https://he05.tci-thaijo.org/index.php/RBH_Med_J/issue/feed ราชภิวัฒน์เวชสาร 2026-05-28T14:17:33+07:00 นพ.วุฒิเศรษฐ์ ฐิตินันท์เมือง rbh.med.j@cpird.in.th Open Journal Systems <p><strong>ราชภิวัฒน์เวชสาร</strong>มี นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ (Focus and Scope) ดังนี้</p> <ol> <li>เพื่อเผยแพร่นิพนธ์ต้นฉบับ บทความวิชาการ กรณีศึกษา รายงานผู้ป่วย และบทความปกิณกะของบุคลากรในโรงพยาบาลราชบุรี ด้านการแพทย์ การพยาบาล การศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ</li> <li>เพื่อเผยแพร่นิพนธ์ต้นฉบับ บทความวิชาการ กรณีศึกษา รายงานผู้ป่วย และบทความปกิณกะของบุคลากรสาธารณสุข นักศึกษาและนักวิชาการ ด้านการแพทย์ การพยาบาล การศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ</li> <li>เพื่อตอบสนองการเป็นโรงพยาบาลระดับ P Plus และยกระดับความเป็นเลิศด้านวิชาการและการวิจัย</li> </ol> https://he05.tci-thaijo.org/index.php/RBH_Med_J/article/view/7661 การเปลี่ยนแปลงการรู้คิดในผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมหลังการรักษาแบบไม่ใช้ยาอย่างต่อเนื่อง 44 สัปดาห์ ด้วยกิจกรรมบำบัดปักผ้าบูรณาการ: การศึกษาย้อนหลัง ณ โรงพยาบาลสิรินธร จังหวัดขอนแก่น 2026-03-30T20:34:27+07:00 ปริยสุทธิ์ อินทสุวรรณ patnapa.w@ubu.ac.th พัจนภา ธานี patnapa.w@ubu.ac.th <p><strong> ที่มาของปัญหา:</strong> ภาวะสมองเสื่อมเป็นปัญหาสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้นในสังคมสูงอายุ โรงพยาบาลสิรินธร จังหวัดขอนแก่น ได้ใช้กระบวนการรักษาแบบไม่ใช้ยา (non-pharmacological Intervention; NPI) ออกแบบผ่าน Six cognitive domains โดยมีกิจกรรมบำบัดปักผ้าบูรณาการ ศิลปะ ดนตรีและการเคลื่อนไหวร่างกายทุกสัปดาห์ต่อเนื่อง 44 สัปดาห์ มีติดตามการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรม อารมณ์ สังคมและผลการทำหน้าที่ของสมองในเวชระเบียนอย่างเป็นระบบ แต่ยังไม่มีการวิเคราะห์อย่างครอบคลุม</p> <p><strong> วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของการรู้คิดของผู้ป่วยสมองเสื่อมที่รับการรักษาแบบไม่ใช้ยาตามหลักการ Six cognitive domains อย่างต่อเนื่อง 44 สัปดาห์และประเมินคุณภาพชีวิตหลังการรักษา จากข้อมูลเวชระเบียนย้อนหลัง ณ โรงพยาบาลสิรินธร จังหวัดขอนแก่น</p> <p><strong> วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาย้อนหลังเชิงพรรณนา ทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยสมองเสื่อม (ICD-10: F00-F03) ปีงบประมาณ พ.ศ.2567-2568 จากผู้ป่วย 46 ราย คัดเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) ได้กลุ่มที่มีข้อมูลจากเวชระเบียนที่ครบถ้วนและเข้าร่วมกิจกรรมบำบัดปักผ้าบูรณาการต่อเนื่องทั้งหมด 13 ราย เครื่องมือประเมิน ได้แก่ MoCA, MMSE และ Bender gestalt test วิเคราะห์ด้วย Paired t-test/Wilcoxon signed-rank test และ Cohen's d</p> <p><strong> ผลการศึกษา:</strong> กลุ่มตัวอย่าง 13 ราย อายุเฉลี่ย 71.2±4.6 ปี คะแนน MoCA เพิ่มขึ้นจาก 17.38±2.33 เป็น 20.85±2.54 (p&lt;0.01, d=1.27; ขนาดผลใหญ่) คะแนน MMSE เพิ่มจาก 20.08±3.04 เป็น 21.92±2.64 (p&lt;0.05, d=0.73; ขนาดผลปานกลาง) Bender gestalt test ข้อผิดพลาดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (p&lt;0.05, d=0.66) ด้าน Visuospatial/Executive เพิ่มขึ้น (Δ=+1.23, p=0.004) คุณภาพชีวิตดีขึ้นทุกมิติ โดยร้อยละ 100 มีความสุขและอารมณ์ดีขึ้น</p> <p><strong> สรุป:</strong> NPI ออกแบบผ่าน Six cognitive domains โดยมีกิจกรรมบำบัดปักผ้าบูรณาการ ศิลปะ ดนตรีและการเคลื่อนไหวร่างกาย ทุกสัปดาห์ต่อเนื่อง 44 สัปดาห์ มีประสิทธิผลในการพัฒนาการทำหน้าที่สมองและคุณภาพชีวิตผู้ป่วยสมองเสื่อม สนับสนุนการขยายโปรแกรมสู่ชุมชนและพัฒนาแนวทางเวชปฏิบัติระดับประเทศ</p> 2026-05-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชภิวัฒน์เวชสาร https://he05.tci-thaijo.org/index.php/RBH_Med_J/article/view/7744 อุบัติการณ์การเกิดภาวะภูมิไวเกินจากสูตรยาเคมีบำบัดที่มียาออกซาลิพลาตินเป็นส่วนประกอบ ภายหลังการให้ยาต้านฮีสตามีนและการยืดระยะเวลาบริหารยา : การศึกษาย้อนหลัง 2026-04-20T10:43:26+07:00 ฐิชกาญจน์ จันทสิริยากร thichakarn.jh@gmail.com <p><strong> ที่มาของปัญหา</strong><strong>: </strong>ยาออกซาลิพลาติน (oxaliplatin) เป็นยาเคมีบำบัดที่ใช้ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่มีรายงานการเกิดปฏิกิริยาการแพ้แบบภูมิไวเกิน (hypersensitive reaction) จากการใช้ยาออกซาลิพลาตินหลายการศึกษา โดยพบอุบัติการณ์ตั้งแต่ 12-25% โดยข้อมูลการใช้สูตรที่มียาออกซาลิพลาตินในโรงพยาบาลราชบุรีปี 2566 พบการเกิดปฏิกิริยาการแพ้แบบภูมิไวเกินจากการใช้ยาออกซาลิพลาติน 17.7% และโรงพยาบาลราชบุรีได้นำวิธีการให้ยากลุ่ม Antihistamine พร้อมการปรับการบริหารยาให้นานขึ้น ในรอบการที่ 7 ของสูตรโฟลฟอกซ์ และรอบที่ 5 ของสูตรเคปออกซ์ มาใช้ในโรงพยาบาลราชบุรีตั้งแต่มกราคม 2567 ถึงปัจจุบัน โดยยังไม่มีการศึกษาถึงผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการปรับเปลี่ยนดังกล่าว</p> <p><strong> วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาอุบัติการณ์ถึงการเกิดปฏิกิริยาการแพ้แบบภูมิไวเกินจากการใช้ยาออกซาลิพลาติน ในผู้ป่วยที่ไม่เคยได้รับการรักษาด้วยสูตรยาเคมีบำบัดที่มียาออกซาลิพลาติน ในโรงพยาบาลราชบุรี<br /><strong> วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง (retrospective descriptive study) โดยใช้ข้อมูลจากเวชระเบียนโรงพยาบาลราชบุรีของผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในที่ได้รับยาเคมีบำบัดสูตรโฟลฟอกซ์ และเคปออกซ์ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 ถึง 31 ธันวาคม 2568 ในโรงพยาบาลราชบุรี</p> <p><strong> ผลจากการศึกษา</strong><strong>: </strong>จากการรวบรวมข้อมูลพบว่าจะมีผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ทั้งหมด 237 ราย และพบอุบัติการณ์การเกิดปฏิกิริยาการแพ้แบบภูมิไวเกินจากการใช้ยาออกซาลิพลาติน ลดลงจากเดิม 17.7% เป็น 6.3 % และลดระดับการแพ้ตาม CTCAE V5.0 จากระดับ 3-4 เหลือเพียงระดับ 1-2 ซึ่งทำให้ลดความเสี่ยงของผู้ป่วยในการเกิดปฏิกิริยาการแพ้ และสามารถรักษาได้ครบรอบการรักษาซึ่งส่งผลต่อการควบคุมโรครวมถึงอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยอีกด้วย</p> <p><strong> สรุป: </strong>วิธีการให้ยากลุ่ม Antihistamine และการปรับการบริหารยาให้นานขึ้นในรอบการรักษาที่ 7 ของสูตรโฟลฟอกซ์ และรอบการรักษาที่ 5 ของสูตรเคปออกซ์ สามารถลดอุบัติการณ์การเกิดปฏิกิริยาการแพ้แบบภูมิไวเกินจากการใช้ยาออกซาลิพลาติน จาก 17.7% เป็น 6.3 % และลดระดับระดับการแพ้ตาม CTCAE V5.0 จากระดับ 3-4 เหลือเพียงระดับ 1-2</p> 2026-05-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชภิวัฒน์เวชสาร