วารสารวิจัยสุขภาพปฐมภูมิ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR <p>วารสารวิจัยสุขภาพปฐมภูมิ (Journal of Primary Health Research) ภายใต้การดำเนินงานของวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดตรัง คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบัน<br />พระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข ขอเชิญผู้สนใจทุกท่านร่วมส่งบทความวิชาการ และบทความวิจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันและควบคุมโรค อาชีวอนามัยและความปลอดภัย อนามัยสิ่งแวดล้อม การพยาบาล และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในระดับปฐมภูมิ เพื่อตีพิมพ์ เผยแพร่ ทั้งนี้ ผลงานที่ส่งมาให้พิจารณาเพื่อตีพิมพ์ ต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ในระหว่างพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารอื่น</p> วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดตรัง th-TH วารสารวิจัยสุขภาพปฐมภูมิ 3057-1812 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ของหญิงตั้งครรภ์ที่รับบริการยุติการตั้งครรภ์ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในภาคใต้ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/7160 <p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ของหญิงตั้งครรภ์ที่รับบริการยุติการตั้งครรภ์ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในภาคใต้ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ หญิงตั้งครรภ์ที่ยุติการตั้งครรภ์ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2566 – 30 กันยายน พ.ศ. 2567 ด้วยสูตร Schlesselman แบบ Matched case-control ratio กำหนดให้เท่ากับ 1:1 แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ หญิงตั้งครรภ์ที่ยุติการตั้งครรภ์ และหญิงตั้งครรภ์ที่พึงประสงค์ กลุ่มละ 152 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นข้อมูลจากเวชระเบียน ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้ค่า IOC เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ สถิติที่ใช้ ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา และสมการถดถอยโลจิสติกพหุตัวแปร</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีโอกาสยุติการตั้งครรภ์ ได้แก่ การมีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย เมื่อเทียบกับมีรายได้เพียงพอกับรายจ่าย ทำงานบริษัทเอกชนและนักเรียน/นักศึกษา เมื่อเทียบกับเกษตรกรรม การคุมกำเนิด เมื่อเทียบกับไม่คุมกำเนิด การตั้งครรภ์ 3 ครั้งขึ้นไป เมื่อเทียบกับตั้งครรภ์ 1 ครั้ง การทะเลาะกันในครอบครัวบางครั้งแต่ไม่รุนแรง เมื่อเทียบกับรักใคร่กันดี สำหรับปัจจัยที่มีโอกาสยุติการตั้งครรภ์ลดลง ได้แก่ จำนวนบุตรมากกว่า 2 คน เมื่อเทียบกับไม่มีบุตร การมาฝากครรภ์ &gt; 12 สัปดาห์ เมื่อเทียบกับมาฝากครรภ์ ≤ 12 สัปดาห์</p> <p>จะเห็นได้ว่า การยุติการตั้งครรภ์มาจากสาเหตุรายได้ที่ไม่เพียงพอ กำลังศึกษาอยู่ จำนวนการตั้งครรภ์ และความสัมพันธ์ของครอบครัว ฉะนั้น การป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ควรจะต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยการให้ความรู้และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ</p> กิตติคุณ ตันประดิษฐ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพปฐมภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-10 2026-02-10 2 1 e7160 e7160 การพัฒนาแนวทางสนับสนุนการดูแลผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงด้วยกลไกสามภาคี ตำบลท่าพญา อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/7169 <p>การวิจัยและพัฒนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสถานการณ์และปัญหาการดูแลผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงในระดับชุมชน (2) พัฒนาแนวทางสนับสนุนการดูแลผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงด้วยกลไกสามภาคี และ (3) ประเมินผลลัพธ์และความเหมาะสมของแนวทางที่พัฒนาขึ้น ดำเนินการในพื้นที่ตำบลท่าพญา อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง การดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์และปัญหาการดูแลผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิง โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มกับกลุ่มตัวอย่าง 27 คน ระยะที่ 2 พัฒนาแนวทางสนับสนุนการดูแลผ่านการประชุมเชิงปฏิบัติการของกลไกสามภาคี กลุ่มตัวอย่าง 15 คน ระยะที่ 3 ทดลองใช้และประเมินผลแนวทางกับผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงและผู้ดูแลจำนวน 30 คู่ และผู้เกี่ยวข้อง 10 คน รวม 70 คน โดยประเมินความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันด้วยดัชนี Barthel ADL และคุณภาพชีวิตด้วย EQ-5D-5L วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test, Wilcoxon Signed-Rank test และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยระยะที่ 1 พบว่า พื้นที่มีผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยประสบปัญหาเชิงระบบด้านภาระผู้ดูแล ความไม่เพียงพอของทรัพยากร และการทำงานที่ขาดการบูรณาการ ระยะที่ 2 ได้แนวทางสนับสนุนการดูแลผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงที่ประกอบด้วยโครงสร้างการทำงานสามภาคี การดูแลแบบบูรณาการ 4 มิติ และระบบติดตามประเมินผล ระยะที่ 3 พบว่าหลังการใช้แนวทาง ผู้สูงอายุมีคะแนน ADL เพิ่มขึ้นและคะแนน EQ-5D-5L ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p>สะท้อนถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แนวทางมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในระดับสูง แนวทางสนับสนุนการดูแลผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงด้วยกลไกสามภาคีที่พัฒนาขึ้นสามารถยกระดับทั้งผลลัพธ์ด้านผู้สูงอายุและระบบการดูแลในระดับชุมชน และสามารถใช้เป็นต้นแบบในการขยายผลสู่พื้นที่อื่นที่มีบริบทใกล้เคียงกันได้</p> ธัญญาลักษณ์ นาคบรรพ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพปฐมภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-22 2026-03-22 2 1 e7169 e7169 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการกลับมารักษาซ้ำใน 28 วัน ของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/7209 <p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบย้อนหลังนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการกลับมารักษาซ้ำใน 28 วัน ของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ประชากร คือ ผู้ป่วยที่รักษาโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มไม่กลับมารักษาซ้ำ จำนวน 73 คน กลุ่มกลับมารักษาซ้ำใน 28 วัน จำนวน 189 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นข้อมูลจากเวชระเบียน ตรวจสอบเครื่องมือด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้ค่าความสอดคล้องรายข้อ เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ วิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและถดถอยโลจิสติกพหุตัวแปร</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการกลับมารักษาซ้ำใน 28 วันของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ได้แก่ เพศหญิง เมื่อเทียบกับเพศชาย รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายเมื่อเทียบกับรายได้เพียงพอกับรายจ่าย อาชีพค้าขายและเป็นพ่อบ้าน/แม่บ้านเมื่อเทียบกับอาชีพเกษตรกรรม ผู้ป่วยสูบบุหรี่เมื่อเทียบกับไม่สูบบุหรี่ ความรุนแรงของโรคระดับ GOLD C-D เมื่อเทียบกับความรุนแรงของโรคระดับ GOLD ผู้ป่วยที่มีระยะเวลานอนที่โรงพยาบาล ≥ 8 วัน เมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ระยะนอน 1–7 วัน สำหรับปัจจัยที่มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำลดลง ได้แก่ อายุ 60–69 ปี และ 70–79 ปี เมื่อเทียบกับอายุ ≤ 59 ปี อาชีพรับจ้างทั่วไป เมื่อเทียบกับอาชีพเกษตรกรรม ระดับการศึกษาสูงกว่าประถมศึกษาเมื่อเทียบกับประถมศึกษา</p> <p>ฉะนั้น พยาบาลวิชาชีพควรมีการพัฒนาโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการกลับมาเป็นซ้ำของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โดยอาจจะเพิ่มการมีส่วนร่วมของบุคคลในบ้านเพื่อให้มีการรับรู้ความรุนแรงของการเกิดอาการกำเริบของโรค</p> ลัดดาวรรณ ข้องจิตร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพปฐมภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-23 2026-03-23 2 1 e7209 e7209 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพของอาสาสมัครสาธารณสุข ประจำหมู่บ้าน อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/7335 <p>การวิจัยภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การรับรู้ความคิดและอารมณ์เกี่ยวกับพฤติกรรม 2) พฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพ และ 3) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมดังกล่าว ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่างคือ อสม. จำนวน 176 คน สุ่มแบบง่ายโดยการจับสลาก เก็บข้อมูลเดือนพฤศจิกายน 2568 ด้วยแบบสอบถามที่มีค่าความตรง 0.67–1.00 และค่าความเที่ยง 0.84 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติถดถอยแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้ความคิดและอารมณ์เกี่ยวกับพฤติกรรมในภาพรวมอยู่ในระดับสูง (M = 4.04, SD = 0.30) โดยการรับรู้ประโยชน์มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (M = 4.46) ส่วนการรับรู้อุปสรรคอยู่ในระดับปานกลาง (M = 3.49) ด้านพฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพในภาพรวมและทุกด้านอยู่ในระดับสูง (M = 4.14, SD = 0.39) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพของ อสม. มี 4 ตัวแปร เรียงตามลำดับอิทธิพลคือ อารมณ์ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติพฤติกรรม (b = 0.200) อิทธิพลด้านสถานการณ์ (b = 0.172) การรับรู้ประโยชน์ (b = 0.156) และการรับรู้อุปสรรค (b = 0.084) ซึ่งสามารถร่วมกันทำนายพฤติกรรมได้ร้อยละ 31.0 (adj. R² = 0.310, p &lt; 0.05)</p> <p>ข้อเสนอแนะจากการวิจัย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพัฒนานโยบายและแนวทางการดูแลสุขภาพเชิงบวก พร้อมทั้งสนับสนุนการจัดทำสื่อและนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของ อสม. อย่างเป็นรูปธรรม</p> อนันต์ วิชัยดิษฐ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพปฐมภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-24 2026-03-24 2 1 e7355 e7355 ปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในตำบลหนองหงส์ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/7250 <p>การวิจัยหาความสัมพันธ์เชิงทำนายครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความรู้ ทัศนคติ ปัจจัยจูงใจ และปัจจัยค้ำจุนในการปฏิบัติงานของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) 2) การปฏิบัติงานของ อสม. และ 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานของ อสม. ตำบลหนองหงส์ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ อสม. ตำบลหนองหงส์ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช คำนวณกลุ่มตัวอย่างได้ 155 คน ใช้วิธีการสุ่มอย่างเป็นระบบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ตรวจสอบเครื่องมือด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน มีค่า IOC ระหว่าง 0.67-1.00 แบบสอบถามความรู้มีค่า KR-20 เท่ากับ 0.72 แบบสอบถามปัจจัยจูงใจ ปัจจัยค้ำจุน ทัศนคติ และการปฏิบัติงานของ อสม. มีค่าความเที่ยง เท่ากับ 0.86, 0.72, 0.70 และ 0.88 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติถดถอยพหุคูณแบบหลายขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความรู้ในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 57.42) ปัจจัยจูงใจอยู่ในระดับสูง (M = 3.76, SD = 0.47) ปัจจัยค้ำจุนอยู่ในระดับสูง (M = 3.91, SD = 0.41) ทัศนคติในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับสูง (M = 3.70, SD = 0.32) และการปฏิบัติงานอยู่ในระดับสูง (M = 4.01, SD = 0.57) ตัวแปรที่สามารถทำนายการปฏิบัติงานของ อสม. ได้แก่ ทัศนคติในการปฏิบัติงาน และปัจจัยจูงใจในการปฏิบัติงาน สามารถร่วมกันทำนายได้ร้อยละ 28.3 (adjR<sup>2</sup> = 0.283) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.01) <br />ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสร้างทัศนคติที่ดีเพื่อให้ อสม. มีความมั่นใจเมื่อไปปฏิบัติงาน</p> นิรมล รัตนสุภา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพปฐมภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 2 1 e7250 e7250 ผลของการใช้สื่อวิดีทัศน์ร่วมกับการเช็ดตัวลดไข้ด้วยยาเขียวหอม ต่อความรู้ของมารดาและอุณหภูมิกายในเด็กอายุ 0–5 ปี หลังได้รับวัคซีน โรงพยาบาลลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/7176 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบคะแนนความรู้เฉลี่ยของมารดาเด็กอายุ 0-5 ปี และ 2) เปรียบเทียบอุณหภูมิร่างกายของเด็กอายุ 0-5 ปี หลังได้รับวัคซีน 24 ชั่วโมง และ 72 ชั่วโมง หลังใช้สื่อวิดิทัศน์เกี่ยวกับการเช็ดตัวลดไข้ด้วยยาเขียวหอมของมารดา โรงพยาบาลลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ประชากรที่ศึกษา ได้แก่ มารดาและเด็กอายุ 0-5 ปี ที่ได้รับวัคซีน คำนวณกลุ่มตัวอย่างได้ 56 คู่ โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 28 คู่ และกลุ่มควบคุม 28 คู่ เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ เครื่องมือทดลอง ได้แก่ สื่อวิดิทัศน์ ปรอทวัดไข้ และแบบวัดความรู้ โดยแบบวัดความรู้ผ่านผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้ค่าความสอดคล้องระหว่าง 0.67–1.00 มีค่า KR-20 เท่ากับ 0.81 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนา สถิติ Chi-square, Fisher's exact test และ Mann-Whitney U test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) คะแนนความรู้เฉลี่ยหลังการใช้สื่อวิดิทัศน์ของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.01) 2) อุณหภูมิที่ชั่วโมงที่ 24 หลังการใช้สื่อวิดิทัศน์ของกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.01) และ 3) อุณหภูมิที่ชั่วโมงที่ 72 หลังการใช้สื่อวิดิทัศน์ของกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.01) <br />ดังนั้น เจ้าหน้าที่สาธารณสุขสามารถนำวิดิทัศน์การใช้ยาเขียวหอมเช็ดตัวลดไข้ที่จัดทำไปใช้เป็นเครื่องมือในการให้ความรู้แก่มารดาหรือผู้ดูแลเด็กอายุ 0-5 ปี และช่วยให้ผู้ดูแลเด็กสามารถดูแลเด็กไม่ให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงหลังฉีดวัคซีน</p> วิมล พูนพนัง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพปฐมภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 2 1 e7176 e7176 ผลการใช้ตำรับยาทาริดสีดวงทวารหนักและโรคผิวหนังในผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินชนิดรุนแรง ศูนย์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก: รายงานผู้ป่วย https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/6954 <p>ผู้ป่วยหญิงไทย อายุ 29 ปี มีประวัติเป็นปื้นหนา แดง ลอก มีสะเก็ดขุยสีเงิน ร่วมกับอาการคันบริเวณแขน ขา ทั้งสองข้าง หน้าท้อง หลัง และบริเวณหน้าผาก แพทย์แผนไทยทำการรักษาด้วยตำรับยาทาริดสีดวงทวารหนักและโรคผิวหนัง ในรูปแบบยาครีม ขนาด 50 กรัมต่อหลอด มีส่วนประกอบของสมุนไพร จำนวน 3 ชนิด ได้แก่ นํ้ามันเมล็ดฝ้าย (Gossypium spp.) ขมิ้นชัน (Curcuma longa L.) และใบกัญชา (Cannabis sativa L.) ใช้ทาบริเวณที่มีอาการ โดยบีบครีม 3 ข้อนิ้วมือต่อรอยโรคขนาด 2 ฝ่ามือ วันละ 2 ครั้ง หลังอาบนํ้า เช้า-เย็น และนัดติดตามผู้ป่วยทุก 30 วัน ติดต่อกัน 3 เดือน ณ ศูนย์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จังหวัดนนทบุรี ประเมินผลโดยใช้แบบประเมิน (Psoriasis Area and Severity Index:PASI) และประเมินความปลอดภัยโดยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยก่อนได้รับยา พบว่า ผู้ป่วยมีระดับความรุนแรงของโรคสะเก็ดเงิน (PASI score) เท่ากับ 22.4 แปลผลในระดับรุนแรงมาก ($PASI &gt; 12$) และมีค่า Albumin, Globulin, AST และ ALT สูงกว่าค่าปกติ หลังได้รับยาไปแล้ว 30, 60 และ 90 วัน พบว่า PASI score ลดลงเท่ากับ 22, 19.2 และ 13.6 ตามลำดับ แต่ยังมีค่า Albumin, Globulin และ ESR สูงกว่าค่าปกติ เมื่อเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินด้วยแบบวัดคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคผิวหนัง (Dermatology Life Quality Index: DLQI) พบว่า หลังได้รับยาผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นจาก 24 คะแนน คือ มีผลกระทบต่อชีวิตผู้ป่วยเป็นอย่างมาก (Day 0) เป็น 8 คะแนน คือ มีผลกระทบต่อชีวิตผู้ป่วยปานกลาง (Day 90) ดังนั้น การใช้ตำรับยาทาริดสีดวงทวารหนักและโรคผิวหนังอาจมีศักยภาพในการลดระดับความรุนแรงของโรคสะเก็ดเงินและช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินชนิดรุนแรงได้</p> เขมานันท์ จูมทอง ลักขณา รามวงศ์ ชุติวัต หยู่ทองอินทร์ พิมพ์ลดา พงศ์ชัยชานนท์ เจนจิรา สุขเจริญจิต ศิริเนตร ขาวขำ รุ่งทิวา ทองคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพปฐมภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-29 2026-04-29 2 1 e6954 e6954 การมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA) ของบุคลากรสาธารณสุขอำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/7538 <p>การศึกษาแบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การรับรู้ ทัศนคติ ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม และการมีส่วนร่วม และ 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ด้านการรับรู้ ด้านทัศนคติ สภาพแวดล้อมในองค์กร กับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐของบุคลากรสาธารณสุขอำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ บุคลากรสังกัดสำนักงานสาธารณสุขอำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา คำนวณกลุ่มตัวอย่าง 70 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม ตรวจสอบเครื่องมือโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้ค่าความสอดคล้องระหว่าง 0.67-1.00 ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ 0.84 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา Chi-square test, Fisher’s exact test และ Pearson correlation coefficient</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีการรับรู้อยู่ในระดับปานกลาง (M = 3.03, SD = 0.65) ด้านทัศนคติอยู่ในระดับปานกลาง (M = 3.38, SD = 0.50) ด้านสภาพแวดล้อมในองค์กรในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (M = 3.43, SD = 0.19) การมีส่วนร่วมในภาพรวมอยู่ในระดับสูง (M = 3.69, SD = 0.36) และปัจจัยด้านประเภทการทำงาน และการรับรู้มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐเป็นไปในทิศทางบวกอยู่ในระดับต่ำ (r = 0.25, p = 0.04) ส่วนปัจจัยอื่นไม่มีความสัมพันธ์กัน</p> <p>ฉะนั้น สำนักงานสาธารณสุขอำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ควรกำหนดนโยบายการดำเนินงาน PMQA ที่ชัดเจน โดยชี้แจงนโยบาย และตัวชี้วัดให้บุคลากรทุกคนรับทราบ</p> พิเชษฐ์ สุขทร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพปฐมภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-29 2026-04-29 2 1 e7538 e7538