https://he05.tci-thaijo.org/index.php/RBH_Med_J/issue/feed ราชภิวัฒน์เวชสาร 2026-09-02T09:36:11+07:00 นพ.วุฒิเศรษฐ์ ฐิตินันท์เมือง rbh.med.j@cpird.in.th Open Journal Systems <p><strong>ราชภิวัฒน์เวชสาร</strong>มี นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ (Focus and Scope) ดังนี้</p> <ol> <li>เพื่อเผยแพร่นิพนธ์ต้นฉบับ ได้แก่ บทความวิจัย บทความวิชาการ กรณีศึกษา รายงานผู้ป่วย และบทความปกิณกะของบุคลากรในโรงพยาบาลราชบุรี ด้านการแพทย์ การพยาบาล การศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ</li> <li>เพื่อเผยแพร่นิพนธ์ต้นฉบับ ได้แก่ บทความวิจัย บทความวิชาการ กรณีศึกษา รายงานผู้ป่วย และบทความปกิณกะของบุคลากรสาธารณสุข นักศึกษาและนักวิชาการ ด้านการแพทย์ การพยาบาล การศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ</li> <li>เพื่อตอบสนองการเป็นโรงพยาบาลระดับ P Plus และยกระดับความเป็นเลิศด้านวิชาการและการวิจัย</li> </ol> https://he05.tci-thaijo.org/index.php/RBH_Med_J/article/view/7906 ความชุก คุณลักษณะทางคลินิกและสาเหตุของโรคความผิดปกติทางจิตอันเนื่องมาจากโรคทางกายที่โรงพยาบาลโพธาราม 2026-06-18T18:12:15+07:00 พีร ฉายศิริกุล peera_chaisirigul@hotmail.com <p><strong> ที่มาของปัญหา</strong><strong>: </strong>การวินิจฉัยโรคทางจิตเวชต่าง ๆ จำเป็นต้องประเมินว่ามีโรคทางกายที่ทำให้เกิดอาการทางจิตในผู้ป่วยหรือไม่ อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อมูลของความชุกดังกล่าวในประเทศไทย</p> <p><strong> วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อศึกษาหาความชุก คุณลักษณะทางคลินิก และสาเหตุของโรคความผิดปกติทางจิตอันเนื่องมาจากโรคทางกาย ร่วมกับศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการได้รับการวินิจฉัยโรคทางกายที่เป็นสาเหตุก่อนหรือภายหลังการวินิจฉัยโรคความผิดปกติทางจิตอันเนื่องมาจากโรคทางกาย</p> <p><strong> วิธีการศึกษา</strong>: เป็นการศึกษาแบบ Retrospective study สืบค้นเวชระเบียนผู้ป่วยนอกที่มารักษาที่โรงพยาบาลโพธาราม ในช่วงวันที่ 1 มกราคม 2567 – 31 ธันวาคม 2567 ซึ่งได้รับการวินิจฉัยโรคความผิดปกติทางจิต และทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์การวินิจฉัยโรคความผิดปกติทางจิตอันเนื่องมาจากโรคทางกายทั้งหมด โดยไม่ได้รวมถึงภาวะ Delirium และความผิดปกติทางจิตจากสารเสพติด</p> <p><strong> ผลการศึกษา</strong>: จากผู้ป่วยที่มีการวินิจฉัยโรคความผิดปกติทางจิตทั้งหมด 2,033 ราย มีผู้ป่วยที่มีการวินิจฉัยโรคความผิดปกติทางจิตอันเนื่องมาจากโรคทางกาย 52 ราย คิดเป็นร้อยละ 2.56 (95% CI, 1.92–3.34) โดยพบโรค Psychotic disorder due to another medical condition มากที่สุด ขณะที่เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนในแต่ละกลุ่มโรค พบว่าโรค Bipolar disorder due to another medical condition พบเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 17.6 ของโรค Bipolar disorder ผู้ป่วยโรคความผิดปกติทางจิตอันเนื่องมาจากโรคทางกายร้อยละ 40.4 ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยโรคทางกายที่เป็นสาเหตุมาก่อน ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการทราบสาเหตุโรคทางกายในภายหลังคือ อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป โดยสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด คือ ภาวะสมองเสื่อม การได้รับบาดเจ็บทางสมองและโรคลมชัก</p> <p><strong> สรุป</strong>: โรคความผิดปกติทางจิตอันเนื่องมาจากโรคทางกาย พบได้ร้อยละ 2.56 ของผู้ป่วยที่ได้รับวินิจฉัยโรคความผิดปกติทางจิต ผลการศึกษานี้เน้นย้ำความสำคัญของการซักประวัติ การตรวจร่างกาย และการสืบค้นเพิ่มเติมเพื่อค้นหาสาเหตุทางกายในผู้ป่วยที่มีอาการทางจิต เนื่องจากผู้ป่วยถึงร้อยละ 40.4 ไม่ทราบว่ามีโรคทางกายที่เป็นสาเหตุมาก่อน โดยในผู้สูงอายุมักจะทราบวินิจฉัยโรคทางกายภายหลังมีอาการทางจิต</p> 2026-09-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชภิวัฒน์เวชสาร https://he05.tci-thaijo.org/index.php/RBH_Med_J/article/view/7937 การเปรียบเทียบผลลัพธ์การผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบระหว่างการผ่าตัดผ่านกล้องและการผ่าตัดแบบเปิดในโรงพยาบาลทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี 2026-08-03T09:56:02+07:00 บุญฤทธิ์ ทองพิสิฐสมบัติ ritkbpi@gmail.com <p><strong> ที่มา​ของ​ปัญหา: </strong>การ​ผ่าตัด​ไส้ติ่ง​ผ่าน​กล้อง (laparoscopic appendectomy, LA) เป็นหนึ่ง​ใน​วิธี​ผ่าตัด​มาตรฐาน​ใน​โรค​ไส้ติ่ง​อักเสบ​ชนิด​ไม่​ซับซ้อน (uncomplicated) ใน​โรงพยาบาล​ขนาดใหญ่​ทั้ง​ในประเทศ และ​นอก​ประเทศ แต่​ข้อมูล​จาก​โรงพยาบาล​ชุมชน​ของ​ประเทศ​ไทย​ยัง​จำกัด</p> <p><strong> วัตถุประสงค์: </strong>การศึกษา​นี้​มี​วัตถุประสงค์​เพื่อ​เปรียบเทียบ​ผลลัพธ์​การ​ผ่าตัด​ระหว่าง LA และ​การ​ผ่าตัด​แบบ​เปิด (open appendectomy, OA) ใน​โรงพยาบาล​ทอง​ผา​ภูมิ จังหวัด​กาญจนบุรี</p> <p><strong> วิธี​การศึกษา: </strong>การศึกษา​แบบ​ย้อนหลัง​เชิง​วิเคราะห์ (retrospective cohort study) ทบทวน​เวช​ระเบียน​ผู้ป่วย​อายุ​ตั้งแต่ 12 ปี​ขึ้นไป​ที่​ได้รับ​การ​ผ่าตัด​ไส้ติ่ง จำนวน 195 ราย แบ่ง​เป็น​กลุ่ม LA จำนวน 84 ราย และ​กลุ่ม OA จำนวน 111 ราย ตัวแปร​หลัก​คือ​ระยะ​เวลานอน​โรงพยาบาล​หลัง​ผ่าตัด (LOS, ชั่วโมง) ตัวแปร​รอง​ได้แก่ ระยะเวลา​ผ่าตัด, VAS pain score post-op day 1, ปริมาณ​การ​เสีย​เลือด (EBL) และ​อัตรา​การ​ส่ง​ตรวจ CT scan ก่อน​ผ่าตัด ความรุนแรง​ของ​ไส้ติ่ง​อักเสบ​ควบคุม​ใน​ฐานะ​ตัวแปร​กวน​ด้วย Multivariable linear regression</p> <p><strong> ผลการศึกษา: </strong>ระยะ​เวลานอน​โรงพยาบาล​หลัง​ผ่าตัด​ไม่​แตก​ต่างกัน​อย่าง​มี​นัยสำคัญ​ทาง​สถิติ​ระหว่าง​สอง​กลุ่ม (LA: median 38.7 ชั่วโมง [IQR 34.9–45.8] vs OA: 38.5 ชั่วโมง [IQR 26.1–51.8]; p=0.504) กลุ่ม LA มี​คะแนน​ความปวด (VAS) ใน​วันที่ 1 หลัง​ผ่าตัด​ต่ำกว่า​อย่าง​มี​นัยสำคัญ (median 2.2 vs 3.4; p&lt;0.001) และ​มี​ปริมาณ​การ​เสีย​เลือด​ที่​น้อยกว่า (median 5 vs 10 mL; p=0.029) แต่​ใช้​ระยะเวลา​ผ่าตัด​นาน​กว่า (median 48 vs 40 นาที; p=0.003) ส่วน​อัตรา​การ​ส่ง​ตรวจ CT scan ก่อน​ผ่าตัด (ร้อยละ 25.0 เทียบ​กับ 29.7; p=0.569) อัตรา​ภาวะแทรกซ้อน​รุนแรง และ​อัตรา​การ​กลับมา​รักษา​ซ้ำ ไม่​แตก​ต่างกัน​ระหว่าง​สอง​กลุ่ม จาก​การ​วิเคราะห์ Multivariable linear regression (adjusted analysis) ที่​ควบคุม​ความรุนแรง​ของ​โรค อายุ BMI เพศ ระดับ ASA และ​ศัลยแพทย์​ผู้​ผ่าตัด พบ​ว่า​วิธีการ​ผ่าตัด​ไม่​ใช่​ปัจจัย​ทำนาย LOS อย่าง​มี​นัยสำคัญ (adjusted β = −6.71 ชั่วโมง; 95% CI −16.53 ถึง +3.11; p=0.179) ขณะที่​ความรุนแรง​ของ​ไส้ติ่ง​อักเสบ​เป็น​ปัจจัย​ทำนาย LOS ที่​สำคัญ​ที่สุด (adjusted β = +30.15 ชั่วโมง​ต่อ​ระดับ​ความรุนแรง; 95% CI +21.05 ถึง +39.24; p&lt;0.001) แม้​ควบคุม surgeon ใน​โมเดล​แล้ว</p> <p><strong style="font-size: 0.875rem;"> สรุป: </strong><span style="font-size: 0.875rem;">การ​ผ่าตัด​ไส้ติ่ง​ผ่าน​กล้อง​ใน​โรงพยาบาล​ทอง​ผา​ภูมิ​มี​ความปลอดภัย​เทียบเท่า​การ​ผ่าตัด​แบบ​เปิด โดย​มี​อัตรา​ภาวะแทรกซ้อน​และ​ระยะ​เวลานอน​โรงพยาบาล​ที่​ไม่​แตก​ต่างกัน และ​มี​ปริมาณ​การ​เสีย​เลือด​ที่​น้อยกว่า​เล็กน้อย ส่วน​คะแนน​ความปวด​ที่​ต่ำกว่า​ใน​กลุ่ม LA นั้น เนื่องจาก​ผู้ป่วย​กลุ่ม​นี้​ได้รับ​ยาชา​เฉพาะที่​ที่​แผล​ผ่าตัด​ร่วม​ด้วย​ซึ่ง​กลุ่ม OA ไม่​ได้รับ จึง​ไม่​อาจ​สรุป​ได้​ว่า​เป็นผล​จาก​วิธี​ผ่าตัด​โดยตรง อย่างไรก็ตาม ระยะ​เวลานอน​โรงพยาบาล​ไม่​แตก​ต่างกัน​อย่าง​มี​นัยสำคัญ ซึ่ง​สะท้อน​ว่า ปัจจัย​ด้าน​ความรุนแรง​ของ​โรค​และ​การบริหาร​จัดการ​หลัง​ผ่าตัด​ส่งผล​ต่อ LOS มากกว่า​วิธีการ​ผ่าตัด​ใน​บริบท​ของ​โรงพยาบาล​ชุมชน</span></p> 2026-09-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชภิวัฒน์เวชสาร https://he05.tci-thaijo.org/index.php/RBH_Med_J/article/view/8020 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะตับคั่งไขมันที่สัมพันธ์กับความผิดปกติของเมแทบอลิซึมในโรงพยาบาลอุทัยธานี 2026-06-25T14:54:54+07:00 วิไลลักษณ์ ม่วงอิ่ม mwilailak03@gmail.com <p><strong> ที่มาของปัญหา</strong><strong>:</strong> ภาวะตับคั่งไขมัน มีอุบัติการณ์เพิ่มมากขึ้นในประชากรโลก มักสัมพันธ์กับภาวะเมแทบอลิกต่าง ๆ อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้เกิดการอักเสบของตับ และภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง นอกจากนี้ยังสามารถพัฒนาเกิดมะเร็งตับได้ การวินิจฉัยที่ Non invasive ทำได้ง่ายและแม่นยำคือ การตรวจอัลตราซาวนด์ ซึ่งทำได้ในโรงพยาบาลทั่วไป</p> <p><strong> วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะตับคั่งไขมันที่สัมพันธ์กับความผิดปกติของเมแทบอลิซึมในโรงพยาบาลอุทัยธานี</p> <p><strong> วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาแบบภาคตัดขวางโดยใช้ข้อมูลย้อนหลังจากระบบฐานข้อมูลโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 18 ปี และได้รับการตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้องจากแผนกผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ 2567 ถึงตุลาคม พ.ศ. 2568 จำนวน 282 ราย รวบรวมข้อมูลทั่วไป, ประวัติทางการแพทย์และผลตรวจทางห้องปฏิบัติการต่าง ๆ นำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่พบและไม่พบภาวะตับคั่งไขมัน โดยใช้การวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกทั้งแบบตัวแปรเดี่ยวและพหุคูณเพื่อหาปัจจัยที่เกี่ยวข้อง</p> <p><strong> ผลการศึกษา:</strong> จากผู้เข้าร่วมทั้งหมด 282 ราย พบภาวะตับคั่งไขมันจากอัลตราซาวนด์จำนวน 123 ราย (ร้อยละ 43.6) กลุ่มที่มีภาวะตับคั่งไขมันมีอายุน้อยกว่า และมีระดับ Triglyceride, Total cholesterol, LDL, AST และ ALT สูงกว่ากลุ่มที่ไม่พบภาวะตับคั่งไขมันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) การวิเคราะห์แบบพหุคูณพบว่า Triglyceride &gt;150 mg/dL (adjusted OR = 4.30, 95% CI: 2.09–8.85, p &lt; 0.001) และ ALT &gt;40 U/L (adjusted OR = 11.41, 95% CI: 4.87–26.75, p &lt; 0.001) มีความสัมพันธ์กับภาวะตับคั่งไขมันอย่างมีนัยสำคัญ โมเดลมีความสามารถในการจำแนกได้ดี โดยมีค่า AUC เท่ากับ 0.89</p> <p><strong> สรุป:</strong> ความผิดปกติของ Triglyceride และ ALT ระดับสูง มีความสัมพันธ์อย่างชัดเจนกับภาวะตับคั่งไขมันที่สัมพันธ์กับความผิดปกติของเมแทบอลิซึม ในกลุ่มที่ตรวจพบความผิดปกตินี้ ควรได้รับการตรวจด้วยภาพทางรังสี หรือใช้แบบจำลองคะแนนช่วยวินิจฉัยภาวะตับคั่งไขมันตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ออกกำลังกายลดน้ำหนัก และรักษาโรคที่พบร่วม ก่อนพัฒนาไปสู่การอักเสบของตับและลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ต่อไป</p> 2026-09-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชภิวัฒน์เวชสาร