน (r=0.558) ทัศนคติ (r=0.420) <br />การสนับสนุนทางสังคม (r=0.399) การรับรู้อุปสรรค (r=0.303) ความรู้ (r=0.263) และการรับรู้ประโยชน์ (r=0.253) ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรับรู้ความสามารถแห่งตนและทัศนคติที่ดีต่อพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมสุขภาพของประชากรวัยทำงาน พร้อมทั้งพัฒนานโยบายสถานที่ทำงานส่งเสริมสุขภาพโดยเฉพาะในกลุ่มอาชีพเสี่ยง เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2025-09-12T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการทางสังคมและการจัดการสุขภาวะ
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/JSIHM/article/view/6531
การดำเนินงานควบคุมโรคไข้เลือดออกของตำบลตลาดเกรียบ อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
2025-09-11T11:04:14+07:00
สหพัฒน์ ร่วมสมัคร์
homneump@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมร่วมกับกระบวนการ Appreciation–Influence–Control (AIC) เพื่อพัฒนารูปแบบการควบคุมโรคไข้เลือดออกในตำบลตลาดเกรียบ อำเภอบางปะอิน <br />จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาในการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออก <br />เพื่อศึกษารูปแบบการดำเนินงานควบคุมโรคไข้เลือดออก เพื่อศึกษาผลการดำเนินงานควบคุมโรคไข้เลือดออกและเพื่อศึกษาปัจจัยแห่งความสำเร็จในเพื่อศึกษารูปแบบการดำเนินงานควบคุมโรคไข้เลือดออกของตำบลตลาดเกรียบ อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนในตำบลตลาดเกรียบ จำนวน 903 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสำรวจลูกน้ำยุงลาย และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และสถิติเชิงอนุมานแบบ paired t-test ระหว่างเดือนมกราคม – ธันวาคม 2567</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับการรับรู้ ความคาดหวัง และพฤติกรรมการป้องกันโรคไข้เลือดออกในระดับมาก โดยมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05) ระหว่างการรับรู้และพฤติกรรมการควบคุมโรค จากการดำเนินกิจกรรมรณรงค์ภายใต้โครงการ “ชาวตลาดเกรียบห่างไกลไข้เลือดออก” เช่น การให้ความรู้ การรณรงค์ 5 ป. 1 ข. การสำรวจบ้านปลอดลูกน้ำ และการแจกจ่ายทรายอะเบท พบว่าหลังการดำเนินงาน ค่าดัชนี House Index (HI) ลดลงจาก 31.75 เหลือ 7.50 และค่าดัชนี Container Index (CI) ลดลงจาก 35.71 เหลือ 3.26</p> <p>สรุปได้ว่า การดำเนินงานควบคุมโรคไข้เลือดออกโดยใช้กระบวนการ PAR ร่วมกับกระบวนการ AIC สามารถลดปัจจัยเสี่ยงและควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังส่งเสริมความร่วมมือในชุมชนอย่างยั่งยืน เหมาะสมต่อการนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่นที่มีลักษณะคล้ายกันต่อไป</p>
2025-09-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการทางสังคมและการจัดการสุขภาวะ
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/JSIHM/article/view/6503
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วย โรคความดันโลหิตสูง ตำบลเขาไพร อำเภอรัษฎา จังหวัดตรัง
2025-08-10T14:31:55+07:00
เพียงดาว รอดความทุกข์
pengdow@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงสำรวจภาคตัดขวางครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง และเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ตำบลเขาไพร อำเภอรัษฎา จังหวัดตรัง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ตำบลเขาไพร อำเภอรัษฎา จังหวัดตรัง จำนวน 168 คน ใช้การสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย วิเคราะห์ด้วยสถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ กับพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง โดยใช้สถิติไคสแควร์ การทดสอบของฟิชเชอร์ และสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า 1) พฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ตำบลเขาไพร อำเภอรัษฎา จังหวัดตรัง อยู่ในระดับสูง ( = 3.93, S.D. = 0.38) 2) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่ อายุ ความรู้เรื่องโรคหลอดเลือดสมอง การรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง และการรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำมากกับพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (<em>r</em> = 0.215, 0.226, 0.238, 235, <em>p-value</em> < 0.01) การรับรู้ความรุนแรงของโรคหลอดเลือดสมอง มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำกับพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (<em>r</em> = 0.361, <em>p-value</em> < 0.01) การรับรู้อุปสรรคของการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง มีความสัมพันธ์ทางลบในระดับต่ำกับพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (<em>r</em> = -0.343, <em>p-value</em> < 0.01) ระยะเวลาการป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำมากกับพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (<em>r</em> = 0.191, <em>p-value</em>< 0.05) ส่วนปัจจัยด้านเพศ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือน ไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง โดยผลการวิจัยสามารถนำไปเป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดกิจกรรม โครงการและพัฒนาโปรแกรมเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมองในกลุ่มผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงได้</p>
2025-08-10T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการทางสังคมและการจัดการสุขภาวะ
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/JSIHM/article/view/6512
รายงานผู้ป่วย สาเหตุที่ไม่ปกติของโรคไส้ติ่งอักเสบ : ไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันจากการอุดตันของเส้นผม
2025-08-19T12:58:23+07:00
กรวิกา ศรีบางรัก
Kornwika01@hotmail.com
<p>ไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในแผนกฉุกเฉินทางศัลยกรรม โดยมักมีสาเหตุจากการอุดตันภายในไส้ติ่ง เช่น ก้อนอุจจาระ พยาธิ หรือเนื้องอก อย่างไรก็ตาม การอุดตันจากเส้นผมหรือที่เรียกว่า trichobezoar ถือเป็นภาวะที่พบได้น้อยมาก โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ไม่มีประวัติพฤติกรรมผิดปกติทางจิตเวชมาก่อน</p> <p>บทความนี้รายงานกรณีผู้ป่วยหญิงอายุ 21 ปี มาด้วยอาการปวดท้องเฉียบพลันบริเวณท้องขวาล่างโดยไม่มีไข้ และไม่มีประวัติ trichophagia หรือโรคทางจิตเวช ผลการตรวจร่างกายและประเมินคะแนน Modified Alvarado อยู่ในระดับสอดคล้องกับไส้ติ่งอักเสบ แม้ผลเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้องจะไม่พบความผิดปกติเด่นชัด ผู้ป่วยจึงได้รับการผ่าตัดไส้ติ่งแบบ McBurney ผลตรวจทางพยาธิวิทยายืนยันการอักเสบเฉียบพลันและพบเส้นผมอุดตันในโพรงของไส้ติ่ง หลังผ่าตัดผู้ป่วยฟื้นตัวดีและไม่มีภาวะแทรกซ้อนหลังการรักษา</p> <p>กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพิจารณาสาเหตุที่พบได้น้อยในกระบวนการวินิจฉัย โดยเฉพาะเมื่อผลทางรังสีไม่สามารถยืนยันการวินิจฉัยได้ และตอกย้ำบทบาทของการใช้ดุลยพินิจทางคลินิกร่วมกับข้อมูลจากการผ่าตัดและพยาธิวิทยา</p>
2025-08-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสหวิทยาการทางสังคมและการจัดการสุขภาวะ