https://he05.tci-thaijo.org/index.php/LHIJ/issue/feed
วารสารวิจัยและนวัตกรรมสุขภาพลายสือไทย
2026-08-31T16:04:11+07:00
แพทย์หญิงธัญญารัตน์ สิทธิวงศ์ (Dr.Thanyarat Sitthiwong)
journal_sukhothai@outlook.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารวิจัยและนวัตกรรมสุขภาพลายสือไทย</strong></p> <p><strong>ISSN:</strong> 3057-1669 (Online)</p> <p><strong>กำหนดออก :</strong> 4 ฉบับ ต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม<br />, ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน, ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน, ฉบับที่ 4 ตุลาคม - ธันวาคม.</p> <p><strong>ขอบเขตของวารสาร:</strong> วารสารวิจัยและนวัตกรรมสุขภาพลายสือไทย เป็นวารสารของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความวิจัยคุณภาพสูงในด้านสาธารณสุขศาสตร์ ด้านเภสัชศาสตร์ ด้านการพยาบาล ด้านการแพทย์ ด้านแพทย์แผนไทย ด้านทันตกรรม และสาขาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ, บทความวิชาการ, รายงานสอบสวนโรคฉบับสมบูรณ์</p> <p>รายละเอียดการส่งบทความ สามารถดูรายละเอียดได้ในหัวข้อ "การส่งบทความ"</p> <p>ไม่มีค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์</p>
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/LHIJ/article/view/8279
ประสิทธิผลของโปรแกรมสร้างความร่วมมือในการใช้ยาโดยใช้เภสัชกรรมทางไกล ในผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ โรงพยาบาลสุโขทัย
2026-08-31T16:04:11+07:00
ฐาปนี หอมหวาน
tangthapanee102@gmail.com
<p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมสร้างความร่วมมือในการใช้ยาโดยใช้เภสัชกรรมทางไกลในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ ณ โรงพยาบาลสุโขทัย กลุ่มตัวอย่างจำนวน 50 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 2 ส่วน คือ.) โปรแกรมสร้างความร่วมมือในการใช้ยา และ 2.) เครื่องมือเก็บรวมรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินทักษะการใช้ยาฉีดอินซูลิน แบบวัดความร่วมมือในการใช้ยา(MAST®) แบบสอบถามความเชื่อด้านสุขภาพ แบบสอบถามความรู้เรื่องยา และแบบบันทึกปัญหาจากการใช้ยา ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.90 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.88 การวิจัยดำเนินการโดยส่งสื่อความรู้ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ "พิชิตเบาหวาน" สลับเนื้อหาทุก 2 สัปดาห์ ร่วมกับการให้คำปรึกษาโดยเภสัชกรผ่านระบบเภสัชกรรมทางไกลอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 4 เดือน</p> <p>หลังเข้าร่วมโปรแกรม ผู้ป่วยมีผลลัพธ์ทางคลินิกและพฤติกรรมสุขภาพดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) โดยค่าเฉลี่ย HbA1c ลดลงจาก 9.42% เป็น 8.02% และ FPG ลดลงจาก 178.84 เป็น 129.82 mg/dl สัดส่วนผู้ป่วยที่มีความร่วมมือในการใช้ยาเพียงพอเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 38 เป็น 98 ผู้ป่วยทุกคนมีทักษะการฉีดอินซูลินเพิ่มเป็นระดับสูง อีกทั้งมีคะแนนความเชื่อด้านสุขภาพและความรู้เรื่องยาเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับสูงเป็นส่วนใหญ่ (p < 0.001) ด้านปัญหาจากการใช้ยา พบอุบัติการณ์ผู้ป่วยไม่ได้รับยาตามสั่งลดลงจากร้อยละ 100 เหลือ 30 และอาการไม่พึงประสงค์ลดลงจากร้อยละ 32 จนไม่พบผู้มีอาการดังกล่าวเลย (p < 0.001) ส่วนการใช้สมุนไพรหรืออาหารเสริมลดลงจากร้อยละ 10 จนไม่พบพฤติกรรมดังกล่าว (p = 0.063)</p> <p>สรุปได้ว่า การบูรณาการเภสัชกรรมทางไกลร่วมกับทฤษฎีความเชื่อด้านสุขภาพ มีประสิทธิผลในการพัฒนาความรู้ ทักษะ และเพิ่มความร่วมมือในการใช้ยา ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้เภสัชกรสามารถเฝ้าระวังและลดปัญหาจากการใช้ยาได้อย่างเป็นรูปธรรม </p>
2026-09-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมสุขภาพลายสือไทย
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/LHIJ/article/view/8132
ผลของโปรแกรมสนับสนุนทางสังคม ต่อพฤติกรรมสุขภาพระดับเกลือโซเดียม และระดับความดันโลหิตในผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย
2026-07-20T12:56:03+07:00
ธารินี สุรเชาว์ตระกูล
tharinee01524@gmail.com
<p>การวิจัยแบบกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมสนับสนุนทางสังคม ต่อพฤติกรรมสุขภาพ ระดับเกลือโซเดียม และระดับความดันโลหิตในผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย กลุ่มตัวอย่างการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ ผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ 84 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 42 คน ระยะเวลาดำเนินการวิจัย 12 สัปดาห์ กลุ่มทดลองเข้าร่วมกิจกรรมตามโปรแกรมสนับสนุนทางสังคมและมีการติดตามพฤติกรรมสุขภาพ ระดับเกลือโซเดียม และระดับความดันโลหิตที่บ้าน 2 ครั้ง ส่วนกลุ่มควบคุมให้บริการสุขภาพตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูลและโปรแกรมสนับสนุนทางสังคม ความตรงของเนื้อหาแบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพฯเท่ากับ 0.93 ค่าความเที่ยงของแบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพ เท่ากับ 0.91</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมสนับสนุนทางสังคม มีค่าเฉลี่ยพฤติกรรมสุขภาพ ก่อนและหลังการทดลอง 12 สัปดาห์เท่ากับ 123.88 และ 164.95 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) ค่าเฉลี่ยพฤติกรรมสุขภาพระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม หลังการทดลอง 12 สัปดาห์เท่ากับ 164.95 และ 124.43 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) กลุ่มทดลอง มีค่าเฉลี่ยระดับเกลือโซเดียม ก่อนและหลังการทดลอง 12 สัปดาห์เท่ากับ 1.27 และ 0.44 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) ค่าเฉลี่ย เกลือโซเดียมระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม หลังการทดลอง 12 สัปดาห์เท่ากับ 0.44 และ 1.18 ตามลำดับ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยระดับความดันโลหิตซิสโตลิก ก่อนและหลังการทดลอง 12 สัปดาห์เท่ากับ 147.21 และ 119.76 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) ค่าเฉลี่ยระดับความดันโลหิตซิสโตลิก ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม หลังการทดลอง 12 สัปดาห์เท่ากับ 119.76 และ 146.66 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยระดับความดันโลหิตไดแอสโตลิก ก่อนและหลังการทดลอง 12 สัปดาห์เท่ากับ 94.23 และ 75.95 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) ค่าเฉลี่ยระดับความดันโลหิตไดแอสโตลิก ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม หลังการทดลอง 12 สัปดาห์เท่ากับ 75.95 และ 94.28 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001)</p>
2026-08-05T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมสุขภาพลายสือไทย
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/LHIJ/article/view/8196
การทบทวนวรรณกรรม: ประสิทธิผลและความปลอดภัยของการใช้สมุนไพรในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2
2026-08-06T11:18:10+07:00
พิมพ์ชนก ศรศิริวัฒน์
phimchanok.son@mahidol.ac.th
<p>โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ การใช้สมุนไพรทั้งการรับประทานภายในและการใช้ภายนอกได้รับความสนใจในการรักษาเสริม การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับกลไกทางเภสัชวิทยา ประสิทธิผล ขนาดและวิธีใช้ ปฏิกิริยาระหว่างยากับสมุนไพร และความปลอดภัยของการใช้สมุนไพรในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 การทบทวนวรรณกรรมเชิงบรรยาย (Narrative Review) ตามแนวทาง PRISMA 2020 โดยสืบค้นข้อมูลย้อนหลังจาก 6 ฐานข้อมูลหลัก (PubMed, Scopus, ScienceDirect, Cochrane Library, Google Scholar และ TCI) ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2559 ถึง เดือนเมษายน พ.ศ. 2569 คัดเลือกเฉพาะงานวิจัยฉบับเต็มที่มีคุณภาพสูงตามเกณฑ์ Cochrane RoB 2 และ JBI Critical Appraisal นำมาสังเคราะห์เนื้อหาและข้อมูล จากการสืบค้นและประเมินคุณภาพตามเกณฑ์ ได้คัดเลือกบทความวิจัยรวมทั้งสิ้น 28 บทความ ผลการสังเคราะห์พบว่า สมุนไพรสำหรับใช้ภายใน ได้แก่ มะระขี้นก ผักเชียงดา เจียวกู่หลาน และอบเชย มีประสิทธิผลในการลดระดับน้ำตาลในเลือด (FBG และ HbA1c) ช่วยเพิ่มความไวต่ออินซูลิน และฟื้นฟูเบต้าเซลล์ของตับอ่อน สำหรับสมุนไพรใช้ภายนอก ได้แก่ ไพล (ตำรับแช่เท้าและประคบสมุนไพร) บัวบก และว่านหางจระเข้ มีประสิทธิผลในการเพิ่มการไหลเวียนของเลือดส่วนปลาย บรรเทาภาวะชาปลายประสาท และส่งเสริมการสมานแผลเบาหวาน อย่างไรก็ตาม พบข้อควรระวังเกี่ยวกับปฏิกิริยาระหว่างยากับสมุนไพร โดยเฉพาะการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (Hypoglycemia) เมื่อใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบันกลุ่ม Sulfonylureas หรือ Insulin จากการทบทวนวรรณกรรมจะเห็นได้ว่าสมุนไพรไทยและตำรับการรักษาภายนอกมีหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุนประสิทธิผลในการรักษาเสริมผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 แต่การนำไปใช้ในทางคลินิกต้องคำนึงถึงขนาด วิธีใช้ และปฏิกิริยาระหว่างยา โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของบุคลากรทางการแพทย์อย่างใกล้ชิด</p>
2026-09-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมสุขภาพลายสือไทย