ราชภิวัฒน์เวชสาร
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/RBH_Med_J
<p><strong>ราชภิวัฒน์เวชสาร</strong>มี นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ (Focus and Scope) ดังนี้</p> <ol> <li>เพื่อเผยแพร่นิพนธ์ต้นฉบับ ได้แก่ บทความวิจัย บทความวิชาการ กรณีศึกษา รายงานผู้ป่วย และบทความปกิณกะของบุคลากรในโรงพยาบาลราชบุรี ด้านการแพทย์ การพยาบาล การศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ</li> <li>เพื่อเผยแพร่นิพนธ์ต้นฉบับ ได้แก่ บทความวิจัย บทความวิชาการ กรณีศึกษา รายงานผู้ป่วย และบทความปกิณกะของบุคลากรสาธารณสุข นักศึกษาและนักวิชาการ ด้านการแพทย์ การพยาบาล การศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ</li> <li>เพื่อตอบสนองการเป็นโรงพยาบาลระดับ P Plus และยกระดับความเป็นเลิศด้านวิชาการและการวิจัย</li> </ol>
โรงพยาบาลราชบุรี
th-TH
ราชภิวัฒน์เวชสาร
3088-344X
Articles in this journal are copyrighted by the <strong>x</strong published under the Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) license.<br /> may be read and used for academic purposes, such as teaching, research, or citation, with proper credit given to the author and the journal.<br /> use or modification of the articles is prohibited without permission.<br /> statements expressed in the articles are solely the opinions of the authors.<br /> authors are fully responsible for the content and accuracy of their articles.<br /> other reuse or republication requires permission from the journal."
-
ความชุก คุณลักษณะทางคลินิกและสาเหตุของโรคความผิดปกติทางจิตอันเนื่องมาจากโรคทางกายที่โรงพยาบาลโพธาราม
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/RBH_Med_J/article/view/7906
<p><strong> ที่มาของปัญหา</strong><strong>: </strong>การวินิจฉัยโรคทางจิตเวชต่าง ๆ จำเป็นต้องประเมินว่ามีโรคทางกายที่ทำให้เกิดอาการทางจิตในผู้ป่วยหรือไม่ อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อมูลของความชุกดังกล่าวในประเทศไทย</p> <p><strong> วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อศึกษาหาความชุก คุณลักษณะทางคลินิก และสาเหตุของโรคความผิดปกติทางจิตอันเนื่องมาจากโรคทางกาย ร่วมกับศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการได้รับการวินิจฉัยโรคทางกายที่เป็นสาเหตุก่อนหรือภายหลังการวินิจฉัยโรคความผิดปกติทางจิตอันเนื่องมาจากโรคทางกาย</p> <p><strong> วิธีการศึกษา</strong>: เป็นการศึกษาแบบ Retrospective study สืบค้นเวชระเบียนผู้ป่วยนอกที่มารักษาที่โรงพยาบาลโพธาราม ในช่วงวันที่ 1 มกราคม 2567 – 31 ธันวาคม 2567 ซึ่งได้รับการวินิจฉัยโรคความผิดปกติทางจิต และทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์การวินิจฉัยโรคความผิดปกติทางจิตอันเนื่องมาจากโรคทางกายทั้งหมด โดยไม่ได้รวมถึงภาวะ Delirium และความผิดปกติทางจิตจากสารเสพติด</p> <p><strong> ผลการศึกษา</strong>: จากผู้ป่วยที่มีการวินิจฉัยโรคความผิดปกติทางจิตทั้งหมด 2,033 ราย มีผู้ป่วยที่มีการวินิจฉัยโรคความผิดปกติทางจิตอันเนื่องมาจากโรคทางกาย 52 ราย คิดเป็นร้อยละ 2.56 (95% CI, 1.92–3.34) โดยพบโรค Psychotic disorder due to another medical condition มากที่สุด ขณะที่เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนในแต่ละกลุ่มโรค พบว่าโรค Bipolar disorder due to another medical condition พบเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 17.6 ของโรค Bipolar disorder ผู้ป่วยโรคความผิดปกติทางจิตอันเนื่องมาจากโรคทางกายร้อยละ 40.4 ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยโรคทางกายที่เป็นสาเหตุมาก่อน ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการทราบสาเหตุโรคทางกายในภายหลังคือ อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป โดยสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด คือ ภาวะสมองเสื่อม การได้รับบาดเจ็บทางสมองและโรคลมชัก</p> <p><strong> สรุป</strong>: โรคความผิดปกติทางจิตอันเนื่องมาจากโรคทางกาย พบได้ร้อยละ 2.56 ของผู้ป่วยที่ได้รับวินิจฉัยโรคความผิดปกติทางจิต ผลการศึกษานี้เน้นย้ำความสำคัญของการซักประวัติ การตรวจร่างกาย และการสืบค้นเพิ่มเติมเพื่อค้นหาสาเหตุทางกายในผู้ป่วยที่มีอาการทางจิต เนื่องจากผู้ป่วยถึงร้อยละ 40.4 ไม่ทราบว่ามีโรคทางกายที่เป็นสาเหตุมาก่อน โดยในผู้สูงอายุมักจะทราบวินิจฉัยโรคทางกายภายหลังมีอาการทางจิต</p>
พีร ฉายศิริกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชภิวัฒน์เวชสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-02
2026-09-02
1 3
e7906
e7906
-
การเปรียบเทียบผลลัพธ์การผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบระหว่างการผ่าตัดผ่านกล้องและการผ่าตัดแบบเปิดในโรงพยาบาลทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/RBH_Med_J/article/view/7937
<p><strong> ที่มาของปัญหา: </strong>การผ่าตัดไส้ติ่งผ่านกล้อง (laparoscopic appendectomy, LA) เป็นหนึ่งในวิธีผ่าตัดมาตรฐานในโรคไส้ติ่งอักเสบชนิดไม่ซับซ้อน (uncomplicated) ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ทั้งในประเทศ และนอกประเทศ แต่ข้อมูลจากโรงพยาบาลชุมชนของประเทศไทยยังจำกัด</p> <p><strong> วัตถุประสงค์: </strong>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์การผ่าตัดระหว่าง LA และการผ่าตัดแบบเปิด (open appendectomy, OA) ในโรงพยาบาลทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี</p> <p><strong> วิธีการศึกษา: </strong>การศึกษาแบบย้อนหลังเชิงวิเคราะห์ (retrospective cohort study) ทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปที่ได้รับการผ่าตัดไส้ติ่ง จำนวน 195 ราย แบ่งเป็นกลุ่ม LA จำนวน 84 ราย และกลุ่ม OA จำนวน 111 ราย ตัวแปรหลักคือระยะเวลานอนโรงพยาบาลหลังผ่าตัด (LOS, ชั่วโมง) ตัวแปรรองได้แก่ ระยะเวลาผ่าตัด, VAS pain score post-op day 1, ปริมาณการเสียเลือด (EBL) และอัตราการส่งตรวจ CT scan ก่อนผ่าตัด ความรุนแรงของไส้ติ่งอักเสบควบคุมในฐานะตัวแปรกวนด้วย Multivariable linear regression</p> <p><strong> ผลการศึกษา: </strong>ระยะเวลานอนโรงพยาบาลหลังผ่าตัดไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างสองกลุ่ม (LA: median 38.7 ชั่วโมง [IQR 34.9–45.8] vs OA: 38.5 ชั่วโมง [IQR 26.1–51.8]; p=0.504) กลุ่ม LA มีคะแนนความปวด (VAS) ในวันที่ 1 หลังผ่าตัดต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (median 2.2 vs 3.4; p<0.001) และมีปริมาณการเสียเลือดที่น้อยกว่า (median 5 vs 10 mL; p=0.029) แต่ใช้ระยะเวลาผ่าตัดนานกว่า (median 48 vs 40 นาที; p=0.003) ส่วนอัตราการส่งตรวจ CT scan ก่อนผ่าตัด (ร้อยละ 25.0 เทียบกับ 29.7; p=0.569) อัตราภาวะแทรกซ้อนรุนแรง และอัตราการกลับมารักษาซ้ำ ไม่แตกต่างกันระหว่างสองกลุ่ม จากการวิเคราะห์ Multivariable linear regression (adjusted analysis) ที่ควบคุมความรุนแรงของโรค อายุ BMI เพศ ระดับ ASA และศัลยแพทย์ผู้ผ่าตัด พบว่าวิธีการผ่าตัดไม่ใช่ปัจจัยทำนาย LOS อย่างมีนัยสำคัญ (adjusted β = −6.71 ชั่วโมง; 95% CI −16.53 ถึง +3.11; p=0.179) ขณะที่ความรุนแรงของไส้ติ่งอักเสบเป็นปัจจัยทำนาย LOS ที่สำคัญที่สุด (adjusted β = +30.15 ชั่วโมงต่อระดับความรุนแรง; 95% CI +21.05 ถึง +39.24; p<0.001) แม้ควบคุม surgeon ในโมเดลแล้ว</p> <p><strong style="font-size: 0.875rem;"> สรุป: </strong><span style="font-size: 0.875rem;">การผ่าตัดไส้ติ่งผ่านกล้องในโรงพยาบาลทองผาภูมิมีความปลอดภัยเทียบเท่าการผ่าตัดแบบเปิด โดยมีอัตราภาวะแทรกซ้อนและระยะเวลานอนโรงพยาบาลที่ไม่แตกต่างกัน และมีปริมาณการเสียเลือดที่น้อยกว่าเล็กน้อย ส่วนคะแนนความปวดที่ต่ำกว่าในกลุ่ม LA นั้น เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้รับยาชาเฉพาะที่ที่แผลผ่าตัดร่วมด้วยซึ่งกลุ่ม OA ไม่ได้รับ จึงไม่อาจสรุปได้ว่าเป็นผลจากวิธีผ่าตัดโดยตรง อย่างไรก็ตาม ระยะเวลานอนโรงพยาบาลไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนว่า ปัจจัยด้านความรุนแรงของโรคและการบริหารจัดการหลังผ่าตัดส่งผลต่อ LOS มากกว่าวิธีการผ่าตัดในบริบทของโรงพยาบาลชุมชน</span></p>
บุญฤทธิ์ ทองพิสิฐสมบัติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชภิวัฒน์เวชสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-02
2026-09-02
1 3
e7937
e7937
-
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะตับคั่งไขมันที่สัมพันธ์กับความผิดปกติของเมแทบอลิซึมในโรงพยาบาลอุทัยธานี
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/RBH_Med_J/article/view/8020
<p><strong> ที่มาของปัญหา</strong><strong>:</strong> ภาวะตับคั่งไขมัน มีอุบัติการณ์เพิ่มมากขึ้นในประชากรโลก มักสัมพันธ์กับภาวะเมแทบอลิกต่าง ๆ อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้เกิดการอักเสบของตับ และภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง นอกจากนี้ยังสามารถพัฒนาเกิดมะเร็งตับได้ การวินิจฉัยที่ Non invasive ทำได้ง่ายและแม่นยำคือ การตรวจอัลตราซาวนด์ ซึ่งทำได้ในโรงพยาบาลทั่วไป</p> <p><strong> วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะตับคั่งไขมันที่สัมพันธ์กับความผิดปกติของเมแทบอลิซึมในโรงพยาบาลอุทัยธานี</p> <p><strong> วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาแบบภาคตัดขวางโดยใช้ข้อมูลย้อนหลังจากระบบฐานข้อมูลโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 18 ปี และได้รับการตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้องจากแผนกผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ 2567 ถึงตุลาคม พ.ศ. 2568 จำนวน 282 ราย รวบรวมข้อมูลทั่วไป, ประวัติทางการแพทย์และผลตรวจทางห้องปฏิบัติการต่าง ๆ นำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่พบและไม่พบภาวะตับคั่งไขมัน โดยใช้การวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกทั้งแบบตัวแปรเดี่ยวและพหุคูณเพื่อหาปัจจัยที่เกี่ยวข้อง</p> <p><strong> ผลการศึกษา:</strong> จากผู้เข้าร่วมทั้งหมด 282 ราย พบภาวะตับคั่งไขมันจากอัลตราซาวนด์จำนวน 123 ราย (ร้อยละ 43.6) กลุ่มที่มีภาวะตับคั่งไขมันมีอายุน้อยกว่า และมีระดับ Triglyceride, Total cholesterol, LDL, AST และ ALT สูงกว่ากลุ่มที่ไม่พบภาวะตับคั่งไขมันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) การวิเคราะห์แบบพหุคูณพบว่า Triglyceride >150 mg/dL (adjusted OR = 4.30, 95% CI: 2.09–8.85, p < 0.001) และ ALT >40 U/L (adjusted OR = 11.41, 95% CI: 4.87–26.75, p < 0.001) มีความสัมพันธ์กับภาวะตับคั่งไขมันอย่างมีนัยสำคัญ โมเดลมีความสามารถในการจำแนกได้ดี โดยมีค่า AUC เท่ากับ 0.89</p> <p><strong> สรุป:</strong> ความผิดปกติของ Triglyceride และ ALT ระดับสูง มีความสัมพันธ์อย่างชัดเจนกับภาวะตับคั่งไขมันที่สัมพันธ์กับความผิดปกติของเมแทบอลิซึม ในกลุ่มที่ตรวจพบความผิดปกตินี้ ควรได้รับการตรวจด้วยภาพทางรังสี หรือใช้แบบจำลองคะแนนช่วยวินิจฉัยภาวะตับคั่งไขมันตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ออกกำลังกายลดน้ำหนัก และรักษาโรคที่พบร่วม ก่อนพัฒนาไปสู่การอักเสบของตับและลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ต่อไป</p>
วิไลลักษณ์ ม่วงอิ่ม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชภิวัฒน์เวชสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-02
2026-09-02
1 3
e8020
e8020