https://he05.tci-thaijo.org/index.php/LHIJ/issue/feed วารสารวิจัยและนวัตกรรมสุขภาพลายสือไทย 2026-05-07T09:08:03+07:00 แพทย์หญิงธัญญารัตน์ สิทธิวงศ์ (Dr.Thanyarat Sitthiwong) journal_sukhothai@outlook.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารวิจัยและนวัตกรรมสุขภาพลายสือไทย</strong></p> <p><strong>ISSN:</strong> 3057-1669 (Online)</p> <p><strong>กำหนดออก :</strong> 4 ฉบับ ต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม<br />, ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน, ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน, ฉบับที่ 4 ตุลาคม - ธันวาคม.</p> <p><strong>ขอบเขตของวารสาร:</strong> วารสารวิจัยและนวัตกรรมสุขภาพลายสือไทย เป็นวารสารของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความวิจัยคุณภาพสูงในด้านสาธารณสุขศาสตร์ ด้านเภสัชศาสตร์ ด้านการพยาบาล ด้านการแพทย์ ด้านแพทย์แผนไทย ด้านทันตกรรม และสาขาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ, บทความวิชาการ, รายงานสอบสวนโรคฉบับสมบูรณ์</p> <p>รายละเอียดการส่งบทความ สามารถดูรายละเอียดได้ในหัวข้อ "การส่งบทความ"</p> <p>ไม่มีค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์</p> https://he05.tci-thaijo.org/index.php/LHIJ/article/view/7805 การสอบสวนการระบาดโรคสุกใสในโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นแห่งหนึ่ง ตำบลบ้านแก่ง อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย 2026-05-07T09:08:03+07:00 สุภาภรณ์ วงธิ supaporn.tang2538@gmail.com สุพัตรา จันทร์แก้ว Supaporn.tang2538@gmail.com สุมาลี แก้วเนย Supaporn.tang2538@gmail.com <p>วันที่ 26 มกราคม 2569 ทีมตระหนักรู้สถานการณ์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย ร่วมกับทีม SRRT อำเภอศรีสัชนาลัย ลงพื้นที่สอบสวนการระบาดของโรคสุกใสเป็นกลุ่มก้อนในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ตำบลบ้านแก่ง อำเภอศรีสัชนาลัย เพื่อยืนยันการวินิจฉัยและการระบาด ศึกษาลักษณะทางระบาดวิทยา ปัจจัยเสี่ยง และหาแนวทางควบคุมโรค โดยทำการศึกษาเชิงพรรณนาและการศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบ case-control study ค้นหาผู้ป่วยเชิงรุกในโรงเรียน นิยามผู้ป่วยคือ นักเรียนและบุคลากรที่มีอาการผื่น ตุ่มน้ำใส หรือแผล ตกสะเก็ด ระหว่างวันที่ 21 ธันวาคม 2568 – 9 มีนาคม 2569 ผลการศึกษาพบยืนยันการวินิจฉัยจากอาการทางคลินิก และยืนยันการระบาดจากการพบผู้ป่วยเป็นกลุ่มก้อนมากกว่า 2 รายในสถานที่เดียวกัน พบผู้ป่วยรวม 28 ราย จากประชากรทั้งหมด 239 ราย (อัตราป่วยร้อยละ 11.72) ค่ามัธยฐานอายุ 10 ปี (IQR = 10) อาการที่พบมากที่สุดคือ ตุ่มน้ำใส (ร้อยละ 89.29) พบผู้ป่วยรายแรก (Index case) เป็นครูเพศชาย อายุ 33 ปี สอนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เริ่มป่วยวันที่ 5 มกราคม 2569 ผลการวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงพบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการระบาดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ความใกล้ชิดในการทำกิจกรรม ((adjusted OR = 35.01, 95% CI = 13.08–93.66) การเชื่อมโยงไปยังแหล่งโรค (adjusted OR = 22.11, 95% CI = 8.56–57.00) และสภาพแวดล้อมภายในอาคารเรียน (adjusted OR = 4.35, 95% CI = 1.82–10.34) ข้อเสนอแนะในการควบคุมโรค ได้แก่ การคัดกรองอาการทุกเช้าอย่างเคร่งครัด การแยกกักผู้ป่วยจนกว่าแผลจะตกสะเก็ดทั้งหมด การปรับปรุงสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม และการเพิ่มการระบายอากาศภายในอาคารเรียน เพื่อลดความแออัดและโอกาสสัมผัสเชื้อ</p> 2026-06-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมสุขภาพลายสือไทย https://he05.tci-thaijo.org/index.php/LHIJ/article/view/7249 การศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้รับบริการทันตกรรมทางไกล (Teledentistry) ของแผนกทันตกรรม โรงพยาบาลศรีสัชนาลัย 2026-01-28T08:31:48+07:00 ชื่นสุข ตันเจริญ chuensuktjtj@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้รับบริการต่อการให้บริการทันตกรรมทางไกล (Teledentistry) ของแผนกทันตกรรม โรงพยาบาลศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย เป็นการวิจัย เชิงพรรณนา กลุ่มตัวอย่างคือผู้รับบริการทันตกรรมทางไกลที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 30 ราย คัดเลือก กลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความพึงพอใจมาตราส่วนประมาณ ค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br />ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจต่อการให้บริการทันตกรรมทางไกลโดยรวมในระดับสูง (x̄ = 4.54, SD = 0.37) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้านคุณภาพของการสื่อสารและการให้คำปรึกษา มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (x̄ = 4.63, SD = 0.38) รองลงมาคือด้านความสะดวกในการเข้าถึงบริการ (x̄ = 4.58, SD = 0.40) และด้านกระบวนการให้บริการ (x̄ = 4.52, SD = 0.41) ตามลำดับ ขณะที่ด้านความเหมาะสมของเทคโนโลยีและระบบที่ใช้มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับด้านอื่น แต่ยังคงอยู่ในระดับสูง (x̄ = 4.44, SD = 0.47) สรุปได้ว่า ผู้รับบริการทันตกรรมทางไกล (Teledentistry) ของแผนกทันตกรรม โรงพยาบาล ศรีสัชนาลัย มีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับสูง ซึ่งสามารถเพิ่มการเข้าถึงบริการ ลดข้อจำกัดด้านการเดินทาง และสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาระบบบริการทันตกรรมทางไกลในระดับปฐมภูมิได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-05-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมสุขภาพลายสือไทย https://he05.tci-thaijo.org/index.php/LHIJ/article/view/7632 การพัฒนาโปรแกรมการส่งเสริมพฤติกรรมการจัดการอาหารและโภชนาการของผู้ปกครอง ในเด็กก่อนวัยเรียนที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ จังหวัดสุโขทัย 2026-04-09T13:57:33+07:00 วรพรรณ มหาศรานนท์ benjaminjkmahasaranon@gmail.com นางสาวมณีสร ธิช่างทอง mom.and.child.skt@gmail.com <p>ภาวะโภชนาการเกินในเด็กก่อนวัยเรียนเป็นปัญหาสาธารณสุขที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง<span style="font-size: 0.875rem;">การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาโปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมการจัดการอาหารและโภชนาการของผู้ปกครอง และ (2) ศึกษาผลของโปรแกรมดังกล่าวในจังหวัดสุโขทัย โดยระยะที่ 1 ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ปกครองเด็กก่อนวัยเรียนที่มีภาวะน้ำหนักเกิน จำนวน 15 คน เพื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการจัดการอาหารและโภชนาการ ผลการศึกษาเชิงคุณภาพ พบประเด็นสำคัญ ได้แก่ การใช้อาหารเป็นเครื่องมือแสดงความรัก ข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและเวลา พฤติกรรมเนือยนิ่งของเด็ก และการขาดทักษะการจัดการของผู้ปกครองแม้ว่าจะรับรู้ปัญหาแล้วก็ตาม ผลการศึกษาในระยะนี้ถูกนำมาใช้ในการออกแบบโปรแกรมตามแนวคิดการกำกับตนเองของ Kanfer และ Gaelick ซึ่งเน้นการสังเกตตนเอง การประเมินตนเอง และการเสริมแรงตนเอง ระยะที่ 2 เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยกลุ่มทดลอง 33 คน และกลุ่มควบคุม 33 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยโปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรม แบบสอบถามความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการจัดการอาหารและโภชนาการของผู้ปกครอง และแบบประเมินภาวะโภชนาการของเด็ก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา สถิติเชิงพรรณนา Paired t-test และ Independent t-test ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยความรู้และทัศนคติ พฤติกรรมการจัดการอาหารและโภชนาการของผู้ปกครองสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) แต่พบว่าพฤติกรรมการจัดการอาหารและโภชนาการของผู้ปกครองหลังการทดลองทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกัน (p = 0.970) สรุปได้ว่า โปรแกรมมีประสิทธิผลในการเพิ่มพูนความรู้และทัศนคติของผู้ปกครอง อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมยังจำเป็นต้องอาศัยเวลาและการสนับสนุนจากครอบครัวและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว</span></p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมสุขภาพลายสือไทย https://he05.tci-thaijo.org/index.php/LHIJ/article/view/7317 การพัฒนาระบบบริบาลเภสัชกรรมผู้ป่วยในโรคหัวใจที่ได้รับยาวาร์ฟาริน หอผู้ป่วยอายุรกรรม โรงพยาบาลสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ 2026-03-08T18:53:03+07:00 นฤมล กาวิละ naruemon.sasomsab@gmail.com <p>โรงพยาบาลสันทรายมีการให้บริบาลทางเภสัชกรรมผู้ป่วยที่ได้รับยาวาร์ฟารินสำหรับผู้ป่วยนอกแต่ยังไม่มีระบบสำหรับผู้ป่วยใน ซึ่งเภสัชกรมักพบปัญหา เช่น ในผู้ป่วยที่มานอนรักษาตัวในโรงพยาบาล มักพบค่า INR ที่ไม่อยู่ในช่วงเป้าหมายเป็นผลจากอันตรกิริยาระหว่างยา หรือผลจากความร่วมมือในการรับประทานยาของผู้ป่วย และพบอาการข้างเคียงจากการรับประทานยา งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ชนิดหนึ่ง กลุ่มทดสอบผลก่อนและหลัง เก็บข้อมูลตั้งแต่ มีนาคม ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2568 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการพัฒนาระบบบริบาลเภสัชกรรมผู้ป่วยในโรคหัวใจที่ได้รับยาวาร์ฟาริน ในหอผู้ป่วยอายุรกรรม ต่อระดับค่า INR ที่อยู่ในช่วงเป้าหมาย และค้นหาปัญหาจากการใช้ยา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า เมื่อเปรียบเทียบผลของการบริบาลเภสัชกรรมในการจัดการปัญหาจากการใช้ยาวาร์ฟาริน โดยติดตามจำนวนผู้ป่วยที่มีค่า INR อยู่ในเป้าหมายก่อนและหลังการได้รับบริบาลเภสัชกรรม พบว่า หลังได้รับการบริบาลเภสัชกรรมผู้ป่วยมีค่า INR อยู่ในเป้าหมายเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 22.11 เป็นร้อยละ 42.31 (P-value = 0.041) เมื่อติดตามปัญหาจากการใช้ยา พบผู้ป่วยมีอันตรกิริยาระหว่างยาวาร์ฟารินร้อยละ 50.0 โดยพบอันตรกิริยากับยาอื่นมากที่สุด ร้อยละ 40.38 โดยหลังได้รับการบริบาลเภสัชกรรมลดลงเหลือร้อยละ 7.69 (p-value &lt; 0.001) พบอาการไม่พึงประสงค์พบก่อนได้รับการบริบาลเภสัชกรรมร้อยละ 16.35 เป็นอาการแบบไม่รุนแรง เช่น จ้ำเลือดที่ขาหรือแขน, อุจจาระหรือปัสสาวะเป็นเลือด เป็นต้น โดยหลังได้รับการบริบาลเภสัชกรรมไม่พบอาการไม่พึงประสงค์ สรุปได้ว่า การให้บริบาลเภสัชกรรมมีส่วนช่วยให้ผู้ป่วยควบคุมค่า INR ให้อยู่ในช่วงเป้าหมายได้มากขึ้น มีผลต่อการจัดการปัญหาจากการใช้ยาในผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม ลดผลข้างเคียงจากการใช้ยา</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมสุขภาพลายสือไทย