ราชภิวัฒน์เวชสาร
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/RBH_Med_J
<p><strong>ราชภิวัฒน์เวชสาร</strong>มี นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ (Focus and Scope) ดังนี้</p> <ol> <li>เพื่อเผยแพร่นิพนธ์ต้นฉบับ ได้แก่ บทความวิจัย บทความวิชาการ กรณีศึกษา รายงานผู้ป่วย และบทความปกิณกะของบุคลากรในโรงพยาบาลราชบุรี ด้านการแพทย์ การพยาบาล การศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ</li> <li>เพื่อเผยแพร่นิพนธ์ต้นฉบับ ได้แก่ บทความวิจัย บทความวิชาการ กรณีศึกษา รายงานผู้ป่วย และบทความปกิณกะของบุคลากรสาธารณสุข นักศึกษาและนักวิชาการ ด้านการแพทย์ การพยาบาล การศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ</li> <li>เพื่อตอบสนองการเป็นโรงพยาบาลระดับ P Plus และยกระดับความเป็นเลิศด้านวิชาการและการวิจัย</li> </ol>
โรงพยาบาลราชบุรี
th-TH
ราชภิวัฒน์เวชสาร
3088-344X
Articles in this journal are copyrighted by the <strong>x</strong published under the Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) license.<br /> may be read and used for academic purposes, such as teaching, research, or citation, with proper credit given to the author and the journal.<br /> use or modification of the articles is prohibited without permission.<br /> statements expressed in the articles are solely the opinions of the authors.<br /> authors are fully responsible for the content and accuracy of their articles.<br /> other reuse or republication requires permission from the journal."
-
การเปลี่ยนแปลงการรู้คิดในผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมหลังการรักษาแบบไม่ใช้ยาอย่างต่อเนื่อง 44 สัปดาห์ ด้วยกิจกรรมบำบัดปักผ้าบูรณาการ: การศึกษาย้อนหลัง ณ โรงพยาบาลสิรินธร จังหวัดขอนแก่น
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/RBH_Med_J/article/view/7661
<p><strong> ที่มาของปัญหา:</strong> ภาวะสมองเสื่อมเป็นปัญหาสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้นในสังคมสูงอายุ โรงพยาบาลสิรินธร จังหวัดขอนแก่น ได้ใช้กระบวนการรักษาแบบไม่ใช้ยา (non-pharmacological Intervention; NPI) ออกแบบผ่าน Six cognitive domains โดยมีกิจกรรมบำบัดปักผ้าบูรณาการ ศิลปะ ดนตรีและการเคลื่อนไหวร่างกายทุกสัปดาห์ต่อเนื่อง 44 สัปดาห์ มีติดตามการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรม อารมณ์ สังคมและผลการทำหน้าที่ของสมองในเวชระเบียนอย่างเป็นระบบ แต่ยังไม่มีการวิเคราะห์อย่างครอบคลุม</p> <p><strong> วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของการรู้คิดของผู้ป่วยสมองเสื่อมที่รับการรักษาแบบไม่ใช้ยาตามหลักการ Six cognitive domains อย่างต่อเนื่อง 44 สัปดาห์และประเมินคุณภาพชีวิตหลังการรักษา จากข้อมูลเวชระเบียนย้อนหลัง ณ โรงพยาบาลสิรินธร จังหวัดขอนแก่น</p> <p><strong> วิธีการศึกษา:</strong> การศึกษาย้อนหลังเชิงพรรณนา ทบทวนเวชระเบียนผู้ป่วยสมองเสื่อม (ICD-10: F00-F03) ปีงบประมาณ พ.ศ.2567-2568 จากผู้ป่วย 46 ราย คัดเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) ได้กลุ่มที่มีข้อมูลจากเวชระเบียนที่ครบถ้วนและเข้าร่วมกิจกรรมบำบัดปักผ้าบูรณาการต่อเนื่องทั้งหมด 13 ราย เครื่องมือประเมิน ได้แก่ MoCA, MMSE และ Bender gestalt test วิเคราะห์ด้วย Paired t-test/Wilcoxon signed-rank test และ Cohen's d</p> <p><strong> ผลการศึกษา:</strong> กลุ่มตัวอย่าง 13 ราย อายุเฉลี่ย 71.2±4.6 ปี คะแนน MoCA เพิ่มขึ้นจาก 17.38±2.33 เป็น 20.85±2.54 (p<0.01, d=1.27; ขนาดผลใหญ่) คะแนน MMSE เพิ่มจาก 20.08±3.04 เป็น 21.92±2.64 (p<0.05, d=0.73; ขนาดผลปานกลาง) Bender gestalt test ข้อผิดพลาดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05, d=0.66) ด้าน Visuospatial/Executive เพิ่มขึ้น (Δ=+1.23, p=0.004) คุณภาพชีวิตดีขึ้นทุกมิติ โดยร้อยละ 100 มีความสุขและอารมณ์ดีขึ้น</p> <p><strong> สรุป:</strong> NPI ออกแบบผ่าน Six cognitive domains โดยมีกิจกรรมบำบัดปักผ้าบูรณาการ ศิลปะ ดนตรีและการเคลื่อนไหวร่างกาย ทุกสัปดาห์ต่อเนื่อง 44 สัปดาห์ มีประสิทธิผลในการพัฒนาการทำหน้าที่สมองและคุณภาพชีวิตผู้ป่วยสมองเสื่อม สนับสนุนการขยายโปรแกรมสู่ชุมชนและพัฒนาแนวทางเวชปฏิบัติระดับประเทศ</p>
ปริยสุทธิ์ อินทสุวรรณ
พัจนภา ธานี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชภิวัฒน์เวชสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-28
2026-05-28
1 2
e7661
e7661
-
ผลของโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม โรงพยาบาลหลังสวน จังหวัดชุมพร
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/RBH_Med_J/article/view/7710
<p><strong> ที่มาของปัญหา</strong><strong>: </strong>ประเทศไทยมีแนวโน้มผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้ายเพิ่มขึ้นร้อยละ 15-20 ต่อปี ผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการบำบัดทดแทนไต ซึ่งมักมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนขณะฟอกเลือด ประสิทธิผลของการรักษาไม่ได้ขึ้นอยู่กับเครื่องมือแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความรอบรู้ด้านสุขภาพด้วย</p> <p><strong> วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม โรงพยาบาลหลังสวน จังหวัดชุมพร</p> <p><strong> วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบลงมือปฏิบัติร่วมกันแบ่งกระบวนการเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสถานการณ์: ศึกษาสถิติผู้ป่วยปี 2565-2567 และสัมภาษณ์เชิงลึกพยาบาลวิชาชีพ ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบของโปรแกรม: ผลิตสื่อความรู้ ได้แก่ แผ่นพับและวิดีทัศน์ความยาว 5 นาที ซึ่งผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ ระยะที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบโปรแกรม: ดำเนินการกับกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วย 32 ราย ณ โรงพยาบาลหลังสวน ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม – 31 ตุลาคม 2568 ระยะที่ 4 ประเมินผล: ประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพและติดตามภาวะแทรกซ้อน เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และโปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพเพื่อการพึ่งพาตนเองของผู้ป่วยฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม โรงพยาบาลหลังสวน (L-HL Model) การวิเคราะห์ทางสถิติ โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p><strong> ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ (อายุเฉลี่ย 66.88 ปี) หลังเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรอบรู้ด้านสุขภาพอยู่ในระดับค่อนข้างดี (ร้อยละ 68.74) และมีคะแนนเฉลี่ยรวมร้อยละ 72.93 ด้านที่ทำได้ดีที่สุดได้แก่ ทักษะการรู้เท่าทันสื่อ (media literacy) และทักษะการตัดสินใจ (decision skill) ด้านที่ควรพัฒนาเพิ่ม ได้แก่ ทักษะความรู้ ความเข้าใจ (cognitive skill) ด้านผลลัพธ์ทางคลินิก ไม่พบภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ระหว่างการฟอกเลือด</p> <p><strong> สรุป: </strong>โปรแกรมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิผลในการส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วย และช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนขณะฟอกเลือดได้อย่างชัดเจน การมีส่วนร่วมของบุคลากรทางการแพทย์ทำให้สื่อและกระบวนการมีความสอดคล้องกับบริบทของโรงพยาบาลชุมชน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ การให้ความรู้ในอนาคตควรเน้นการใช้ภาษาที่ง่ายและสื่อภาพประกอบที่ชัดเจน เพื่อยกระดับความรู้ความเข้าใจพื้นฐานให้ดียิ่งขึ้น</p>
หทัยรัตน์ ศิริวงศ์ตระกูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชภิวัฒน์เวชสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-27
2026-07-27
1 2
e7710
e7710
-
การศึกษาลักษณะทางคลินิกและผลลัพธ์ของการรักษาวัณโรคระยะแฝงในผู้อยู่ร่วมเอชไอวีในโรงพยาบาลมะการักษ์
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/RBH_Med_J/article/view/7719
<p><strong> ที่มาของปัญหา:</strong> วัณโรคเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของผู้อยู่ร่วมเอชไอวี (people living with HIV; PLHIV) การให้ยารักษาวัณโรคระยะแฝง (tuberculosis preventive treatment; TPT) เพื่อลดติดเชื้อวัณโรคระยะแฝง (latent tuberculosis Infection; LTBI) พัฒนาไปเป็นวัณโรค ในประเทศไทยยารักษาวัณโรคระยะแฝงข้อมูลทางคลินิกและการรักษายังไม่แพร่หลาย</p> <p><strong> วัตถุประสงค์: </strong>เพื่อศึกษาลักษณะทางคลินิก ผลลัพธ์ ผลข้างเคียงของยาและปัจจัยการรักษาไม่สำเร็จของยารักษาวัณโรคระยะแฝงในผู้อยู่ร่วมเอชไอวีโรงพยาบาลมะการักษ์ จังหวัดกาญจนบุรี</p> <p><strong> วิธีการศึกษา: </strong>การศึกษาวิจัยแบบย้อนหลัง (retrospective chart review) ในผู้อยู่ร่วมเอชไอวีที่รับยารักษาวัณโรคระยะแฝงอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไประหว่างวันที่ 1 มกราคม 2564 ถึง 31 ธันวาคม 2568</p> <p><strong> ผลการศึกษา: </strong>จากการศึกษาจำนวน 76 ราย พบสัดส่วนเพศชายและหญิงใกล้เคียงกัน อายุเฉลี่ย 36.4 ± 12.6 ปี ระดับ CD4 เฉลี่ย 309.4 ± 290.2 เซลล์/ลูกบาศก์มิลลิเมตร ผู้อยู่ร่วมเอชไอวีส่วนใหญ่ได้รับยาต้านไวรัสเอชไอวีน้อยกว่า 1 ปีร้อยละ 95 สูตรยาต้านไวรัสเอชไอวี TDF/3TC/DTG ร้อยละ 88 สูตรยารักษาวัณโรคระยะแฝง 1HP ร้อยละ 88 การรักษาวัณโรคระยะแฝงสำเร็จ ร้อยละ 96 ผลข้างเคียงของยารักษาวัณโรคระยะแฝงได้แก่ ผื่นคัน ร้อยละ 8 คลื่นไส้อาเจียน ร้อยละ 4 ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและชาปลายมือปลายเท้า ร้อยละ 3 ปัจจัยสัมพันธ์กับการรักษาไม่สำเร็จที่มีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ สูตรยา 9H (p=0.003) ผื่นคัน (p=0.008) และชาปลายมือปลายเท้า (p=0.02) กลุ่มที่รักษาไม่สำเร็จมีระดับ CD4 เฉลี่ยต่ำกว่ากลุ่มที่รักษาสำเร็จ (61.7 เทียบกับ 319.6 เซลล์/ลูกบาศก์มิลลิเมตร)</p> <p><strong> สรุป:</strong> การรักษาวัณโรคระยะแฝงในผู้อยู่ร่วมเอชไอวีมีอัตราการรักษาสำเร็จสูง โดยเฉพาะสูตรยาระยะสั้น ผลข้างเคียงพบไม่บ่อย พบอาการผื่นคันมีความสัมพันธ์กับการรักษาไม่สำเร็จ กลุ่มที่รักษาไม่สำเร็จมีระดับ CD4 ต่ำกว่ากลุ่มที่รักษาสำเร็จ แม้ว่าความแตกต่างดังกล่าวจะไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
เบ็ญจวรรณ เซี่ยงหลิว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชภิวัฒน์เวชสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-26
2026-06-26
1 2
e7719
e7719
-
อุบัติการณ์การเกิดภาวะภูมิไวเกินจากสูตรยาเคมีบำบัดที่มียาออกซาลิพลาตินเป็นส่วนประกอบ ภายหลังการให้ยาต้านฮีสตามีนและการยืดระยะเวลาบริหารยา : การศึกษาย้อนหลัง
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/RBH_Med_J/article/view/7744
<p><strong> ที่มาของปัญหา</strong><strong>: </strong>ยาออกซาลิพลาติน (oxaliplatin) เป็นยาเคมีบำบัดที่ใช้ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่มีรายงานการเกิดปฏิกิริยาการแพ้แบบภูมิไวเกิน (hypersensitive reaction) จากการใช้ยาออกซาลิพลาตินหลายการศึกษา โดยพบอุบัติการณ์ตั้งแต่ 12-25% โดยข้อมูลการใช้สูตรที่มียาออกซาลิพลาตินในโรงพยาบาลราชบุรีปี 2566 พบการเกิดปฏิกิริยาการแพ้แบบภูมิไวเกินจากการใช้ยาออกซาลิพลาติน 17.7% และโรงพยาบาลราชบุรีได้นำวิธีการให้ยากลุ่ม Antihistamine พร้อมการปรับการบริหารยาให้นานขึ้น ในรอบการที่ 7 ของสูตรโฟลฟอกซ์ และรอบที่ 5 ของสูตรเคปออกซ์ มาใช้ในโรงพยาบาลราชบุรีตั้งแต่มกราคม 2567 ถึงปัจจุบัน โดยยังไม่มีการศึกษาถึงผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการปรับเปลี่ยนดังกล่าว</p> <p><strong> วัตถุประสงค์</strong><strong>: </strong>เพื่อศึกษาอุบัติการณ์ถึงการเกิดปฏิกิริยาการแพ้แบบภูมิไวเกินจากการใช้ยาออกซาลิพลาติน ในผู้ป่วยที่ไม่เคยได้รับการรักษาด้วยสูตรยาเคมีบำบัดที่มียาออกซาลิพลาติน ในโรงพยาบาลราชบุรี<br /><strong> วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบย้อนหลัง (retrospective descriptive study) โดยใช้ข้อมูลจากเวชระเบียนโรงพยาบาลราชบุรีของผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในที่ได้รับยาเคมีบำบัดสูตรโฟลฟอกซ์ และเคปออกซ์ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 ถึง 31 ธันวาคม 2568 ในโรงพยาบาลราชบุรี</p> <p><strong> ผลจากการศึกษา</strong><strong>: </strong>จากการรวบรวมข้อมูลพบว่าจะมีผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ทั้งหมด 237 ราย และพบอุบัติการณ์การเกิดปฏิกิริยาการแพ้แบบภูมิไวเกินจากการใช้ยาออกซาลิพลาติน ลดลงจากเดิม 17.7% เป็น 6.3 % และลดระดับการแพ้ตาม CTCAE V5.0 จากระดับ 3-4 เหลือเพียงระดับ 1-2 ซึ่งทำให้ลดความเสี่ยงของผู้ป่วยในการเกิดปฏิกิริยาการแพ้ และสามารถรักษาได้ครบรอบการรักษาซึ่งส่งผลต่อการควบคุมโรครวมถึงอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยอีกด้วย</p> <p><strong> สรุป: </strong>วิธีการให้ยากลุ่ม Antihistamine และการปรับการบริหารยาให้นานขึ้นในรอบการรักษาที่ 7 ของสูตรโฟลฟอกซ์ และรอบการรักษาที่ 5 ของสูตรเคปออกซ์ สามารถลดอุบัติการณ์การเกิดปฏิกิริยาการแพ้แบบภูมิไวเกินจากการใช้ยาออกซาลิพลาติน จาก 17.7% เป็น 6.3 % และลดระดับระดับการแพ้ตาม CTCAE V5.0 จากระดับ 3-4 เหลือเพียงระดับ 1-2</p>
ฐิชกาญจน์ จันทสิริยากร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชภิวัฒน์เวชสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-28
2026-05-28
1 2
e7744
e7744
-
การศึกษาความชุกและปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะไขมันพอกตับชนิดสัมพันธ์กับความผิดปกติทางเมตะบอลิซึมในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 แผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลราชบุรี
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/RBH_Med_J/article/view/8069
<p><strong> ที่มาของปัญหา</strong><strong>: </strong>ภาวะไขมันพอกตับชนิดสัมพันธ์กับความผิดปกติทางเมตะบอลิซึม (metabolic dysfunction–associated steatotic liver disease: MASLD) พบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 และเพิ่มความเสี่ยงต่อพังผืดตับ ตับแข็ง และโรคหัวใจและหลอดเลือด แม้แนวทางเวชปฏิบัติแนะนำให้ใช้ Fibrosis-4 index (FIB-4) ประเมินความเสี่ยงของพังผืดตับ แต่ข้อมูลความชุกของ MASLD และความสัมพันธ์กับ FIB-4 ในโรงพยาบาลระดับจังหวัดของประเทศไทยยังมีจำกัด</p> <p><strong> วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อศึกษาความชุกของ MASLD ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์และเมตะบอลิซึมที่สัมพันธ์กับการเกิด MASLD ความสัมพันธ์ระหว่างระดับ FIB-4 กับ MASLD และประเมินความสามารถของ FIB-4 ในการจำแนกผู้ป่วยที่มี MASLD ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มารับบริการแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลราชบุรี</p> <p><strong> วิธีการศึกษา</strong><strong>: </strong>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางจากข้อมูลย้อนหลัง ศึกษาผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,985 ราย จากฐานข้อมูลเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ ปีงบประมาณ 2567 วินิจฉัย MASLD จากผล Ultrasonography, CT, FibroScan หรือการวินิจฉัยโดยอายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม การวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุ และ ROC analysis กำหนดระดับนัยสำคัญที่ p<0.05</p> <p><strong> ผลการศึกษา</strong><strong>: </strong>ความชุกของ MASLD เท่ากับร้อยละ 14.2 ผู้ป่วยร้อยละ 75.6, 19.1และ 5.3 อยู่ในกลุ่ม FIB-4 ความเสี่ยงต่ำ ปานกลาง และสูง ตามลำดับ ผู้ป่วยที่มี MASLD มีเพศชาย อายุ ดัชนีมวลกาย ระยะเวลาเป็นเบาหวาน HbA1c, LDL-C, Triglyceride, AST และ ALT สูงกว่า และมี HDL-C ต่ำกว่ากลุ่มไม่มี MASLD อย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) การวิเคราะห์พหุพบว่า Triglyceride ≥150 mg/dL (adjusted OR=2.08; 95% CI:1.57–2.75) และ FIB-4 ระดับปานกลาง/สูง (adjusted OR=1.96; 95% CI:1.42–2.72) มีความสัมพันธ์อย่างอิสระกับ MASLD โดย FIB-4 ที่จุดตัด 1.30 มีค่า Sensitivity 74.5%, Specificity 77.3%, Accuracy 76.9% และ AUC 0.812 (95% CI:0.784–0.840)</p> <p><strong> สรุป</strong><strong>: </strong>ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีความชุกของ MASLD ร้อยละ 14.2 โดยระดับ Triglyceride ที่สูงและ FIB-4 ระดับปานกลางหรือสูงมีความสัมพันธ์กับการเกิด MASLD อย่างมีนัยสำคัญ FIB-4 มีความสามารถในการจำแนกผู้ป่วยที่มี MASLD ได้ดี และเหมาะสำหรับใช้จัดระดับความเสี่ยงของพังผืดตับเพื่อคัดเลือกผู้ป่วยที่ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติมหรือส่งต่อผู้เชี่ยวชาญ</p>
วิทวลา จริยาวัฒนรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ราชภิวัฒน์เวชสาร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-24
2026-07-24
1 2
e8069
e8069