วารสารวิจัยและนวัตกรรมสุขภาพลายสือไทย https://he05.tci-thaijo.org/index.php/LHIJ <p><strong>วารสารวิจัยและนวัตกรรมสุขภาพลายสือไทย</strong></p> <p><strong>ISSN:</strong> 3057-1669 (Online)</p> <p><strong>กำหนดออก :</strong> 4 ฉบับ ต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม<br />, ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน, ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน, ฉบับที่ 4 ตุลาคม - ธันวาคม.</p> <p><strong>ขอบเขตของวารสาร:</strong> วารสารวิจัยและนวัตกรรมสุขภาพลายสือไทย เป็นวารสารของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความวิจัยคุณภาพสูงในด้านสาธารณสุขศาสตร์ ด้านเภสัชศาสตร์ ด้านการพยาบาล ด้านการแพทย์ ด้านแพทย์แผนไทย ด้านทันตกรรม และสาขาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ, บทความวิชาการ, รายงานสอบสวนโรคฉบับสมบูรณ์</p> <p>รายละเอียดการส่งบทความ สามารถดูรายละเอียดได้ในหัวข้อ "การส่งบทความ"</p> <p>ไม่มีค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์</p> สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย (Sukhothai Provincial Public Health Office.) th-TH วารสารวิจัยและนวัตกรรมสุขภาพลายสือไทย <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ถือเป็นสมบัติของวารสารวิจัยและนวัตกรรมสุขภาพลายสือไทยจะนําไปตีพิมพ์อีกไม่ได้</p> ผลของการใช้แนวทางการพยาบาลเพื่อเฝ้าระวังสัญญาณเตือนภาวะวิกฤต ในผู้ป่วยเด็กปอดอักเสบ โรงพยาบาลศรีสังวรสุโขทัย https://he05.tci-thaijo.org/index.php/LHIJ/article/view/6856 <p>โรคปอดอักเสบเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญในเด็ก โดยเฉพาะในกลุ่มอายุต่ำกว่า 5 ปีที่เสี่ยงต่อภาวะพร่องออกซิเจน หายใจล้มเหลว และอาจพัฒนาเป็นภาวะวิกฤตหากไม่ได้รับการเฝ้าระวังอย่างทันท่วงที แม้ระบบ PEWS จะช่วยคัดกรองความรุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่มีข้อจำกัดในการใช้ในโรงพยาบาลชุมชน ผู้วิจัยจึงพัฒนาแนวทางการพยาบาลเพื่อเฝ้าระวังสัญญาณเตือนภาวะวิกฤต SSW-PEWS สำหรับผู้ป่วยเด็กปอดอักเสบ โรงพยาบาลศรีสังวรสุโขทัย การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาผลของการใช้แนวทาง SSW-PEWS ในการเฝ้าระวังสัญญาณเตือนภาวะวิกฤตในผู้ป่วยเด็กปอดอักเสบ (2) เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้และความพึงพอใจของพยาบาลในการใช้แนวทางก่อนและหลังการทดลอง และ (3) เพื่อเปรียบเทียบเชิงพรรณนาอุบัติการณ์ การย้ายเข้าหอผู้ป่วยวิกฤตโดยไม่ได้วางแผน การใส่ท่อช่วยหายใจโดยไม่ได้วางแผน การช่วยฟื้นคืนชีพโดยไม่ได้วางแผน และ การส่งต่อผู้ป่วยอย่างเร่งด่วน ภายหลังการใช้แนวทาง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยพยาบาลวิชาชีพ 15 คน และผู้ป่วยเด็กปอดอักเสบ 42 คน อายุ 1 เดือน–15 ปี เครื่องมือวิจัยได้แก่ แนวทาง SSW-PEWS แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินความพึงพอใจ และแบบบันทึกอุบัติการณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ paired-samples t-test สถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า พยาบาลมีคะแนนความรู้หลังการใช้แนวทางสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) ความพึงพอใจต่อการใช้แนวทางอยู่ในระดับสูง และภายหลังการใช้แนวทางไม่พบอุบัติการณ์ การใส่ท่อช่วยหายใจโดยไม่ได้วางแผน หรือ การช่วยฟื้นคืนชีพโดยไม่ได้วางแผน ในกลุ่มทดลอง (ร้อยละ 0) ขณะที่กลุ่มควบคุมพบอุบัติการณ์ร้อยละ 3.12 สะท้อนว่าแนวทาง SSW-PEWS ช่วยให้พยาบาลสามารถเฝ้าระวังอาการเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความรุนแรงของโรค และเพิ่มความปลอดภัยของผู้ป่วยเด็ก โรงพยาบาลศรีสังวรสุโขทัย</p> กรรณิการ์ แก้วเพชร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมสุขภาพลายสือไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-07 2026-01-07 2 1 ประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพและความร่วมมือในการใช้ยาของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลมโนรมย์ จ.ชัยนาท https://he05.tci-thaijo.org/index.php/LHIJ/article/view/7179 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพและความร่วมมือในการใช้ยาในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง โรงพยาบาลมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท โดยใช้การวิจัยแบบกึ่งทดลอง ชนิดสองกลุ่ม วัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง จำนวน 64 คน คัดเลือกตามเกณฑ์ที่กำหนด และสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 32 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพและความร่วมมือในการใช้ยา ระยะเวลา 4 เดือน ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามแนวทางปกติ เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ แบบสอบถามความร่วมมือในการใช้ยา และการวัดค่าความดันโลหิต วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติ Chi-square test หรือ Fisher’s exact test และสถิติ t-test ผลการวิจัยพบว่า ก่อนการทดลอง กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกันในด้านคุณลักษณะพื้นฐาน ความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ ความร่วมมือในการใช้ยา และค่าความดันโลหิต หลังการทดลองพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพและความร่วมมือในการใช้ยาสูงกว่าก่อนการทดลองและสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) นอกจากนี้ ค่าความดันโลหิตของกลุ่มทดลองลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และต่ำกว่ากลุ่มควบคุม (p &lt; 0.05) สรุปได้ว่า โปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพและความร่วมมือในการใช้ยา มีประสิทธิผลในการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพและผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง โปรแกรมดังกล่าวสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมสุขภาพผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในโรงพยาบาลชุมชน เพื่อสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน</p> ตวงพร ประทุมรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมสุขภาพลายสือไทย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-07 2026-01-07 2 1