ราชภิวัฒน์เวชสาร https://he05.tci-thaijo.org/index.php/RBH_Med_J <p><strong>ราชภิวัฒน์เวชสาร</strong>มี นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ (Focus and Scope) ดังนี้</p> <ol> <li>เพื่อเผยแพร่นิพนธ์ต้นฉบับ บทความวิชาการ กรณีศึกษา รายงานผู้ป่วย และบทความปกิณกะของบุคลากรในโรงพยาบาลราชบุรี ด้านการแพทย์ การพยาบาล การศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ</li> <li>เพื่อเผยแพร่นิพนธ์ต้นฉบับ บทความวิชาการ กรณีศึกษา รายงานผู้ป่วย และบทความปกิณกะของบุคลากรสาธารณสุข นักศึกษาและนักวิชาการ ด้านการแพทย์ การพยาบาล การศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ</li> <li>เพื่อตอบสนองการเป็นโรงพยาบาลระดับ P Plus และยกระดับความเป็นเลิศด้านวิชาการและการวิจัย</li> </ol> โรงพยาบาลราชบุรี th-TH ราชภิวัฒน์เวชสาร Articles in this journal are copyrighted by the <strong>x</strong published under the Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) license.<br /> may be read and used for academic purposes, such as teaching, research, or citation, with proper credit given to the author and the journal.<br /> use or modification of the articles is prohibited without permission.<br /> statements expressed in the articles are solely the opinions of the authors.<br /> authors are fully responsible for the content and accuracy of their articles.<br /> other reuse or republication requires permission from the journal." อุบัติการณ์ ปัจจัยเสี่ยง และผลลัพธ์ทางคลินิกของการติดเชื้อแบคทีเรียแกรมลบดื้อยาหลายขนานในกระแสเลือดของโรงพยาบาลบ้านโป่ง https://he05.tci-thaijo.org/index.php/RBH_Med_J/article/view/7434 <p><strong> ที่มาของปัญหา:</strong> เชื้อแบคทีเรียแกรมลบดื้อยาหลายขนานในกระแสเลือด (multidrug-resistance gram-negative bloodstream infection: MDR GN-BSI) ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก นำไปสู่ข้อจำกัดในการรักษา อัตราการเสียชีวิตที่สูงขึ้น และภาระทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด แต่ข้อมูลของโรงพยาบาลบ้านโป่งยังคงมีอยู่อย่างจำกัด</p> <p><strong> วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาอุบัติการณ์ ปัจจัยเสี่ยง และผลลัพธ์ทางคลินิกของการติดเชื้อแบคทีเรียแกรมลบดื้อยาหลายขนานในกระแสเลือด ณ โรงพยาบาลบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี</p> <p> <strong>วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาเชิงวิเคราะห์ย้อนหลัง (retrospective analytical study) ในผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ที่ตรวจพบเชื้อแบคทีเรียแกรมลบในกระแสเลือดระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2566 ถึง 30 มิถุนายน 2568 โดยจำแนกกลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่ม MDR และ Non-MDR ตามนิยามมาตรฐานสากล เพื่อวิเคราะห์อุบัติการณ์ ปัจจัยเสี่ยง และผลลัพธ์ทางคลินิก</p> <p> <strong>ผลการศึกษา:</strong><strong> </strong>จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 436 ราย พบอุบัติการณ์ MDR GN-BSI ร้อยละ 11.0 เชื้อก่อโรคที่พบมากที่สุดคือ <em>Escherichia coli</em> และ <em>Klebsiella pneumoniae</em> อย่างไรก็ตาม <em>Acinetobacter baumannii</em> มีสัดส่วนการดื้อยาหลายขนานที่สูงกว่าเชื้อชนิดอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ร้อยละ 16.7 เทียบกับ 1.5;<em> p&lt;0.001)</em> จากการวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงพบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อ MDR อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ การติดเชื้อในโรงพยาบาล (adjusted odds ratio [aOR] 4.50, 95% confidence interval [CI] 1.25-16.20, <em>p=0.02</em>) ประวัติการได้รับยาต้านจุลชีพกลุ่ม Fluoroquinolones ภายใน 90 วัน (aOR 6.61, 95% CI 1.81-24.10, <em>p=0.004</em>) และประวัติการพบเชื้อดื้อยาหลายขนานภายใน 90 วัน (aOR 5.92, 95% CI 1.69-20.80, <em>p=0.01</em>) ในด้านผลลัพธ์ทางคลินิก พบว่ากลุ่ม MDR มีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่ากลุ่ม Non-MDR อย่างชัดเจน (ร้อยละ 33.3 เทียบกับ 7.7; p&lt;0.001) นอกจากนี้ยังสัมพันธ์กับการเกิดภาวะช็อคจากการติดเชื้อ <em>(p=0.04) </em>ระยะเวลานอนโรงพยาบาลที่นานขึ้นเฉลี่ย 3.6 วัน <em>(p=0.01)</em> การเพิ่มปริมาณการใช้ยาต้านจุลชีพชนิดออกฤทธิ์กว้าง (broad-spectrum antimicrobial agents) และค่ารักษาพยาบาลเฉลี่ยที่สูงขึ้นจาก 31,721 เป็น 51,502 บาทต่อราย <em>(</em><em>p=0.02)</em></p> <p><strong> สรุป:</strong> การติดเชื้อ MDR GN-BSI สัมพันธ์กับอัตราการตายและภาระทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การควบคุมการติดเชื้ออย่างเข้มงวดและการกำกับการใช้ยาต้านจุลชีพเป็นมาตรการเร่งด่วนที่จำเป็น</p> ดิษฐวัฒน์ ปฐมเจริญสุขชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชภิวัฒน์เวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 1 1 e7434 e7434 การศึกษาเรื่องความชุกของภาวะเม็ดเลือดขาวผิดปกติในผู้ป่วยโรคทางจิตเวช โรงพยาบาลราชบุรี ที่ได้รับยาโคลซาปีนในช่วง 5 ปีย้อนหลังและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง https://he05.tci-thaijo.org/index.php/RBH_Med_J/article/view/7471 <p><strong> ที่มาของปัญหา</strong><strong>: </strong>ยาโคลซาปีนเป็นยาเพียงตัวเดียวที่ใช้รักษาผู้ป่วยโรคจิตเภทที่ดื้อต่อการรักษาหรือมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง หรือมีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย แต่การใช้ยายังถูกจำกัดเนื่องจากผลข้างเคียงเรื่องนิวโตรฟิลต่ำชนิดแกรนูโลไซต์ซึ่งมีอันตรายถึงชีวิต </p> <p><strong> วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาหาความผิดปกติของเม็ดเลือดขาวในผู้ป่วยจิตเวชที่ได้รับยาโคลซาปีนและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง</p> <p><strong> วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การทบทวนเวชระเบียนย้อนหลังของผู้ป่วยจิตเวชทุกรายที่มีอายุมากกว่า 18 ปี ในขณะที่ได้รับการรักษาด้วยยาโคลซาปีนและมีการตรวจค่าความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด เวชระเบียนที่ข้อมูลไม่ครบถ้วนจะถูกคัดออก โดยเก็บข้อมูลทั่วไป โรคประจำตัวทางจิตเวช ขนาดยาโคลซาปีน ระยะเวลาที่ได้รับยาโคลซาปีน และขนาดยาจิตเวชตัวอื่น ๆ ที่ใช้ร่วมกับยาโคลซาปีน เพื่อนำมาวิเคราะห์หาความสัมพันธ์กับค่าเม็ดเลือดที่ผิดปกติ</p> <p><strong> ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> เวชระเบียนผู้ป่วยทั้งหมด 157 ราย เป็นเพศชาย ร้อยละ 62.42 เป็นโรคจิตเภทร้อยละ 79.61 มีผลการตรวจค่าความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดรวม 1,093 ครั้ง ขนาดยาโคลซาปีนเฉลี่ย 216.55 มก./วัน และระยะเวลาที่ได้รับยาโคลซาปีนเฉลี่ย 3,007 วัน พบภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ 5 ครั้ง เป็นภาวะนิวโตรฟิลต่ำ 3 ครั้ง และไม่พบภาวะนิวโตรฟิลต่ำชนิดแกรนูโลไซต์เลย โดยปัจจัยเรื่องอายุที่มากขึ้นของผู้ป่วย (ค่าเฉลี่ย 62.20 ± 2.95 ปี) สัมพันธ์กับภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) เมื่อเทียบกับภาวะเม็ดเลือดขาวปกติ (ค่าเฉลี่ย 47.69 ± 10.77 ปี) หรือภาวะเม็ดเลือดขาวสูง (ค่าเฉลี่ย 45.12 ± 11.01 ปี) และพบว่าระยะเวลาที่ได้รับยาโคลซาปีน (2,176 วัน) มีความสัมพันธ์กับภาวะนิวโตรฟิลต่ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.042) เมื่อเทียบกับกลุ่มนิวโตรฟิลปกติ (3,037 วัน) หรือกลุ่มนิวโตรฟิลสูง (2,830 วัน)</p> <p><strong> สรุป: </strong>การศึกษานี้พบว่าภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำสัมพันธ์กับอายุที่มากขึ้นของผู้ป่วย และภาวะนิวโตรฟิลต่ำสัมพันธ์กับระยะเวลาที่ได้รับยาโคลซาปีนที่น้อยกว่า โดยไม่พบภาวะนิวโตรฟิลต่ำชนิดแกรนูโลไซต์เลย</p> สหคุณ อุดมแสวงโชค ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชภิวัฒน์เวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 1 1 e7471 e7471 ผลของโปรแกรมการเสริมสร้างการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อสมรรถนะในการดูแลผู้ป่วยมะเร็ง ระยะสุดท้ายของผู้ดูแลในโรงพยาบาลบ้านโป่ง https://he05.tci-thaijo.org/index.php/RBH_Med_J/article/view/7610 <p><strong> ที่มาของปัญหา</strong><strong>: </strong>มะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของประเทศไทย ผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายที่บ้านมักประสบปัญหาการขาดความรู้และทักษะในการดูแลผู้ป่วย ความไม่มั่นใจในความสามารถของตนเอง และความเครียดจากการดูแล การเสริมสร้างการรับรู้สมรรถนะแห่งตนเป็นกลยุทธ์สำคัญในการพัฒนาความสามารถของผู้ดูแล</p> <p><strong> วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยการรับรู้สมรรถนะแห่งตนและสมรรถนะในการดูแล ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายของผู้ดูแลก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมเสริมสร้างการรับรู้สมรรถนะแห่งตน</p> <p><strong> วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง ในผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายที่โรงพยาบาลบ้านโป่ง จำนวน 30 คน ได้รับโปรแกรมเสริมสร้างการรับรู้สมรรถนะแห่งตนที่พัฒนาตามแนวคิดของแบนดูรา ประกอบด้วยกิจกรรม 4 ครั้ง ในระยะเวลา 6 สัปดาห์ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบวัดการรับรู้สมรรถนะแห่งตนและแบบประเมินสมรรถนะในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Paired t-test</p> <p><strong> ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ผู้ดูแลมีคะแนนเฉลี่ยการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอยู่ในระดับปานกลาง (x̄=2.91, SD=0.62) และหลังเข้าร่วมโปรแกรมเพิ่มขึ้นเป็นระดับสูง (x̄=4.22, SD=0.54) โดยคะแนนเฉลี่ยหลังเข้าร่วมโปรแกรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=12.16, p&lt;.001) คะแนนเฉลี่ยสมรรถนะในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอยู่ในระดับปานกลาง (x̄=2.83, SD=0.65) และหลังเข้าร่วมโปรแกรมเพิ่มขึ้นเป็นระดับสูง (x̄=4.29, SD=0.51) โดยคะแนนเฉลี่ยหลังเข้าร่วมโปรแกรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t=12.70, p&lt;.001)</p> <p><strong> สรุป: </strong>โปรแกรมการเสริมสร้างการรับรู้สมรรถนะแห่งตนช่วยเพิ่มการรับรู้สมรรถนะแห่งตนและสมรรถนะในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายของผู้ดูแลได้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาคุณภาพการดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายที่บ้านและเป็นแนวทางในการพัฒนาโปรแกรมสนับสนุนผู้ดูแลในบริบทอื่น ๆ</p> วาสนา หนุนภักดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชภิวัฒน์เวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 1 1 e7610 e7610 สารจากผู้อำนวยการ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/RBH_Med_J/article/view/7765 <p> องค์กรที่มีประสิทธิภาพสูงย่อมต้องมีหลายมิติ หนึ่งในนั้นคือการสร้างนวัตกรรม โรงพยาบาลราชบุรีเติบโตจากโรงพยาบาลที่มุ่งเน้นการรักษา ซึ่งต่อมามีพัฒนาการมาสู่การผลิตบุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้งเป็นโรงพยาบาลปลายทางสำหรับการรักษาที่มีความซับซ้อนในเขตสุขภาพที่ 5 จึงต้องมีการผลิตนวัตกรรมเพื่อให้เหมาะกับบริบทของเขตสุขภาพ และเป็นต้นแบบให้กับโรงพยาบาลในเครือข่าย เพื่อให้เกิดคุณภาพและประสิทธิภาพในการดูแลระบบสาธารณสุข เพื่อให้เกิดสุขภาวะที่เป็นไปตามแนวคิด “ประชาชนสุขภาพดี เจ้าหน้าที่มีความสุข ระบบสุขภาพยั่งยืน” “ราชภิวัฒน์เวชสาร”เกิดจากความ เข้มแข็งของระบบการรักษา การเรียนการสอน มุ่งสู่การทำวิจัย และพร้อมจะถูกกลั่นกรอง เพื่อเป็นแนวทางการรักษาในเขตสุขภาพที่ 5 และของประเทศต่อไป</p> <p> ในนามของผู้บริหารต้องขอขอบคุณทีมบรรณาธิการและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมทั้งนโยบายจากกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งเขตสุขภาพ ที่สนับสนุนให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนสืบไป</p> นิคม มะลิทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชภิวัฒน์เวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-27 2026-04-27 1 1 e7765 e7765 งานวิจัยในเชิงแพทยศาสตร์ศึกษา: พลังขับเคลื่อนคุณภาพแพทย์และสุขภาวะของสังคม https://he05.tci-thaijo.org/index.php/RBH_Med_J/article/view/7768 <p> เป็นที่ทราบกันดีว่างานวิจัยนับว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งในทางการแพทย์ ในด้านของแพทยศาสตรศึกษางานวิจัยก็ถือว่ามีความสำคัญไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ดังนั้นในทุกสถาบันที่มีการเรียนการสอนจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างและส่งเสริมให้มีการพัฒนางานวิจัยในเชิงแพทยศาสตรศึกษาควบคู่ไปกับงานวิจัยทางการแพทย์ เพื่อสร้างองค์กรที่มีความรู้และระบบนิเวศน์ (ecosystem) ที่เหมาะสมและทันสมัยตามโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว</p> สมบัติ หัชลีฬหา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชภิวัฒน์เวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-28 2026-04-28 1 1 e7768 e7768 บทบาทของพยาบาลในการให้คำแนะนำเพื่อเตรียมตัวก่อนกลับบ้านในผู้ป่วยที่ได้รับการสวนหัวใจ: แนวทางเชิงระบบและแนวปฏิบัติสำหรับการพยาบาล https://he05.tci-thaijo.org/index.php/RBH_Med_J/article/view/7740 <p> การสวนหัวใจเป็นหัตถการสำคัญในการวินิจฉัยและรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบหรือมีความเสี่ยงสูง แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพของการรักษา แต่การดูแลในระยะเปลี่ยนผ่านจากโรงพยาบาลสู่บ้านยังคงมีความสำคัญ โดยเฉพาะการให้คำแนะนำก่อนจำหน่าย ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความสามารถในการดูแลตนเอง การป้องกันภาวะแทรกซ้อน และการลดอัตราการกลับเข้ารักษาซ้ำ</p> <p> พยาบาลเป็นบุคลากรหลักในกระบวนการเตรียมผู้ป่วยก่อนกลับบ้าน ทำหน้าที่ทั้งการประเมินให้ความรู้ ประสานงาน สนับสนุน และติดตามต่อเนื่อง บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายบทบาทดังกล่าวโดยใช้แนวคิดเชิงระบบและแนวปฏิบัติทางคลินิกที่เหมาะสม ครอบคลุมการประเมินความพร้อม การให้ความรู้ การส่งเสริมทักษะการดูแลตนเอง การดูแลแผล การใช้ยา การควบคุมกิจกรรม การปรับพฤติกรรมโภชนาการ และการติดตามหลังจำหน่าย ทั้งนี้ หลักฐานสนับสนุนว่าการสื่อสารแบบ Teach-back และโปรแกรม Transitional care หรือ Telehealth ช่วยเพิ่มความสามารถในการดูแลตนเองและความพร้อมหลังจำหน่าย</p> <p> การดำเนินงานของพยาบาลอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องช่วยเพิ่มความรู้ ความเข้าใจ และความมั่นใจของผู้ป่วยและครอบครัว ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และส่งเสริมผลลัพธ์ทางสุขภาพในระยะยาวจึงควรพัฒนาศักยภาพด้านการสื่อสาร การสอนที่เน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการติดตามดูแลหลังจำหน่าย ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Cardiac rehabilitation และการดูแลผู้ป่วย Chronic coronary disease สมัยใหม่</p> สุนันท์ พรหมรอด วันเพ็ญ วัฒนชัย สุชาดา บัญญัติโชคไพศาล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชภิวัฒน์เวชสาร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-29 2026-04-29 1 1 e7740 e7740 บทบรรณาธิการแถลง https://he05.tci-thaijo.org/index.php/RBH_Med_J/article/view/7762 <p> สมาชิกวารสารทุกท่าน ราชภิวัฒน์เวชสาร (Ratchabhiwat Medical Journal) จัดทำขึ้นโดยโรงพยาบาลราชบุรี ด้วยความมุ่งหมายเพื่อเป็นเวทีทางวิชาการสำหรับเผยแพร่ผลงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข ทั้งในรูปแบบนิพนธ์ต้นฉบับ รายงานผู้ป่วย กรณีศึกษา บทความปกิณกะ และบทความวิชาการที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการพัฒนาความรู้ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางคลินิก และการประยุกต์ใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ในการดูแลผู้ป่วยอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน</p> <p> การจัดพิมพ์ฉบับปฐมฤกษ์นี้นับเป็นก้าวสำคัญของวารสาร ซึ่งเกิดขึ้นจากความร่วมมือของคณะผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ประเมินบทความ และผู้เขียนจากหลากหลายสาขา วารสารยึดมั่นในมาตรฐานการพิจารณาบทความแบบผู้ทรงคุณวุฒิประเมิน (peer review) อย่างเป็นระบบ โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อให้ผลงานที่ตีพิมพ์มีคุณภาพทางวิชาการ เชื่อถือได้ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติงานจริง</p> วุฒิเศรษฐ์ ฐิตินันท์เมือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-24 2026-04-24 1 1 e7762 e7762