https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/issue/feed วารสารวิจัยสุขภาพปฐมภูมิ 2026-03-16T21:18:43+07:00 ผศ.ดร.บุญประจักษ์ จันทร์วิน boonprajuk2518@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสารวิจัยสุขภาพปฐมภูมิ (Journal of Primary Health Research) ภายใต้การดำเนินงานของวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดตรัง คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบัน<br />พระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข ขอเชิญผู้สนใจทุกท่านร่วมส่งบทความวิชาการ และบทความวิจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันและควบคุมโรค อาชีวอนามัยและความปลอดภัย อนามัยสิ่งแวดล้อม การพยาบาล และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในระดับปฐมภูมิ เพื่อตีพิมพ์ เผยแพร่ ทั้งนี้ ผลงานที่ส่งมาให้พิจารณาเพื่อตีพิมพ์ ต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ในระหว่างพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารอื่น</p> https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/7602 การพัฒนารูปแบบการเตรียมผู้ป่วยฉีดยาเข้าวุ้นตาด้วยนวัตกรรม Mark site และป้าย Alert โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช 2026-03-16T21:18:43+07:00 อาทิตยา สุขสมบูรณ์ artittaya.beau@gmail.com ดวงฤดี นาคเอียด artittaya.beau@gmail.com พรรนิดา สุวรรณรัตน์ artittaya.beau@gmail.com <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการณ์ ปัญหา และความต้องการในการเตรียมผู้ป่วยฉีดยาเข้าวุ้นตา 2) พัฒนารูปแบบการเตรียมผู้ป่วยด้วยนวัตกรรม Mark site และป้าย Alert และ 3) ศึกษาประสิทธิผลของนวัตกรรม Mark site และป้าย Alert ในผู้ป่วยฉีดยาเข้าวุ้นตา โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช ดำเนินการวิจัยเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพการณ์ ปัญหา และความต้องการของผู้ป่วยฉีดยาเข้าวุ้นตา แบ่งเป็น 2 ขั้นตอน คือ ศึกษาเชิงคุณภาพและวิเคราะห์จากเอกสาร ระยะที่ 2 พัฒนานวัตกรรม Mark site และป้าย Alert และระยะที่ 3 ศึกษาประสิทธิผลนวัตกรรม Mark site และป้าย Alert วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา Wilcoxon Signed Rank Test และ One sample T Test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) พบอุบัติการณ์ Near miss จากปี พ.ศ. 2566 ลดลงจากปี 2565 สำหรับปี 2567 ไม่พบอุบัติการณ์ แต่พบในปี 2568 ร้อยละ 1.92, แพทย์ พยาบาลวิชาชีพ และผู้ช่วยพยาบาลให้ความสำคัญกับลักษณะของ Mark site และป้าย Alert 2) นวัตกรรม Mark site และป้าย Alert ประกอบด้วย 1) สีที่บอกชนิดของการผ่าตัด ได้แก่ สีแดงฉีดตาขวา สีเหลืองฉีดตาซ้าย สีชมพูฉีดตาทั้งสองข้าง 2) ขนาดของป้าย (9 x 6 ซม.) และ 3) ชื่อ นามสกุล อายุผู้ป่วย พิมพ์ด้วยตัวอักษร Angsana New ขนาด 80 ตัวหนา และ 3) ค่าเฉลี่ยคะแนนความพึงพอใจก่อนและหลังใช้นวัตกรรม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.001) การปฏิบัติการป้องกันอุบัติการณ์การฉีดวุ้นตาผิดคน ผิดข้าง ผิดหัตถการ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 9.47 คะแนน ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (ร้อยละ 90.00) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.001) หลังใช้นวัตกรรมไม่พบอุบัติการณ์ Near miss นวัตกรรม Mark site และป้าย Alert ที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้เพื่อเตรียมการผ่าตัดได้จริง <br />ฉะนั้น ควรนำไปใช้ในการทำหัตถการของแผนกตาอื่นเพื่อลดการเกิดอุบัติการณ์ และกำหนดเป็นนโยบายของห้องผ่าตัด</p> 2026-05-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพปฐมภูมิ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/7169 การพัฒนาแนวทางสนับสนุนการดูแลผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงด้วยกลไกสามภาคี ตำบลท่าพญา อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง 2026-01-27T21:38:36+07:00 ธัญญาลักษณ์ นาคบรรพ์ thanyalaknakban@gmail.com <p>การวิจัยและพัฒนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสถานการณ์และปัญหาการดูแลผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงในระดับชุมชน (2) พัฒนาแนวทางสนับสนุนการดูแลผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงด้วยกลไกสามภาคี และ (3) ประเมินผลลัพธ์และความเหมาะสมของแนวทางที่พัฒนาขึ้น ดำเนินการในพื้นที่ตำบลท่าพญา อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง การดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์และปัญหาการดูแลผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิง โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มกับกลุ่มตัวอย่าง 27 คน ระยะที่ 2 พัฒนาแนวทางสนับสนุนการดูแลผ่านการประชุมเชิงปฏิบัติการของกลไกสามภาคี กลุ่มตัวอย่าง 15 คน ระยะที่ 3 ทดลองใช้และประเมินผลแนวทางกับผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงและผู้ดูแลจำนวน 30 คู่ และผู้เกี่ยวข้อง 10 คน รวม 70 คน โดยประเมินความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันด้วยดัชนี Barthel ADL และคุณภาพชีวิตด้วย EQ-5D-5L วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test, Wilcoxon Signed-Rank test และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยระยะที่ 1 พบว่า พื้นที่มีผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยประสบปัญหาเชิงระบบด้านภาระผู้ดูแล ความไม่เพียงพอของทรัพยากร และการทำงานที่ขาดการบูรณาการ ระยะที่ 2 ได้แนวทางสนับสนุนการดูแลผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงที่ประกอบด้วยโครงสร้างการทำงานสามภาคี การดูแลแบบบูรณาการ 4 มิติ และระบบติดตามประเมินผล ระยะที่ 3 พบว่าหลังการใช้แนวทาง ผู้สูงอายุมีคะแนน ADL เพิ่มขึ้นและคะแนน EQ-5D-5L ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p>สะท้อนถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แนวทางมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในระดับสูง แนวทางสนับสนุนการดูแลผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงด้วยกลไกสามภาคีที่พัฒนาขึ้นสามารถยกระดับทั้งผลลัพธ์ด้านผู้สูงอายุและระบบการดูแลในระดับชุมชน และสามารถใช้เป็นต้นแบบในการขยายผลสู่พื้นที่อื่นที่มีบริบทใกล้เคียงกันได้</p> 2026-03-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพปฐมภูมิ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/7209 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการกลับมารักษาซ้ำใน 28 วัน ของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช 2026-01-18T08:54:31+07:00 ลัดดาวรรณ ข้องจิตร์ laddawan18112521@gmail.com <p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการกลับมารักษาซ้ำใน 28 วัน ของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ประชากร คือ ผู้ป่วยที่รักษาโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มไม่กลับมารักษาซ้ำ จำนวน 73 คน กลุ่มกลับมารักษาซ้ำใน 28 วัน จำนวน 189 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นข้อมูลจากเวชระเบียน ตรวจสอบเครื่องมือด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้ค่าความสอดคล้องรายข้อ เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ วิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและถดถอยโลจิสติกพหุตัวแปร</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการกลับมารักษาซ้ำใน 28 วันของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ได้แก่ เพศหญิง เมื่อเทียบกับเพศชาย รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายเมื่อเทียบกับรายได้เพียงพอกับรายจ่าย อาชีพค้าขายและเป็นพ่อบ้าน/แม่บ้านเมื่อเทียบกับอาชีพเกษตรกรรม ผู้ป่วยสูบบุหรี่เมื่อเทียบกับไม่สูบบุหรี่ ความรุนแรงของโรคระดับ GOLD C-D เมื่อเทียบกับความรุนแรงของโรคระดับ GOLD ผู้ป่วยที่มีระยะเวลานอนที่โรงพยาบาล ≥ 8 วัน เมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ระยะนอน 1–7 วัน สำหรับปัจจัยที่มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำลดลง ได้แก่ อายุ 60–69 ปี และ 70–79 ปี เมื่อเทียบกับอายุ ≤ 59 ปี อาชีพรับจ้างทั่วไป เมื่อเทียบกับอาชีพเกษตรกรรม ระดับการศึกษาสูงกว่าประถมศึกษาเมื่อเทียบกับประถมศึกษา</p> <p>ฉะนั้น พยาบาลวิชาชีพควรมีการพัฒนาโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการกลับมาเป็นซ้ำของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โดยอาจจะเพิ่มการมีส่วนร่วมของบุคคลในบ้านเพื่อให้มีการรับรู้ความรุนแรงของการเกิดอาการกำเริบของโรค</p> 2026-03-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพปฐมภูมิ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/7335 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพของอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำหมู่บ้าน อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช 2026-01-31T15:41:44+07:00 อนันต์ วิชัยดิษฐ์ vichaidisth@gmail.com <p>การวิจัยภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การรับรู้ความคิดและอารมณ์เกี่ยวกับพฤติกรรม 2) พฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพ และ 3) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมดังกล่าว ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่างคือ อสม. จำนวน 176 คน สุ่มแบบง่ายโดยการจับสลาก เก็บข้อมูลเดือนพฤศจิกายน 2568 ด้วยแบบสอบถามที่มีค่าความตรง 0.67–1.00 และค่าความเที่ยง 0.84 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติถดถอยแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้ความคิดและอารมณ์เกี่ยวกับพฤติกรรมในภาพรวมอยู่ในระดับสูง (M = 4.04, SD = 0.30) โดยการรับรู้ประโยชน์มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (M = 4.46) ส่วนการรับรู้อุปสรรคอยู่ในระดับปานกลาง (M = 3.49) ด้านพฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพในภาพรวมและทุกด้านอยู่ในระดับสูง (M = 4.14, SD = 0.39) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพของ อสม. มี 4 ตัวแปร เรียงตามลำดับอิทธิพลคือ อารมณ์ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติพฤติกรรม (b = 0.200) อิทธิพลด้านสถานการณ์ (b = 0.172) การรับรู้ประโยชน์ (b = 0.156) และการรับรู้อุปสรรค (b = 0.084) ซึ่งสามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมได้ร้อยละ 31.0 (adj. R² = 0.310, p &lt; 0.05)</p> <p>ข้อเสนอแนะจากการวิจัย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพัฒนานโยบายและแนวทางการดูแลสุขภาพเชิงบวก พร้อมทั้งสนับสนุนการจัดทำสื่อและนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของ อสม. อย่างเป็นรูปธรรม</p> 2026-03-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพปฐมภูมิ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/7250 ปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในตำบลหนองหงส์ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช 2026-01-09T09:04:01+07:00 นิรมล รัตนสุภา niramon.pu@gmail.com <p>การวิจัยหาความสัมพันธ์เชิงทำนายครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความรู้ ทัศนคติ ปัจจัยจูงใจ และปัจจัยค้ำจุนในการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) 2) การปฏิบัติงานของ อสม. และ 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของ อสม. ตำบลหนองหงส์ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ อสม. ตำบลหนองหงส์ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช คำนวณกลุ่มตัวอย่างได้ 155 คน ใช้วิธีการสุ่มอย่างเป็นระบบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ตรวจสอบเครื่องมือด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน มีค่า IOC ระหว่าง 0.67-1.00 แบบสอบถามความรู้มีค่า KR-20 เท่ากับ 0.72 แบบสอบถามปัจจัยจูงใจ ปัจจัยค้ำจุน ทัศนคติ และการปฏิบัติงานของ อสม. มีค่าความเที่ยง เท่ากับ 0.86, 0.72, 0.70 และ 0.88 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติถดถอยพหุคูณแบบหลายขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความรู้ในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 57.42) ปัจจัยจูงใจอยู่ในระดับสูง (M = 3.76, SD = 0.47) ปัจจัยค้ำจุนอยู่ในระดับสูง (M = 3.91, SD = 0.41) ทัศนคติในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับสูง (M = 3.70, SD = 0.32) และการปฏิบัติงานอยู่ในระดับสูง (M = 4.01, SD = 0.57) ตัวแปรที่สามารถทำนายการปฏิบัติงานของ อสม. ได้แก่ ทัศนคติในการปฏิบัติงาน และปัจจัยจูงใจในการปฏิบัติงาน สามารถร่วมกันทำนายได้ร้อยละ 28.3 (adjR<sup>2</sup> = 0.283) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.01) <br />ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสร้างทัศนคติที่ดีเพื่อให้ อสม. มีความมั่นใจเมื่อไปปฏิบัติงาน</p> 2026-04-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพปฐมภูมิ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/7176 ผลของการใช้สื่อวิดีทัศน์ร่วมกับการเช็ดตัวลดไข้ด้วยยาเขียวหอม ต่อความรู้ของมารดาและอุณหภูมิกายในเด็กอายุ 0–5 ปี หลังได้รับวัคซีน โรงพยาบาลลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช 2026-01-18T08:55:07+07:00 วิมล พูนพนัง wimolmam.m@gmail.com <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบคะแนนความรู้เฉลี่ยของมารดาเด็กอายุ 0-5 ปี และ 2) เปรียบเทียบอุณหภูมิร่างกายของเด็กอายุ 0-5 ปี หลังได้รับวัคซีน 24 ชั่วโมง และ 72 ชั่วโมง หลังใช้สื่อวิดิทัศน์เกี่ยวกับการเช็ดตัวลดไข้ด้วยยาเขียวหอมของมารดา โรงพยาบาลลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ประชากรที่ศึกษา ได้แก่ มารดาและเด็กอายุ 0-5 ปี ที่ได้รับวัคซีน คำนวณกลุ่มตัวอย่างได้ 56 คู่ โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 28 คู่ และกลุ่มควบคุม 28 คู่ เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ เครื่องมือทดลอง ได้แก่ สื่อวิดิทัศน์ ปรอทวัดไข้ และแบบวัดความรู้ โดยแบบวัดความรู้ผ่านผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้ค่าความสอดคล้องระหว่าง 0.67–1.00 มีค่า KR-20 เท่ากับ 0.81 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนา สถิติ Chi-square, Fisher's exact test และ Mann-Whitney U test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) คะแนนความรู้เฉลี่ยหลังการใช้สื่อวิดิทัศน์ของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.01) 2) อุณหภูมิที่ชั่วโมงที่ 24 หลังการใช้สื่อวิดิทัศน์ของกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.01) และ 3) อุณหภูมิที่ชั่วโมงที่ 72 หลังการใช้สื่อวิดิทัศน์ของกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.01) <br />ดังนั้น เจ้าหน้าที่สาธารณสุขสามารถนำวิดิทัศน์การใช้ยาเขียวหอมเช็ดตัวลดไข้ที่จัดทำไปใช้เป็นเครื่องมือในการให้ความรู้แก่มารดาหรือผู้ดูแลเด็กอายุ 0-5 ปี และช่วยให้ผู้ดูแลเด็กสามารถดูแลเด็กไม่ให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงหลังฉีดวัคซีน</p> 2026-04-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพปฐมภูมิ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/6954 ผลการใช้ตำรับยาทาริดสีดวงทวารหนักและโรคผิวหนังในผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินชนิดรุนแรง ศูนย์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก: รายงานผู้ป่วย 2026-03-09T14:08:55+07:00 เขมานันท์ จูมทอง kaemanun.j@gmail.com ลักขณา รามวงศ์ tickatm57@gmail.com ชุติวัต หยู่ทองอินทร์ Pheetiwat005@gmail.com พิมพ์ลดา พงศ์ชัยชานนท์ pimlada7856@gmail.com เจนจิรา สุขเจริญจิต jenjirajane84@gmail.com ศิริเนตร ขาวขำ khaotoo.sk@gmail.com รุ่งทิวา ทองคำ rungtiwatk24@gmail.com <p>ผู้ป่วยหญิงไทย อายุ 29 ปี มีประวัติเป็นปื้นหนา แดง ลอก มีสะเก็ดขุยสีเงิน ร่วมกับอาการคันบริเวณแขน ขา ทั้งสองข้าง หน้าท้อง หลัง และบริเวณหน้าผาก แพทย์แผนไทยทำการรักษาด้วยตำรับยาทาริดสีดวงทวารหนักและโรคผิวหนัง ในรูปแบบยาครีม ขนาด 50 กรัมต่อหลอด มีส่วนประกอบของสมุนไพร จำนวน 3 ชนิด ได้แก่ นํ้ามันเมล็ดฝ้าย (Gossypium spp.) ขมิ้นชัน (Curcuma longa L.) และใบกัญชา (Cannabis sativa L.) ใช้ทาบริเวณที่มีอาการ โดยบีบครีม 3 ข้อนิ้วมือต่อรอยโรคขนาด 2 ฝ่ามือ วันละ 2 ครั้ง หลังอาบนํ้า เช้า-เย็น และนัดติดตามผู้ป่วยทุก 30 วัน ติดต่อกัน 3 เดือน ณ ศูนย์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จังหวัดนนทบุรี ประเมินผลโดยใช้แบบประเมิน (Psoriasis Area and Severity Index:PASI) และประเมินความปลอดภัยโดยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยก่อนได้รับยา พบว่า ผู้ป่วยมีระดับความรุนแรงของโรคสะเก็ดเงิน (PASI score) เท่ากับ 22.4 แปลผลในระดับรุนแรงมาก ($PASI &gt; 12$) และมีค่า Albumin, Globulin, AST และ ALT สูงกว่าค่าปกติ หลังได้รับยาไปแล้ว 30, 60 และ 90 วัน พบว่า PASI score ลดลงเท่ากับ 22, 19.2 และ 13.6 ตามลำดับ แต่ยังมีค่า Albumin, Globulin และ ESR สูงกว่าค่าปกติ เมื่อเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินด้วยแบบวัดคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคผิวหนัง (Dermatology Life Quality Index: DLQI) พบว่า หลังได้รับยาผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นจาก 24 คะแนน คือ มีผลกระทบต่อชีวิตผู้ป่วยเป็นอย่างมาก (Day 0) เป็น 8 คะแนน คือ มีผลกระทบต่อชีวิตผู้ป่วยปานกลาง (Day 90) ดังนั้น การใช้ตำรับยาทาริดสีดวงทวารหนักและโรคผิวหนังอาจมีศักยภาพในการลดระดับความรุนแรงของโรคสะเก็ดเงินและช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินชนิดรุนแรงได้</p> 2026-04-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพปฐมภูมิ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/7538 การมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA) ของบุคลากรสาธารณสุขอำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา 2026-02-28T20:37:02+07:00 พิเชษฐ์ สุขทร pichete5733@hotmail.com <p>การศึกษาแบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การรับรู้ ทัศนคติ ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม และการมีส่วนร่วม และ 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ด้านการรับรู้ ด้านทัศนคติ สภาพแวดล้อมในองค์กร กับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐของบุคลากรสาธารณสุขอำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ บุคลากรสังกัดสำนักงานสาธารณสุขอำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา คำนวณกลุ่มตัวอย่าง 70 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม ตรวจสอบเครื่องมือโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้ค่าความสอดคล้องระหว่าง 0.67-1.00 ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ 0.84 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา Chi-square test, Fisher’s exact test และ Pearson correlation coefficient</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีการรับรู้อยู่ในระดับปานกลาง (M = 3.03, SD = 0.65) ด้านทัศนคติอยู่ในระดับปานกลาง (M = 3.38, SD = 0.50) ด้านสภาพแวดล้อมในองค์กรในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (M = 3.43, SD = 0.19) การมีส่วนร่วมในภาพรวมอยู่ในระดับสูง (M = 3.69, SD = 0.36) และปัจจัยด้านประเภทการทำงาน และการรับรู้มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐเป็นไปในทิศทางบวกอยู่ในระดับต่ำ (r = 0.25, p = 0.04) ส่วนปัจจัยอื่นไม่มีความสัมพันธ์กัน</p> <p>ฉะนั้น สำนักงานสาธารณสุขอำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ควรกำหนดนโยบายการดำเนินงาน PMQA ที่ชัดเจน โดยชี้แจงนโยบาย และตัวชี้วัดให้บุคลากรทุกคนรับทราบ</p> 2026-04-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพปฐมภูมิ