https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/issue/feed วารสารวิจัยสุขภาพปฐมภูมิ 2025-12-29T23:07:15+07:00 ผศ.ดร.บุญประจักษ์ จันทร์วิน boonprajuk2518@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสารวิจัยสุขภาพปฐมภูมิ (Journal of Primary Health Research) ภายใต้การดำเนินงานของวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดตรัง คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบัน<br />พระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข ขอเชิญผู้สนใจทุกท่านร่วมส่งบทความวิชาการ และบทความวิจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันและควบคุมโรค อาชีวอนามัยและความปลอดภัย อนามัยสิ่งแวดล้อม การพยาบาล และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในระดับปฐมภูมิ เพื่อตีพิมพ์ เผยแพร่ ทั้งนี้ ผลงานที่ส่งมาให้พิจารณาเพื่อตีพิมพ์ ต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ในระหว่างพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารอื่น</p> https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/6568 การพัฒนาระบบการดูแลแบบประคับประคองผู้ป่วยระยะสุดท้าย เครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช 2025-09-05T21:33:57+07:00 ภัทราวดี ทองสร้อย pattarawadeetawan@gmail.com สุดชฎา อนันตสุข cparimanon1992@gmail.com นิศา ดิษฐาน cparimanon1992@gmail.com <p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบในการดูแลแบบประคับประคองผู้ป่วยระยะสุดท้าย ดำเนินการวิจัย 3 ระยะ ดังนี้ 1) ศึกษาสถานการณ์ ปัญหา และความต้องการ 2) พัฒนาระบบในการดูแล และ 3) ประเมินประสิทธิผลของระบบ กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพ สหวิชาชีพ และผู้ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม คำถามในการสนทนากลุ่ม ระบบ 2S-PH Center และเอกสารทุติยภูมิ แบบสอบถามผ่านผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้ค่า IOC ระหว่าง 0.67-1.00 แบบสอบถามความพึงพอใจ และแบบประเมินผลลัพธ์การดูแล มีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.90 และ 0.81 สถิติที่ใช้ ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา One Sample t-test, Wilcoxon Signed-Rank Test และ One Sample t-test, Wilcoxon Signed-Rank Test<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) ปี 2565 – 2567 ผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบประคับประคองเพิ่มมากขึ้นประมาณครึ่งหนึ่งในแต่ละปี การดำเนินงานการดูแลแบบประคับประคองผู้ป่วยระยะสุดท้ายยังมีความไม่ชัดเจนในหลายประเด็น เช่น พยาบาลผู้ปฏิบัติงานเพื่อประเมินผู้ป่วยที่โรงพยาบาลยังไม่ชัดเจน บุคลากรที่อยู่ในเครือข่ายยังขาดองค์ความรู้เกี่ยวกับการดูแลประคับประคอง ขาดการประสานงานภายในเครือข่าย 2) ระบบที่พัฒนาขึ้น ได้แก่ 2S-PH Center Model และ 3) หลังพัฒนาระบบการดูแลฯ ผลลัพธ์การดูแลมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 84.52 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (ร้อยละ 80.00) ภาระการดูแลมีคะแนนค่าเฉลี่ยน้อยกว่าก่อนพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สหวิชาชีพมีความพึงพอใจมากกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ 80 และพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติตามระบบฯ มีคะแนนการปฏิบัติมากกว่าค่าคะแนนเฉลี่ยที่กำหนด (ร้อยละ 80) จากผลการวิจัย ยังพบประเด็นผู้ดูแลมีความกังวล ฉะนั้น โรงพยาบาลและรพ.สต. ในเครือข่ายควรจะต้องพัฒนาโปรแกรมลดความวิตกกังวลในการดูแลผู้ป่วย สำหรับพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติมีการประเมิน POS แรกรับ และจำหน่ายที่ยังปฏิบัติไม่ถูกต้อง ผู้รับผิดชอบจึงควรจะต้องมีการประชุมเชิงปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง</p> 2025-09-05T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/6569 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บทางตาที่พักรักษาตัว ในโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช 2025-09-05T22:53:31+07:00 สลิล์ สุขสมบูรณ์ Sali_kub90@yahoo.com <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์ย้อนหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บทางตาที่พักรักษาตัวในโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ผู้ป่วยบาดเจ็บทางตาที่พักรักษาตัวในโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช ในปี พ.ศ. 2566–2567 จำนวน 297 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มการรักษาโดยการผ่าตัด และกลุ่มการรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัด ข้อมูลจากเวชระเบียนของผู้ป่วยบาดเจ็บทางตาที่พักรักษาตัวในโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช ตรวจสอบเครื่องมือโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้ค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ 0.82 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสมการถดถอยโลจิสติกพหุตัวแปร<br>ผลการศึกษา เมื่อวิเคราะห์ตัวแปรด้วยพหุตัวแปร พบว่า ผู้ป่วยที่มีอายุ 19–29 ปี และ 30–44 ปี จะมีโอกาสต้องรักษาโดยการผ่าตัดเท่ากับ 5.85 และ 9.30 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีลงมา (OR = 5.85; 95% CI = 1.30–26.29 และ OR = 9.30; 95% CI = 2.28–37.97) ผู้ป่วยที่รักษาในหอผู้ป่วยอื่นจะมีโอกาสรักษาโดยการผ่าตัดลดลงร้อยละ 72 เมื่อเทียบกับผู้ป่วยรักษาหอ EENT (OR = 0.28; 95% CI = 0.14–0.57) ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยบาดเจ็บที่เบ้าตาจะมีโอกาสต้องผ่าตัดลดลงร้อยละ 83 เมื่อเทียบกับไม่มีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา (OR = 0.17; 95% CI = 0.06–0.52) และผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยลูกตาทะลุจะมีโอกาสต้องรักษาโดยการผ่าตัดเท่ากับ 4.95 เมื่อเทียบกับไม่มีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา (OR = 4.95; 95% CI = 1.05–23.26) ฉะนั้น โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราชควรจะต้องมีคู่มือในการคัดกรองผู้ป่วยในวัยทำงานที่ชัดเจนขึ้น เพราะกลุ่มนี้อาจจะมีภาวะแทรกซ้อนจากโรคอื่นที่ส่งผลต่ออวัยวะตา</p> 2025-09-05T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/6475 ประสบการณ์การดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ให้เข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบ 2025-07-23T22:26:19+07:00 พุทธจักร ช่วยราย buddhajakbank@gmail.com ธวันชัย บุญเมือง BuddhajakBank@gmail.com <p>การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) แบบปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology) เพื่อศึกษาประสบการณ์การจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ให้เข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบ ผู้ให้ข้อมูลหลักคัดเลือกแบบมีเกณฑ์ (Criterion Sampling) จำนวน 13 คน เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) โดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured In-depth interview) เป็นข้อคำถามปลายเปิด ประกอบด้วยแนวคำถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความเหมาะสมของการใช้ภาษา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis)<br />ผลการวิจัยพบว่า ประสบการณ์การดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ให้เข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบ ประกอบด้วย 2 ประเด็นหลัก คือ 1) พฤติกรรมการดูแลตนเองในชีวิตประจำวัน (Self-care) และ 2) ปัจจัยที่เอื้อต่อหรือเป็นอุปสรรคต่อการดูแลตนเอง (Self-care agency) ดังนั้น การส่งเสริมให้ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 สามารถเข้าสู่ระยะสงบได้ จำเป็นต้องมีการวางแผนการดูแลที่เป็นองค์รวม ครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน</p> 2025-09-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยสุขภาพปฐมภูมิ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/5772 การจัดการเรียนรู้แบบโมดูลเพื่อสร้างผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงในระบบสุขภาพ: บทเรียนจากโครงการพัฒนานักบริหารสาธารณสุขจังหวัดสงขลา 2025-05-24T12:11:00+07:00 สุจิตน์ ไหมชุม sheepper@windowslive.com สงกรานต์ ไหมชุม sheepper@windowslive.com วีระศักดิ์ เดชอรัญ vee7117@gmail.com <p>การศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบโมดูลในโครงการพัฒนานักบริหารสาธารณสุขจังหวัดสงขลา (นบสส.) ปีงบประมาณ 2567 ผ่านกรอบแนวคิดภาวะผู้นำเชิงเปลี่ยนแปลง (Transformational Leadership) และการจัดการการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำเสนอแนวทางพัฒนาหลักสูตรผู้นำที่เหมาะสมกับระบบสุขภาพในระดับพื้นที่ การศึกษาใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงคุณภาพแบบ Thematic Content Analysis ผสมผสาน Matrix Crosswalk โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากรายงานกิจกรรมการฝึกอบรม 6 โมดูล แบบประเมินความพึงพอใจ และข้อเสนอแนะเชิงคุณภาพจากผู้เข้าร่วมอบรม<br />ผลการศึกษาพบว่า หลักสูตรโมดูลทั้ง 6 โมดูล (Bright Mindset, Data, Strategy, Service, Innovation และ Good Governance) มีความสอดคล้องกับองค์ประกอบทั้ง 4 ด้านของภาวะผู้นำเชิงเปลี่ยนแปลงอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะในด้าน Intellectual Stimulation และ Inspirational Motivation การจัดการเรียนรู้แบบ Experiential Learning ร่วมกับการฝึกปฏิบัติจริงช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงระบบและความสามารถในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของผู้เข้าร่วมอบรม การศึกษานี้เสนอแนะให้มีการพัฒนากลไกติดตามผลและประเมินผลระยะยาว รวมทั้งการสร้างเครือข่ายผู้นำเพื่อความยั่งยืนของการเปลี่ยนแปลง ผลการศึกษาสามารถนำไปใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาหลักสูตรผู้นำระบบสุขภาพในระดับประเทศได้</p> 2025-09-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยสุขภาพปฐมภูมิ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/6458 ความสำเร็จในการสนับสนุนหญิงตั้งครรภ์ไม่พร้อมเข้าสู่บริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย ของผู้ให้คำปรึกษาทางเลือก 2025-07-13T16:31:02+07:00 พัชรากร สุขสำราญ patt4wk@gmail.com <p>การวิจัยเชิงสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จในการสนับสนุนหญิงตั้งครรภ์ไม่พร้อมเข้าสู่บริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยของผู้ให้คำปรึกษาทางเลือก โดยเก็บข้อมูลจากผู้ให้คำปรึกษาทางเลือกจำนวน 246 คน ด้วยแบบสอบถามชนิดตอบด้วยตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบไคสแควร์ และถดถอยพหุโลจิสติกแบบมีขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างประสบความสำเร็จในการสนับสนุนหญิงตั้งครรภ์ไม่พร้อมเข้าสู่บริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย ร้อยละ 83.3 โดยปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับความสำเร็จในการสนับสนุนหญิงตั้งครรภ์ไม่พร้อมเข้าสู่บริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย ได้แก่ ประเภทบริการสำหรับหญิงตั้งครรภ์ไม่พร้อม (p &lt; 0.001) ประสบการณ์การส่งต่อหญิงตั้งครรภ์ไม่พร้อมไปยังสถานบริการอื่น (p &lt; 0.001) การรับรู้ต่อสิ่งสนับสนุนระดับบุคคล (p &lt; 0.001) การรับรู้ต่อสิ่งสนับสนุนระดับระหว่างบุคคล (p &lt; 0.001) การรับรู้ต่อสิ่งสนับสนุนระดับองค์กร (p &lt; 0.001) การรับรู้ต่อสิ่งสนับสนุนระดับชุมชน (p &lt; 0.001) และการรับรู้ต่อสิ่งสนับสนุนระดับนโยบาย (p &lt; 0.001) ทั้งนี้ ปัจจัยที่สามารถร่วมคาดทำนายโอกาสของความสำเร็จในการสนับสนุนหญิงตั้งครรภ์ไม่พร้อมเข้าสู่บริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย ได้แก่ การรับรู้ต่อสิ่งสนับสนุนระดับนโยบาย (AOR = 9.24, 95% CI: 3.61–23.67, p &lt; 0.001) การรับรู้ต่อสิ่งสนับสนุนระดับบุคคล (AOR = 8.47, 95% CI: 3.52–20.37, p &lt; 0.001) และประสบการณ์การส่งต่อหญิงตั้งครรภ์ไม่พร้อมไปยังสถานบริการอื่น (AOR = 4.51, 95% CI: 1.71–11.92, p = 0.002) กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพัฒนานโยบายและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับการให้คำปรึกษาทางเลือกและการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยในสถานพยาบาลของรัฐ เสริมสร้างศักยภาพของผู้ให้คำปรึกษาทางเลือก และพัฒนาระบบการส่งต่อที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการที่ปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์ไม่พร้อมอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม</p> 2025-09-07T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยสุขภาพปฐมภูมิ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/7206 ผลของโปรแกรมทันตสุขศึกษาโดยการประยุกต์ใช้แนวคิดความฉลาดทางสุขภาพ ต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุ ในเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 โรงเรียนบ้านพรุจูด ตำบลบ่อหิน อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง 2025-12-29T23:07:15+07:00 เฉลิมศิลป์ ราชมณี cparimanon1992@gmail.com ธนาวิทย์ จันทวิเศษ cparimanon1992@gmail.com ศิรัญญา แสงอรุณ sirunya@scphtrang.ac.th สุพัตรา ใจเหมาะ cparimanon1992@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมทันตสุขศึกษาโดยการประยุกต์ใช้แนวคิดความฉลาดทางสุขภาพ ต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุในนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 โรงเรียนบ้านพรุจูด ตำบลบ่อหิน อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จากโรงเรียนในเขตรับผิดชอบตำบลบ่อหิน จำนวน 2 แห่ง รวม 72 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 36 คน และกลุ่มเปรียบเทียบ จำนวน 36 คนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย โปรแกรมทันตสุขศึกษาโดยการประยุกต์ใช้แนวคิดความฉลาดทางสุขภาพ ระยะเวลาดำเนินการ 5 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบบันทึกแผ่นคราบจุลินทรีย์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา Paired Sample t-test และ Independent Sample t-test<br>ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันโรคฟันผุ (M=3.40, SD=0.48) สูงกว่าก่อนทดลอง (M=3.18, SD=0.46) และสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ (M=3.15, SD=0.41) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.01) อีกทั้งมีปริมาณแผ่นคราบจุลินทรีย์ (M=1.70, SD=0.43) ลดลงกว่าก่อนทดลอง (M=2.32, SD=0.45) และต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบ (M=2.46, SD=0.38) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.01) ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปประยุกต์เป็นแนวทางจัดกิจกรรมให้ความรู้แก่เด็กวัยเรียนในจังหวัดตรังและพื้นที่อื่น ๆ รวมถึงใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาสื่อส่งเสริมสุขภาพในประเด็นต่าง ๆ ต่อไป</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025