https://he05.tci-thaijo.org/index.php/NIHAJ/issue/feed วารสารสมาคมนวัตกรรมการพยาบาลและสุขภาพ 2026-02-20T16:15:37+07:00 Asst. Prof. Dr. Kittiporn Nawsuwan Kittiporn@bcnsk.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารสมาคมนวัตกรรมการพยาบาลและสุขภาพมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัย บทความทางวิชาการ ด้านการแพทย์ การพยาบาล การสาธารณสุข วิทยาศาสตร์สุขภาพ และนวัตกรรม ให้กับนักศึกษา อาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย ทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยเปิดรับบทความวิจัยและบทความวิชาการในสาขาการแพทย์ (Medicine) การพยาบาล (Nursing) Public Health (การสาธารณสุข) Health Science (วิทยาศาสตร์สุขภาพ)</p> https://he05.tci-thaijo.org/index.php/NIHAJ/article/view/6627 ความสัมพันธ์ระหว่างแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพกับการมาตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ของสตรีอายุ 30 – 60 ปี ในเขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเปียน อำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช 2025-09-19T10:50:12+07:00 วยุดา ถวาย wayuda2529@gmail.com <p>การศึกษาเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวางนี้มีเพื่อศึกษา 1) แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก และ 2) ความสัมพันธ์ระหว่างแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพกับการมาตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกของสตรีอายุ 30 – 60 ปี กลุ่มตัวอย่างแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เคยตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและไม่ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก กลุ่มละ 145 คน รวม 290 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ตรวจสอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ค่าดัชนีควา,สอดคล้องของวัตถุประสงค์ระหว่าง .67 – 1.00 มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ .88 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสมการถดถอยโลจิสติกพหุตัวแปร ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. การรับรู้ประโยชน์ของการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ส่วนใหญ่อยู่ในระดับสูง (ร้อยละ 71.72) สำหรับด้านการรับรู้โอกาสเสี่ยงของโรคมะเร็งปากมดลูก การรับรู้ความรุนแรงของโรคมะเร็งปากมดลูกและการรับรู้อุปสรรคของการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 54.83, 73.45 และ 59.31)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพด้านการรับรู้อุปสรรคมีความสัมพันธ์กับการมาตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกของสตรีอายุ 30 – 60 ปี ในเขตโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเปียน อำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราชอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยสตรีมีการรับรู้อุปสรรคของการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกระดับสูงจะมีโอกาสที่จะไปตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเท่ากับ 1.74 เท่า เมื่อเทียบกับ</span><span style="font-size: 0.875rem;">ระดับปานกลาง (</span><em style="font-size: 0.875rem;">OR</em><span style="font-size: 0.875rem;">= 1.74, </span><em style="font-size: 0.875rem;">95%CI</em><span style="font-size: 0.875rem;">= 1.08-2.80)</span></p> <p>ข้อเสนอแนะ คือ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเปียน อำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช สามารถนำผลการวิจัยไปวิเคราะห์และสร้างโปรแกรมส่งเสริมการคัดกรองที่เน้นการลดและจัดการอุปสรรคเพื่อให้สตรีมีความตระหนักและสามารถเอาชนะอุปสรรคในการการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูก</p> 2025-12-09T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมนวัตกรรมการพยาบาลและสุขภาพ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/NIHAJ/article/view/7135 การประเมินผลรูปแบบการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพแบบเข้มข้นทางสายใหม่ (FAST Model) ของโรงพยาบาลธัญญารักษ์ปัตตานี 2025-12-19T14:13:22+07:00 ธัญญาภรณ์ อุปมัยรัตน์ nongna2550@gmail.com รูไซดะ เจ๊ะเด็ง nongna2550@gmail.com วาสนา โชติกุลรัตน์ nongna2550@gmail.com <p>การวิจัยประเมินผลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินบริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการดำเนินงานและผลลัพธ์ และ 2) ประเมินข้อดีและข้อจำกัดของรูปแบบการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพแบบเข้มข้นทางสายใหม่ <br />(FAST Model) ของโรงพยาบาลธัญญารักษ์ปัตตานี กลุ่มตัวอย่างรวมทั้งสิ้น 81 คน ประกอบด้วย ผู้บริหาร 10 คน ผู้ติดยาเสพติด 45 คน ทีมผู้บำบัด 12 คน และครอบครัวผู้ติดยาเสพติด 14 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบประเมิน ตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคระหว่าง .82 - .98 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. ผลการประเมินตามกรอบ CIPP Model ในภาพรวมการดำเนินงานอยู่ในระดับมากทุกมิติ </span><span style="font-size: 0.875rem;">โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านบริบท (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 4.44, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 0.57) รองลงมา คือ ด้านผลลัพธ์ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 4.32, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 0.74) ด้านกระบวนการ (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 3.88, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 0.53) และด้านปัจจัยนำเข้า (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 3.74, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD </em><span style="font-size: 0.875rem;">= 0.73)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ข้อดีพบจุดแข็งสำคัญ คือ การดูแลแบบองค์รวมโดยทีมสหวิชาชีพที่มีความเชี่ยวชาญ </span><span style="font-size: 0.875rem;">และการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเชิงบวกและสามารถกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้โดยไม่พึ่งพายาเสพติด สำหรับข้อจำกัด พบประเด็นที่ควรพัฒนา 3 ประการ ได้แก่ 1) บุคลากรบางส่วนยังไม่ผ่านการอบรมหลักสูตรฝึกอบรม FAST Model โดยตรง 2) ขาดการทบทวนเกณฑ์การรับย้ายผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการ</span>ฟื้นฟูที่ชัดเจน และ 3) การมีส่วนร่วมของครอบครัวในกระบวนการบำบัดยังขาดความต่อเนื่องจากข้อจำกัดด้านเวลา</p> <p>ข้อเสนอแนะ โรงพยาบาลควรนำผลการวิจัยไปปรับปรุงโครงสร้างตามองค์ประกอบของรูปแบบ FAST Model โดยเฉพาะการกำหนดสมรรถนะและคุณสมบัติของบุคลากรให้ชัดเจน พร้อมทั้งพัฒนาระบบสนับสนุนเพื่อให้ครอบครัวสามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการบำบัดได้อย่างยั่งยืน ส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างเป็นองค์รวมและไม่กลับไปเสพยาเสพติดซ้ำ</p> 2026-03-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมนวัตกรรมการพยาบาลและสุขภาพ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/NIHAJ/article/view/7315 ประสิทธิผลของโปรแกรมการจัดการตนเองร่วมกับการดูแลโดยเภสัชกรต่อความสม่ำเสมอในการใช้ยาต้านไวรัสของผู้ป่วย HIV/AIDS โรงพยาบาลบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2026-02-20T16:15:37+07:00 วิริยะกิจ ศรีสวัสดิ์ wiriyakit.h@gmail.com <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการจัดการตนเองร่วมกับการดูแลโดยเภสัชกรต่อความสม่ำเสมอในการใช้ยาต้านไวรัสของผู้ป่วย HIV/AIDS กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยติดเชื้อ HIV/AIDS ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งมารับยาต้านไวรัสเอชไอวี ณ คลินิกรักษ์จิต โรงพยาบาลบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 35 คน คัดเลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนด เครื่องมือวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการจัดการตนเองร่วมกับการดูแลโดยเภสัชกร ระยะเวลา 8 สัปดาห์ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินพฤติกรรมการรับประทานยาต้านไวรัสเอชไอวี และแบบประเมินความพึงพอใจ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบประเมินพฤติกรรมการรับประทานยาต้านไวรัสเอชไอวีเท่ากับ α = .89 และแบบประเมินความพึงพอใจเท่ากับ α = .90 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน (Paired t-test) ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการรับประทานยาต้านไวรัสเอชไอวีของผู้ป่วยหลังเข้าร่วมโปรแกรม </span><span style="font-size: 0.875rem;">(</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 4.23, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.30) สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 3.42, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.45) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ </span><span style="font-size: 0.875rem;">(</span><em style="font-size: 0.875rem;">t</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 9.10, </span><em style="font-size: 0.875rem;">p-value</em><span style="font-size: 0.875rem;"> &lt; .001) โดยคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นในทุกด้าน โดยด้านที่เพิ่มขึ้นเด่นชัด ได้แก่ ความตรง</span><span style="font-size: 0.875rem;">ต่อเวลาในการรับประทานยา ความสม่ำเสมอในการรับประทานยา และการไม่หยุดยาหรือข้ามยาด้วยตนเอง</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ความพึงพอใจของผู้ป่วยต่อโปรแกรมการจัดการตนเองร่วมกับการดูแลโดยเภสัชกรโดยรวม</span><span style="font-size: 0.875rem;">อยู่ในระดับมากที่สุด (</span><em style="font-size: 0.875rem;">M</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 4.31, </span><em style="font-size: 0.875rem;">SD</em><span style="font-size: 0.875rem;"> = 0.47)</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมดังกล่าวสามารถส่งเสริมความสม่ำเสมอในการใช้ยาต้านไวรัสของผู้ป่วย HIV/AIDS ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></p> 2026-04-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมนวัตกรรมการพยาบาลและสุขภาพ