วารสารวิจัยสุขภาพปฐมภูมิ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR <p>วารสารวิจัยสุขภาพปฐมภูมิ (Journal of Primary Health Research) ภายใต้การดำเนินงานของวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดตรัง คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข ขอเชิญผู้สนใจทุกท่านร่วมส่งบทความวิชาการ และบทความวิจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันและควบคุมโรค อาชีวอนามัยและความปลอดภัย อนามัยสิ่งแวดล้อม การพยาบาล และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในระดับปฐมภูมิ เพื่อตีพิมพ์ เผยแพร่ ทั้งนี้ ผลงานที่ส่งมาให้พิจารณาเพื่อตีพิมพ์ ต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ในระหว่างพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารอื่น</p> th-TH boonprajuk2518@gmail.com (ผศ.ดร.บุญประจักษ์ จันทร์วิน) jphr@scphtrang.ac.th (อาจารย์จักรินทร์ ปริมานนท์) Wed, 10 Jun 2026 10:39:01 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/7571 <p>การวิจัยครั้งนี้ภาคตัดขวางเชิงวิเคราะห์ วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมการดูแลตนเอง และความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 174 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ข้อมูลทั่วไป แบบสัมภาษณ์พฤติกรรมการดูแลตนเอง และแบบสัมภาษณ์ความรอบรู้ด้านสุขภาพ ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1 ทุกข้อ และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.91 และ 0.85 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อันดับของสเปียร์แมน</p> <p>ผลการวิจัย ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงเป็นเพศหญิงร้อยละ 64.9 อายุเฉลี่ย 57.51 ปี พฤติกรรมการดูแลตนเองและความรอบรู้ด้านสุขภาพอยู่ในระดับปานกลาง ความรอบรู้ด้านสุขภาพในภาพรวม และรายด้าน ได้แก่ ขั้นพื้นฐาน ขั้นปฏิสัมพันธ์ และขั้นวิจารณญาณ มีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับน้อยกับพฤติกรรมการดูแลตนเอง (r<sub>s</sub> = 0.276, p &lt; 0.001), (r<sub>s</sub> = 0.233, p = 0.002), (r<sub>s</sub> = 0.262, p &lt; 0.001) และ (r<sub>s</sub> = 0.276, p &lt; 0.001) ตามลำดับ <br />ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ป่วยในทุกมิติให้เหมาะสมกับภาษาและวัฒนธรรมกะเหรี่ยง เนื่องจากมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการดูแลตนเองอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งส่งเสริมบทบาทครอบครัวและชุมชนเพื่อสนับสนุนการดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง</p> อานุพงษ์ แสนสุขอุดมไพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพปฐมภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/7571 Wed, 10 Jun 2026 00:00:00 +0700 บทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการดำเนินงานเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางวัน อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/7714 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ทัศนคติ และแรงสนับสนุนทางสังคมกับบทบาทในการดำเนินงานเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูง กลุ่มตัวอย่าง คือ อสม. โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางวัน อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา จำนวน 86 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม ผ่านผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.67–1.00 มีค่าความเที่ยงของแบบสอบถาม เท่ากับ 0.95 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงวิเคราะห์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภาพรวมบทบาทของ อสม. ในการดำเนินงานเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงอยู่ในระดับมาก (M = 4.37, SD = 0.54) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการรักษา (การดูแลเบื้องต้น) มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (M = 4.48) รองลงมา คือ ด้านการฟื้นฟูสภาพ (M = 4.40) ด้านการป้องกันโรค (M = 4.39) และด้านการส่งเสริมสุขภาพมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด (M = 4.21) ทุกด้านอยู่ในระดับมาก ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับบทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านในการดำเนินงานเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) ได้แก่ ทัศนคติต่อการดำเนินงานเฝ้าระวังมีความสัมพันธ์ระดับปานกลางทางบวกกับบทบาทของ อสม. (r = 0.451) และแรงสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์ระดับสูงทางบวกกับบทบาทของ อสม. (r = 0.634)<br />ผลการศึกษานี้ใช้เป็นแนวทางการดำเนินงานให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ในการดำเนินงานเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงของ อสม. โดยใช้การเสริมสร้างทัศนคติเชิงบวกและแรงสนับสนุนทางสังคมในการพัฒนาเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานเฝ้าระวังและป้องกันโรคในชุมชนต่อไป</p> สมคิด จั้นเอียบ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพปฐมภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/7714 Wed, 10 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านทันตสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพช่องปากกับ สภาวะฟันผุในนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/7599 <p>การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์ภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับความรอบรู้ด้านทันตสุขภาพ 2) พฤติกรรมสุขภาพช่องปาก และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านทันตสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพช่องปากกับสภาวะฟันผุในนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่มที่เท่ากันซึ่งใช้ข้อมูลตรวจสุขภาพช่องปากจากฐานข้อมูล 43 แฟ้มของกระทรวงสาธารณสุข กลุ่มที่ 1 ไม่มีฟันแท้ผุลุกลามและกลุ่มที่ 2 มีฟันแท้ผุลุกลาม กลุ่มละ 146 คน รวม 292 คน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรฐานของกรมอนามัย ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงและความเชื่อมั่นแล้ว ข้อมูลสภาวะช่องปากใช้จากฐานข้อมูล 43 แฟ้ม โดยมีการสอบเทียบผู้ตรวจเพื่อควบคุมคุณภาพข้อมูลและใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติถดถอยลอจิสติกแบบทวิวิภาค</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีระดับความรอบรู้ด้านอวัยวะในช่องปากและระบบบดเคี้ยวและทางเดินอาหาร ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโรคฟันผุและความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการดูแลช่องปากอยู่ในระดับสูง ในด้านอาหารที่เสี่ยงต่อฟันผุ กลุ่มไม่มีฟันแท้ผุลุกลามและกลุ่มมีฟันแท้ผุลุกลาม มีร้อยละ 51.37 และ 48.64 ที่มีความรอบรู้อยู่ในระดับต่ำและปานกลาง พฤติกรรมสุขภาพช่องปากในกลุ่มไม่มีฟันแท้ผุลุกลามมีระดับที่ควรปรับปรุงและปานกลางคิดเป็นร้อยละ 51.37 กลุ่มมีฟันแท้ผุลุกลาม มีร้อยละ 18.49 ที่อยู่ในระดับดี ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ความรอบรู้ด้านทันตสุขภาพไม่มีความสัมพันธ์กับสภาวะฟันผุ และนักเรียนที่มีพฤติกรรมสุขภาพช่องปากระดับปานกลางและระดับดีมีโอกาสมีสภาวะฟันผุลดลงร้อยละ 70 และ 90 เมื่อเทียบกับนักเรียนที่มีพฤติกรรมอยู่ในระดับต่ำ (Adj. OR = 0.30, 95% CI = 0.12-0.73; Adj. OR = 0.10, 95% CI = 0.04-0.25) จากผลการวิจัย ทันตบุคลากรควรจัดการอบรมเชิงปฏิบัติเกี่ยวกับอาหารที่เสี่ยงต่อฟันผุรวมถึงนิเทศติดตามเป็นระยะเพื่อให้เด็กวัยเรียนมีพฤติกรรมสุขภาพช่องปากที่เหมาะสม</p> ธีร์ แสงไชย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพปฐมภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/7599 Tue, 25 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบจัดการขยะมูลฝอยแบบมีส่วนร่วมเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะและลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม: บ้านดอนสวรรค์ หมู่ที่ 8 ตำบลวานรนิวาส อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/7576 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนาร่วมกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ดำเนินการในพื้นที่บ้านดอนสวรรค์ หมู่ที่ 8 ตำบลวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร เพื่อพัฒนาและประเมินระบบการจัดการขยะมูลฝอยแบบมีส่วนร่วมในชุมชน ดำเนินการวิจัยเป็น 5 ระยะ ได้แก่ (1) การศึกษาสภาพปัญหาและบริบทชุมชน (2) การออกแบบระบบร่วมกับชุมชน (3) การทดลองใช้ระบบ (4) การติดตามและประเมินผล และ (5) การสรุปบทเรียนและขยายผล กลุ่มตัวอย่างคือตัวแทนครัวเรือนจำนวน 179 คน โดยใช้วิธีการสำรวจทั้งประชากร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการจัดการขยะ มีค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบจับคู่</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ระบบการจัดการขยะมูลฝอยแบบมีส่วนร่วมที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมกับบริบทของชุมชน ก่อนดำเนินโครงการ ประชาชนมีความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการจัดการขยะอยู่ในระดับปานกลาง (M = 5.83, SD = 1.74; M = 3.21, SD = 0.54; และ M = 2.98, SD = 0.62 ตามลำดับ) หลังดำเนินโครงการ ความรู้เพิ่มขึ้นเป็นระดับสูง (M = 8.74, SD = 1.08) ส่วนทัศนคติและพฤติกรรมเพิ่มขึ้นเป็นระดับมาก (M = 4.31, SD = 0.48 และ M = 4.05, SD = 0.52 ตามลำดับ) โดยคะแนนเฉลี่ยทั้งสามด้านแตกต่างจากก่อนดำเนินโครงการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) ขณะที่ครัวเรือนที่คัดแยกขยะเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 38.55 เป็น 81.56 และการเผาขยะลดลงจากร้อยละ 52.51 เป็น 18.44ดังนั้น ระบบการจัดการขยะมูลฝอยแบบมีส่วนร่วมที่พัฒนาขึ้นช่วยส่งเสริมความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการจัดการขยะของประชาชน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถประยุกต์ใช้เป็นต้นแบบในการจัดการขยะระดับชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน</p> วิภารัตน์ แง่มสุราช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพปฐมภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/7576 Tue, 25 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกโดยการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านขัวก่าย จังหวัดสกลนคร https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/7575 <p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสาเหตุการปฏิเสธการคัดกรอง พัฒนารูปแบบ และประเมินผลการส่งเสริมการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกโดยการมีส่วนร่วมของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านขัวก่าย อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร ดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ 1) ศึกษาสถานการณ์และสาเหตุการปฏิเสธการคัดกรอง 2) พัฒนารูปแบบ และ 3) ประเมินประสิทธิผลด้วยการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่างเป็นสตรีอายุ 30–60 ปี ที่ไม่เคยเข้ารับการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในช่วง พ.ศ. 2566–2568 จำนวน 50 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามความรู้ การรับรู้ด้านสุขภาพ พฤติกรรมสุขภาพ และความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ paired-samples t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สาเหตุสำคัญของการปฏิเสธการคัดกรอง ได้แก่ ความอาย ความกลัวผลการตรวจ การขาดความรู้ และข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการ 2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ การให้ความรู้ การสนับสนุนโดย อสม. การอำนวยความสะดวกในการใช้ชุดเก็บตัวอย่างเซลล์ในช่องคลอดด้วยตนเอง และการติดตามกระตุ้นเตือน และ 3) หลังใช้รูปแบบ กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรู้เพิ่มจาก 4.32 เป็น 9.00 คะแนนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 18.64, p &lt; 0.001) การรับรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) กลุ่มตัวอย่างสามารถใช้ชุดตรวจได้ถูกต้อง และมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด (M = 4.52, SD = 0.38) สรุปได้ว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นช่วยเพิ่มความรู้ การรับรู้ด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการเข้ารับการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ควรนำไปประยุกต์ใช้ในระดับหมู่บ้านและขยายผลสู่ชุมชน เพื่อเพิ่มความครอบคลุมของการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก</p> ชื่นฤทัย ไฝทาคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพปฐมภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/7575 Sat, 29 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาแนวทางการตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างสมเหตุผล (RLU Hospital) กลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานของเครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/7669 <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานของเครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช ตามแนวทางการตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่าง<br />สมเหตุผล (RLU Hospital) ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ผลการวิจัยพบว่า (1) มีการนำแนวทาง RLU Hospital มาประยุกต์ใช้กับการตรวจระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c) โดยใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแจ้งเตือน (IT Pop-up) 3 ขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลด้วย Paired t-test พบว่า การสั่งตรวจเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.29 ภายหลังใช้แนวทางในปี 2568 ด้าน Overutilization พบผู้ป่วยได้รับการตรวจ HbA1c ซ้ำภายใน 90 วัน ร้อยละ 86.00 โดยไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &gt; 0.05) และหลังพัฒนาในวงรอบที่ 2 ไม่พบการเพิ่มขึ้นของการตรวจซ้ำ ส่วนด้าน Underutilization พบผู้ป่วยได้รับการตรวจ HbA1c อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ร้อยละ 2.00 แสดงแนวโน้มการเข้าถึงบริการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ดีขึ้น (2) แม้ค่าใช้จ่ายรวมในการตรวจ HbA1c เพิ่มขึ้นจากการเข้าถึงบริการที่มากขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายต่อครั้งลดลง โดยมีอัตราการเปลี่ยนแปลงร้อยละ 21.59 สะท้อนประสิทธิภาพด้านการใช้ทรัพยากรทางห้องปฏิบัติการ (Cost-Efficiency) นอกจากนี้ ทีมสหวิชาชีพของเครือข่ายบริการสุขภาพอำเภอพิปูนมีความพึงพอใจต่อแนวทาง RLU Hospital ในระดับสูง ช่วยให้การดูแลผู้ป่วยมีความปลอดภัย เหมาะสม คุ้มค่า และสอดคล้องกับศักยภาพของโรงพยาบาลชุมชน อีกทั้งสามารถนำไปเป็นแนวทางสำหรับโรงพยาบาลชุมชนระดับเดียวกันและสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายของกระทรวงสาธารณสุขได้</p> ปัตติมา ยับ, วิสารีย์ พราหมณ์ชู ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพปฐมภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/7669 Sat, 29 Aug 2026 00:00:00 +0700 ผลของตำรับยาศุขไสยาศน์ที่มีกัญชาเป็นส่วนผสมต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคนอนไม่หลับ: การศึกษาเชิงสังเกตแบบติดตามไปข้างหน้า https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/7682 <p>ตำรับยาศุขไสยาศน์เป็นตำรับยาแผนไทยที่มีกัญชาเป็นส่วนผสม มีข้อบ่งใช้เพื่อช่วยให้นอนหลับและเจริญอาหาร การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะการสั่งใช้ยาและเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคนอนไม่หลับก่อนและหลังการใช้ยา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสังเกตแบบติดตามไปข้างหน้าจากสถานการณ์การรักษาจริง ณ โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยที่ได้รับการสั่งจ่ายตำรับยาศุขไสยาศน์ จำนวน 262 ราย ในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2564 ถึงกันยายน พ.ศ. 2565 และติดตามผลเป็นระยะเวลา 1 เดือน ประเมินคุณภาพชีวิตด้วย ESAS และ EQ-5D-5L วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน โดยใช้ Wilcoxon signed-rank test<br />ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 56.87) อายุเฉลี่ย 53.75 ± 16.66 ปี ข้อบ่งใช้หลักคืออาการนอนไม่หลับ (ร้อยละ 81.68) ขนาดยาที่สั่งใช้มากที่สุด คือ 0.5 กรัมต่อวัน วันละ 2 ครั้ง คะแนน ESAS ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในอาการส่วนใหญ่ (p &lt; 0.05) ยกเว้นอาการง่วงซึมและเบื่ออาหาร ขณะที่คะแนน EQ-5D-5L และ VAS เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p &lt; 0.05) พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ร้อยละ 12.97 โดยส่วนใหญ่มีความรุนแรงน้อย เช่น อาการง่วงซึม/สะลึมสะลือ ตำรับยาศุขไสยาศน์มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะเวลา 1 เดือน ในผู้ป่วยโรคนอนไม่หลับ อย่างไรก็ตาม ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมโดยออกแบบให้มีกลุ่มควบคุม และติดตามผลระยะยาวเพื่อยืนยันประสิทธิผล ตลอดจนประเมินผลข้างเคียงและเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากการใช้ในระยะยาว</p> พิมพ์ลดา พงศ์ชัยชานนท์, ปรีชา หนูทิม, ยุทธนา บุญกัน, ลักขณา รามวงศ์ , จักรเวทย์ ต้นแทน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพปฐมภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/7682 Sat, 29 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนานวัตกรรมที่นอนลมจากถุงน้ำยาล้างไตเพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับสำหรับผู้ป่วยติดเตียงในชุมชน อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/7600 <p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่นอนลมจากถุงน้ำยาล้างไตเพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับสำหรับผู้ป่วยติดเตียงในชุมชน อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร ดำเนินการ 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การพัฒนานวัตกรรมที่นอนลมจากถุงน้ำยาล้างไต ระยะที่ 2 การประเมินประสิทธิภาพของนวัตกรรม และระยะที่ 3 การประเมินการลดปริมาณขยะทางการแพทย์ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยติดเตียงในชุมชน จำนวน 30 คน และผู้ดูแลผู้ป่วย 30 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบประเมินความเสี่ยงการเกิดแผลกดทับบราเดน แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบบันทึกข้อมูลการใช้นวัตกรรม ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.67 แบบประเมิน Braden Scale ได้ค่า Intraclass Correlation Coefficient = 0.89 แบบประเมินแผลกดทับได้ค่า Cohen’s Kappa = 0.85 แบบสอบถามความพึงพอใจได้ค่า Cronbach’s alpha = 0.91 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ paired t-test<br />ผลการวิจัยพบว่า นวัตกรรมที่นอนลมจากถุงน้ำยาล้างไตได้รับการประเมินคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.60, SD = 0.47) คะแนนแบบประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับบราเดนหลังการใช้นวัตกรรมสูงกว่าก่อนใช้นวัตกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) แสดงว่านวัตกรรมสามารถลดความเสี่ยงการเกิดแผลกดทับได้ ผู้ดูแลผู้ป่วยมีความพึงพอใจต่อการใช้นวัตกรรมในระดับมากที่สุด การนำถุงน้ำยาล้างไตกลับมาใช้ในการผลิตที่นอนลมสามารถช่วยลดปริมาณขยะทางการแพทย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น หน่วยบริการสาธารณสุขในระดับปฐมภูมิสามารถนำแนวคิดดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยติดเตียง เพื่อส่งเสริมคุณภาพการดูแลและลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น</p> วิญญูพล ปรางค์ทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยสุขภาพปฐมภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he05.tci-thaijo.org/index.php/J_PHR/article/view/7600 Sat, 29 Aug 2026 00:00:00 +0700