https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SHIMJ/issue/feed
วารสารการจัดการนวัตกรรมสุขภาพอย่างยั่งยืน
2026-04-23T13:34:49+07:00
ดร. สุภาวดี หนูสิน
shimj.hrdi05@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารการจัดการนวัตกรรมสุขภาพอย่างยั่งยืน - Sustainable Health Innovation Management Journal</strong> เป็นวารสารวิชาการที่ตีพิมพ์บทความด้านสุขภาพแบบสหวิชาการ ในกลุ่มสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ประกอบด้วย บทความวิจัย บทความวิชาการ บทความปริทัศน์ บทวิจารณ์หนังสือ และบทความพิเศษ แบบออนไลน์ ที่มีคุณภาพและมาตรฐานสากลคำนึงถึงจริยธรรมในการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการอย่างเคร่งคัด โดยเปิดรับบทความภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ตีพิมพ์วารสารปีละ 3 ฉบับ โดยทีมงานกองบรรณาธิการคุณภาพ</p>
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SHIMJ/article/view/7343
ข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพหลังการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไปสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด ในพื้นที่จังหวัดสระบุรี
2026-03-10T10:00:28+07:00
ภาวินี โชคพิมพา
supavinee.pimpa@gmail.com
เพ็ญศรี ไผทรัตน์
pphatairat@gmail.com
รัตนาภรณ์ บัวดิษฐ์
pinkynuy@hotmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบ อุปสรรค และความท้าทายในการป้องกันควบคุมโรคหลังการถ่ายโอนในพื้นที่จังหวัดสระบุรี รวมถึงสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบายและประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความพึงพอใจของประชาชน ใช้รูปแบบวิจัยและพัฒนา (R&D) ผสมผสานเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ การศึกษาสภาพปัญหา การพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย และการประเมินผล ผู้ให้ข้อมูลสำคัญคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 111 คน ได้แก่ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข, เจ้าหน้าที่ อบจ., อสม. และประชาชนในพื้นที่ วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า การถ่ายโอนช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการบริหาร การตอบสนองปัญหา และการมีส่วนร่วมของชุมชน แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย การซ้ำซ้อนภารกิจ และบุคลากรเฉพาะทางไม่เพียงพอ ข้อเสนอเชิงนโยบายมี 6 ด้าน ได้แก่ การสร้างระบบเฝ้าระวัง การควบคุมโรคเชิงรุก การตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน การพัฒนาบุคลากร การสนับสนุนทรัพยากร และการจัดการระบบฐานข้อมูล การประเมินผลชี้ว่าข้อเสนอนโยบายมีความเหมาะสมและเป็นไปได้สูงในการนำสู่การปฏิบัติ โดยประชาชนและผู้ปฏิบัติงานกว่าร้อยละ 80 มีความพึงพอใจต่อคุณภาพบริการที่ดีขึ้น สรุปได้ว่าการถ่ายโอน รพ.สต. สู่ อบจ. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบสุขภาพท้องถิ่นและสร้างความเชื่อมั่น หากมีกลไกขับเคลื่อนเชิงนโยบายที่ชัดเจน จะสามารถพัฒนาการป้องกันควบคุมโรคได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน</p>
2026-04-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการนวัตกรรมสุขภาพอย่างยั่งยืน
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SHIMJ/article/view/7427
การพัฒนารูปแบบการจัดบริการสุขภาพกลุ่มเปราะบางของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบลในพื้นที่อำเภอวิหารแดง จังหวัดสระบุรี
2026-03-09T10:32:58+07:00
ร่วม มะโนน้อม
ruamrami56@gmail.com
<p>ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ โดยสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มจากร้อยละ 13.2 ในปี พ.ศ. 2553 เป็นร้อยละ 32.1 ภายในปี พ.ศ. 2583 ส่งผลให้กลุ่มเปราะบางและผู้มีภาวะพึ่งพิงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2566 มีผู้ป่วยติดเตียงสูงถึง 588,987 คน ซึ่งก่อให้เกิดความต้องการระบบการดูแลระยะกลางและระยะยาวที่มีประสิทธิภาพ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัญหาการจัดบริการสุขภาพกลุ่มเปราะบาง (2) พัฒนารูปแบบการจัดบริการสุขภาพแบบบูรณาการ และ (3) ประเมินผลลัพธ์ของรูปแบบ การวิจัยดำเนินการ 3 ระยะ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 94 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม การประชุมเชิงปฏิบัติการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา การสอบถามและการบันทึกข้อมูล วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ระบบบริการยังขาดการบูรณาการบุคลากรมีภาระงานสูง และการเข้าถึงบริการยังไม่ทั่วถึงรูปแบบที่พัฒนาคือ “RUAM MODEL” ประกอบด้วย การจัดทำทะเบียนและจัดชั้นความเสี่ยง การประสานการดูแลแบบบูรณาการการจัดบริการที่เหมาะสม และการทำงานของทีมสหวิชาชีพ ภายหลังการพัฒนา พบว่า ความครอบคลุมทะเบียนกลุ่มเปราะบางร้อยละ 92 บุคลากรผ่านการอบรมผู้จัดการรายกรณีร้อยละ 85 การเยี่ยมบ้านร้อยละ 97.8 อัตราการนอนโรงพยาบาลซ้ำลดลงร้อยละ 50 และความพึงพอใจอยู่ในระดับมากร้อยละ 96.7 สรุปได้ว่า RUAM MODEL เป็นรูปแบบที่มีประสิทธิผลและสามารถขยายผลได้อย่างยั่งยืน</p>
2026-04-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการนวัตกรรมสุขภาพอย่างยั่งยืน
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SHIMJ/article/view/7555
ความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการทำงานของไตลดลงของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหนองโดน จังหวัดสระบุรี
2026-03-18T13:25:36+07:00
กมล มีฤทธิ์
bordin_02@hotmail.com
<p>โรคไตเรื้อรังเป็นภาวะแทรกซ้อนสำคัญของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 และเป็นปัญหาสาธารณสุขที่มีความรุนแรงและมีอุบัติการณ์ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นำไปสู่โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานะสุขภาพ ความชุกของการเกิดโรคไตเรื้อรัง และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการทำงานของไตที่ลดลงในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง โดยทำการศึกษาจากลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 391 ราย จากประชากรทั้งหมดที่เข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลหนองโดน จังหวัดสระบุรี ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ถึง 31 สิงหาคม 2565 เก็บข้อมูลจากการรวบรวมจากฐานข้อมูลเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ของโรงพยาบาลหนองโดนวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และทดสอบความสัมพันธ์ด้วยChi-square test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 64.06 ปี พบความชุกของโรคไตเรื้อรังร้อยละ 56.01 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการทำงานของไตที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อายุ (p=.001) ดัชนีมวลกาย (p=.046) ระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (p=.025) ค่า HbA1c (p=.027) ระยะเวลาการเป็นโรคเบาหวาน (p=.001) การใช้ยา metformin (p<.001) และการใช้ยา statins (p=.006) การคัดกรองเชิงรุกและการควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง มีความสำคัญต่อการดำเนินโรคไปสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้ายได้ ท้ายสุดผู้วิจัยได้ให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม</p>
2026-04-22T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการนวัตกรรมสุขภาพอย่างยั่งยืน
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SHIMJ/article/view/7554
การพัฒนาระบบบริการยาสมุนไพรผ่านโทรเวชกรรมของโรงพยาบาลหนองโดน จังหวัดสระบุรี
2026-03-24T13:19:02+07:00
ณัฐดนัย จาดจุ้ย
natdanai_jadjui@hotmail.com
ศิริขวัญ กางกรณ์
sirikwan98@hotmail.com
<p>เทเลเฮลธ์เป็นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อให้บริการสุขภาพ โดยมีโทรเวชกรรมเป็นรูปแบบหลักช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการ ลดเวลา ค่าใช้จ่าย และความแออัด โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคเรื้อรังและกลุ่มเปราะบาง ภายใต้นโยบายสนับสนุนของภาครัฐ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัญหาของระบบบริการยาสมุนไพร (2) พัฒนาระบบบริการยาสมุนไพรด้วยโทรเวชกรรม และ (3) ประเมินประสิทธิผลของระบบที่พัฒนาขึ้น เป็นการวิจัยและพัฒนาแบบผสมผสานวิธีเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก การประชุมเชิงปฏิบัติการ แบบบันทึกข้อมูลการให้บริการ การสอบถามความพึงพอใจจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่เลือกแบบเจาะจงจำนวน 47 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการตีความและวิเคราะห์เนื้อหา ส่วนข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ระบบบริการปัจจุบันยังเป็นแบบผู้ป่วยนอก มีขั้นตอนซับซ้อน เกิดความแออัด และมีข้อจำกัดด้านการเดินทางและค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการ รูปแบบที่พัฒนาเป็นระบบบริการยาสมุนไพรผ่านโทรเวชกรรม โดยใช้ LINE OA เป็นช่องทางหลัก บูรณาการการลงทะเบียน การปรึกษาแพทย์ และจัดส่งยา หลังจากใช้รูปแบบบริการยาสมุนไพรผ่านโทรเวชกรรมช่วยเพิ่มมูลค่าการใช้ยาสมุนไพรเพิ่มขึ้นร้อยละ 36.60 จำนวนผู้รับบริการรายใหม่เพิ่มขึ้นร้อยละ 22.61 ผู้รับบริการมีความพึงพอใจในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย 4.63–4.90) โดยเฉพาะด้านความสะดวก การบริการของเจ้าหน้าที่ และการลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลา โดยสรุป ระบบโทรเวชกรรมช่วยเพิ่มการเข้าถึง ลดข้อจำกัดด้านการเดินทาง และยกระดับประสิทธิภาพบริการยาสมุนไพรได้อย่างชัดเจน เหมาะสมต่อการขยายผลในระบบสุขภาพยุคดิจิทัล</p>
2026-04-22T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการนวัตกรรมสุขภาพอย่างยั่งยืน