https://he05.tci-thaijo.org/index.php/JSIHM/issue/feed วารสารสหวิทยาการทางสังคมและการจัดการสุขภาวะ 2026-04-22T16:28:19+07:00 Dr.Nopadol Thongaram Nopadol.tho@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารสหวิทยาการทางสังคมและการจัดการสุขภาวะ</strong><br />E-ISSN: ________<br />Publication Frequency : กำหนดการตีพิมพ์เผยแพร่ ปีละ 2 ฉบับ <br /><strong data-start="455" data-end="480">วัตถุประสงค์ของวารสาร</strong><br data-start="480" data-end="483" />วารสารสหวิทยาการทางสังคมและการจัดการสุขภาวะ มุ่งเป็นแหล่งเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการที่ครอบคลุมประเด็นทางสหวิทยาการทางสังคมและการจัดการสุขภาวะ โดยเปิดรับบทความวิจัยและบทความวิชาการ ประกอบด้วย 2 ส่วน ดังนี้ <br />1. การศึกษาและการวิจัยที่บูรณาการความรู้ ทฤษฎี วิธีวิทยา และมุมมองจากศาสตร์ต่าง ๆ ภายใต้แนวคิดทางมานุษยวิทยา สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ จิตวิทยาสังคม ภูมิศาสตร์มนุษย์ และสหสาขาวิทยาการอื่นทางสังคม เพื่อทำความเข้าใจปรากฏการณ์ทางสังคมที่มีความซับซ้อนอย่างรอบด้านและลึกซึ้ง นำมาซึ่งวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาสังคมเพื่อการจัดการสุขภาวะอย่างยั่งยืน <br />2. การศึกษาและการวิจัยที่บูรณาการความรู้ ทฤษฎี วิธีวิทยา และมุมมองทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ ที่เชื่อมโยงความรู้จากศาสตร์หลากหลายสาขา ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ การสาธารณสุข การแพทย์ การพยาบาล อาชีวอนามัยและความปลอดภัย นวัตกรรมสุขภาพ นิเวศวิทยา สิ่งแวดล้อม การจัดการสิ่งแวดล้อม และการจัดการสุขภาวะ ตลอดจนการศึกษาในบริบทที่เกี่ยวข้องกับสหวิทยาการสังคมและการจัดการสุขภาพวะอย่างยั่งยืน </p> https://he05.tci-thaijo.org/index.php/JSIHM/article/view/6882 ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมสุขภาพกับความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด: การศึกษาในโรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัดนครราชสีมา 2025-11-13T14:36:27+07:00 รัญช ชนาฐิติกุล runchchanathitikul@gmail.com ปัญจารีย์ สินธัญญาธรรม pun.punjarees@gmail.com ต้นบุญ เลิศฤทธิ์เรืองสิน tonboon2308@gmail.com พอดี พิทักษ์พงศ์สนิท Pordee.pitak@gmail.com ภูมิฐาวัฒน์ จุลพิพัฒน์วงศ์ bhumthawat@gmail.com นิธิศ สมานทอง nitis.sman@gmail.com <p>โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตทั่วโลก โดยมีแนวโน้มการเพิ่มขึ้นในกลุ่มเยาวชนจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิตและความรู้ความเข้าใจด้านสุขภาพที่ไม่เหมาะสม วัยรุ่นเป็นช่วงเวลาสำคัญของการสร้างนิสัยสุขภาพที่คงอยู่ตลอดชีวิต ความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมของวัยรุ่นต่อการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการวางแผนการป้องกันตั้งแต่ระยะเริ่มต้นอย่างมีประสิทธิภาพ การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินและเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดในนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในประเทศไทย การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง จากโรงเรียนปัญญาประทีป อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา จากการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก ข้อมูลผลการศึกษาได้จากแบบสอบถามที่ผู้ตอบกรอกด้วยตนเอง ประกอบด้วยข้อมูลพื้นฐานทางสังคมประชากร ความรู้เกี่ยวกับโรคหัวใจและหลอดเลือด ทัศนคติ และพฤติกรรมสุขภาพเพื่อการป้องกันโรค โดยการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยพหุเชิงเส้น ผลการศึกษาพบว่า ผู้เข้าร่วมการวิจัยมีระดับความรู้เกี่ยวกับโรคหัวใจและหลอดเลือดในระดับปานกลาง โดยร้อยละ 40.68 มีความรู้ระดับปานกลาง และร้อยละ 38.14 มีความรู้ระดับดี นักเรียนส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงบวกต่อการป้องกันโรคหัวใจ โดยเฉพาะด้านการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ อย่างไรก็ตาม ยังพบช่องว่างด้านความรู้เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงทางเมตาบอลิซึมและชีวเคมี โดยปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเบาหวานและการควบคุมระดับไขมันในเลือด การวิเคราะห์ถดถอยพบว่า เพศ ทัศนคติต่อการป้องกันโรคตั้งแต่วัยรุ่น และแหล่งข้อมูลด้านสุขภาพจากผู้ปกครอง มีความสัมพันธ์กับระดับความรู้ (R² = 0.169, <em>p &lt; 0.001</em>) ความรู้เกี่ยวกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและข้อมูลจากเพื่อน มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับทัศนคติ (R² = 0.232, <em>p &lt; 0.001</em>) สรุปผลการศึกษา นักเรียนมีความรู้เกี่ยวกับโรคหัวใจและหลอดเลือดในระดับปานกลาง และมีทัศนคติที่ดี แต่ไม่มีความสม่ำเสมอของพฤติกรรมการป้องกันโรค ปัจจัยด้านอิทธิพลของเพื่อนและสื่อดิจิทัลมีบทบาทสำคัญต่อการรับรู้ด้านสุขภาพ จึงควรส่งเสริมการจัดกิจกรรมให้ความรู้ผ่านโรงเรียน โดยใช้การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม นำโดยเพื่อน และมีการสนับสนุนด้วยสื่อดิจิทัล เพื่อเสริมสร้างความรู้และพฤติกรรมสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนในกลุ่มเยาวชน</p> 2026-04-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการทางสังคมและการจัดการสุขภาวะ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/JSIHM/article/view/6947 ความสัมพันธ์ระหว่างความสุขและความลื่นไหลในการทำงานกับคุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์เครือข่ายสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครนายก 2026-01-09T17:42:10+07:00 ดวงนฤมล ลาดสม homneump@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับของความสุข ความลื่นไหลในการทำงาน และคุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์เครือข่ายสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครนายกและเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความสุขและความลื่นไหลในการทำงานกับคุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์เครือข่ายสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครนายก ประชากรทั้งหมด 3,149 คน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์จำนวน 342 คน ตามสูตรของ Krejcie &amp; Morgan (1970) โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามความสุขและความลื่นไหลในการทำงานกับคุณภาพชีวิตในการทำงาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า (1)ระดับความสุขโดยรวมอยู่ในระดับ มีความสุข (𝑥̅=68.87 ,S.D.=7.22) ความลื่นไหลในการทำงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̅=3.65 ,S.D.=.51) ส่วนคุณภาพชีวิตในการทำงานโดยรวมก็อยู่ในระดับมาก เช่นกัน (𝑥̅=3.75 ,S.D.=.48) (2) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ความสุขมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลางกับคุณภาพชีวิตในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = .473, p &lt; .01) ส่วนความลื่นไหลในการทำงานมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงกับคุณภาพชีวิตในการทำงาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = .680,p &lt; .01) และความสุขในการทำงานมีความสัมพันธ์ทางบวก กับความลื่นไหลในการทำงาน ภาพรวมอยู่ในในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = .564, p &lt; .01) สะท้อนให้เห็นว่าทั้งความสุขและความลื่นไหลในการทำงานเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อคุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์</p> 2026-04-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสหวิทยาการทางสังคมและการจัดการสุขภาวะ