วารสารการจัดการนวัตกรรมสุขภาพอย่างยั่งยืน
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SHIMJ
<p><strong>วารสารการจัดการนวัตกรรมสุขภาพอย่างยั่งยืน - Sustainable Health Innovation Management Journal</strong> เป็นวารสารวิชาการที่ตีพิมพ์บทความด้านสุขภาพแบบสหวิชาการ ในกลุ่มสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ประกอบด้วย บทความวิจัย บทความวิชาการ บทความปริทัศน์ บทวิจารณ์หนังสือ และบทความพิเศษ แบบออนไลน์ ที่มีคุณภาพและมาตรฐานสากลคำนึงถึงจริยธรรมในการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการอย่างเคร่งคัด โดยเปิดรับบทความภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ตีพิมพ์วารสารปีละ 3 ฉบับ โดยทีมงานกองบรรณาธิการคุณภาพ</p>
สถาบันพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (บริษัท เอช อาร์ ดี ไอ จำกัด)
th-TH
วารสารการจัดการนวัตกรรมสุขภาพอย่างยั่งยืน
##default.contextSettings.thaijo.licenseTerms##
-
การสังเคราะห์เชิงทฤษฎีว่าด้วยการพัฒนาทุนมนุษย์เชิงกลยุทธ์ในสถานพยาบาลไทยและความยั่งยืนของระบบสุขภาพ
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SHIMJ/article/view/7608
<p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์เชิงทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาทุนมนุษย์เชิงกลยุทธ์ในสถานพยาบาลไทย และอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างการพัฒนาทุนมนุษย์กับความยั่งยืนของระบบสุขภาพในระยะยาว ดำเนินการทบทวนและสังเคราะห์วรรณกรรมเชิงแนวคิด โดยสืบค้นเอกสารจากฐานข้อมูล Scopus, PubMed และ Google Scholar ครอบคลุมเอกสารระหว่างปี ค.ศ. 1991 – 2024 คัดเลือกเอกสารที่เกี่ยวข้องกับ ทฤษฎีทุนมนุษย์ (Human Capital Theory), การบริหารทรัพยากรมนุษย์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Human Resource Management: SHRM), แนวคิดที่เน้นทรัพยากรเป็นฐาน (Resource-Based View: RBV), การพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพ และความยั่งยืนของระบบสุขภาพ ทั้งในบริบทสากลและประเทศไทย โดยพิจารณาความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และกรอบแนวคิดของบทความ ขั้นตอนการวิเคราะห์ประกอบด้วยการจัดกลุ่มแนวคิดและสาระสำคัญ การเปรียบเทียบและเชื่อมโยงข้อค้นพบระหว่างทฤษฎี การวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงแนวคิด และการสังเคราะห์องค์ประกอบร่วม เพื่อพัฒนาเป็นกรอบแนวคิดเชิงบูรณาการ ผลการสังเคราะห์นำไปสู่การพัฒนาแบบจำลองการพัฒนาทุนมนุษย์เชิงกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืนของระบบสุขภาพไทย (Strategic Human Capital Development for Thai Health System Sustainability: SHCD-TH Model) ซึ่งอธิบายกลไกหลายระดับตั้งแต่การคาดการณ์กำลังคนเชิงยุทธศาสตร์ การพัฒนาสมรรถนะ การกำกับดูแลทรัพยากรมนุษย์แบบบูรณาการ ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้และนวัตกรรม ไปจนถึงการสร้างขีดความสามารถขององค์กรและผลลัพธ์ด้านความยั่งยืน ได้แก่ ความยั่งยืนทางการเงิน คุณภาพและความปลอดภัย ความเป็นธรรมในการเข้าถึง และความยืดหยุ่นเชิงระบบ ผลการสังเคราะห์ชี้ว่าทุนมนุษย์เชิงกลยุทธ์เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของความยั่งยืนระบบสุขภาพไทย</p>
เอกพงษ์ แก้วราบ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการนวัตกรรมสุขภาพอย่างยั่งยืน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-26
2026-08-26
1 2
74
88
-
ประสิทธิผลการให้สุขศึกษาในผู้ป่วยวัณโรคในพื้นที่อำเภอลำดวน จังหวัดสุรินทร์
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SHIMJ/article/view/7631
<p> การวิจัยเชิงกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบความรู้และการปฏิบัติตน (2) ศึกษาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ และ (3) ประเมินความพึงพอใจต่อโปรแกรมสุขศึกษาที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยวัณโรคปอดในอำเภอลำดวน จังหวัดสุรินทร์ ปีงบประมาณ 2568 จำนวน 40 ราย คัดเลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์ที่กำหนด เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยโปรแกรมสุขศึกษาที่ประยุกต์ทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ (Health Belief Model) ร่วมกับสื่อวิดีทัศน์และการสนับสนุนจากครอบครัว และชุดแบบสอบถามที่ผ่านการประเมินความเที่ยงตรงจากผู้ทรงคุณวุฒิ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน Paired t-test ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 75.0) อยู่ในวัยแรงงาน (ร้อยละ 70.0) ภายหลังได้รับโปรแกรมสุขศึกษา กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เพิ่มขึ้นจาก 4.95 เป็น 10.15 และมีคะแนนเฉลี่ยการปฏิบัติตนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 33.68 เป็น 57.08 (p < .05) สำหรับความพึงพอใจต่อโปรแกรม ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( ) = 4.75, S.D. = 0.42) สรุปผลได้ว่า โปรแกรมสุขศึกษาที่เน้นการสร้างความตระหนักรู้ร่วมกับสื่อประสม ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจความรุนแรงของโรคและโอกาสเสี่ยงจากการขาดการรักษา นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพและการรับประทานยาอย่างต่อเนื่องถูกต้อง ซึ่งเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยวัณโรคในพื้นที่ที่มีบริบทใกล้เคียงกันต่อไป</p>
พรทิพย์ ศรีกุลบุตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการนวัตกรรมสุขภาพอย่างยั่งยืน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-22
2026-08-22
1 2
1
18
-
การพัฒนารูปแบบการเฝ้าระวังป้องกันโรคติดต่อทางอาหารและน้ำของโรงเรียน ระดับประถมศึกษา ในพื้นที่จังหวัดสระบุรี
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SHIMJ/article/view/7429
<p> การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหา พัฒนารูปแบบ และประเมินผลลัพธ์ของการเฝ้าระวังป้องกันโรคติดต่อทางอาหารและน้ำในโรงเรียนระดับประถมศึกษา จังหวัดสระบุรี ดำเนินการวิจัยเป็น 3 ระยะ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างที่เลือกแบบเจาะจง จำนวน 56 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบประเมินมาตรฐานสุขาภิบาลอาหารในโรงเรียน 7 หมวด 20 ข้อ แบบบันทึกการเจ็บป่วยจากโรคที่มีอาหารและน้ำเป็นสื่อ และการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยระยะที่ 1 พบว่า ก่อนการพัฒนา โรงเรียนผ่านเกณฑ์สุขาภิบาลอาหารเพียงร้อยละ 60.00 (12 ข้อ) โดยมีปัญหาด้านการจัดการขยะน้ำเสีย และสภาพแวดล้อมโรงอาหาร ระยะที่ 2 ได้พัฒนารูปแบบการเฝ้าระวังที่ประกอบด้วย 9 ระบบสำคัญ ครอบคลุมการประเมินสุขาภิบาล การเฝ้าระวังอาหารและน้ำ การควบคุมสัตว์นำโรค การตรวจสุขภาพผู้สัมผัสอาหาร การติดตามอาการเจ็บป่วย การสื่อสารความเสี่ยง และระบบรายงานผล ระยะที่ 3 หลังการนำรูปแบบไปใช้ พบว่า โรงเรียนผ่านเกณฑ์สุขาภิบาลครบทั้ง 20 ข้อ คิดเป็นร้อยละ 100 โดยมีคะแนนเฉลี่ยสุขาภิบาลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .002) ไม่พบการปนเปื้อนในอาหารและน้ำ และไม่พบผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงในนักเรียนและครูตลอดระยะเวลาการติดตาม ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่ารูปแบบการเฝ้าระวังที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพสูง และสามารถใช้เป็นต้นแบบในการยกระดับระบบสุขาภิบาลอาหารในโรงเรียนได้อย่างยั่งยืน</p>
ร่วม มะโนน้อม
เดชา สุคนธ์
พิทยา ปัญญาชัยถาวร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการนวัตกรรมสุขภาพอย่างยั่งยืน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-22
2026-08-22
1 2
19
35
-
พลวัตและข้อจำกัดของนโยบายผู้เสพคือผู้ป่วย: การวิเคราะห์วงจรการกระทำผิดซ้ำในมุมมองเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานหน้างาน
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SHIMJ/article/view/7863
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์พลวัตการเสพซ้ำ สำรวจข้อจำกัดและช่องว่างนโยบาย “ผู้เสพคือผู้ป่วย” (ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564) ในการจัดการผู้ป่วยจิตเวชยาเสพติดระดับพื้นที่เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มกฎหมาย สาธารณสุขผู้นำชุมชน และครอบครัวผู้กระทำผิดซ้ำ) ในอำเภอวังหิน จังหวัดศรีสะเกษ วิเคราะห์เนื้อหาตามกรอบทฤษฎีพฤติกรรมศาสตร์และสังคมวิทยา 13 ทฤษฎี ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการเสพซ้ำปัจจุบันเปลี่ยนผ่านสู่สภาวะ “ผู้ป่วยจิตเวชยาเสพติด” ที่เสี่ยงก่อเหตุรุนแรงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อวิเคราะห์ข้อจำกัดหน้างานพบว่า 1) กลุ่มกฎหมาย ลักลั่นระหว่างเจตนารมณ์ นโยบาย กับตัวชี้วัดจับกุม และขาดอำนาจควบคุมตัวกลุ่มเสี่ยงสูง 2) กลุ่มสาธารณสุขมีภาระงานล้นและเตียงไม่พอ รักษาได้เพียงประคับประคองระยะสั้น 3) กลุ่มชุมชนขาดงบประมาณ เครื่องมือความปลอดภัย และมีทัศนคติตีตรา และ 4) กลุ่มครอบครัว แบกรับความเสี่ยงจนเกิดความเสื่อมถอยอย่างวิกฤตของสถาบันครอบครัว ปัจจัยเหล่านี้ก่อเกิดภาวะ “ประตูหมุน” (Revolving Door) ที่ผู้เสพเวียนเข้าออกระบบบำบัดโดยไม่ได้เยียวยา นอกจากนี้ยังพบช่องว่างวิกฤตคือ “สายโซ่การสื่อสารที่ขาดสะบั้น” ระหว่างศาล โรงพยาบาล และชุมชน โดยขาดเจ้าภาพหลักบริหารข้อมูลความเสี่ยงร่วมกัน ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเสนอให้ปฏิรูปเชิงโครงสร้างโดย 1) พัฒนาระบบจัดการรายกรณีรวมศูนย์ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลกลาง 2) จัดตั้งศูนย์บำบัดกึ่งบังคับควบคุมความปลอดภัยสูง ระดับอำเภอเพื่อแยกผู้ป่วยออกจากชุมชน และ 3) ใช้มาตรการบังคับบำบัดร่วมกับมาตรการทางอาญา สำหรับกลุ่มที่มีพฤติการณ์รุนแรง เพื่อคืนความปลอดภัยให้สังคมตามหลักอรรถประโยชน์นิยม</p>
สิทธิพงษ์ ศรีกุลบุตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการนวัตกรรมสุขภาพอย่างยั่งยืน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-25
2026-08-25
1 2
36
54
-
ผลของโปรแกรม “HEAT SMART: รอบรู้สุขภาพต้านภัยร้อน” ต่อกลุ่มผู้รับบริการสูงอายุ ในโรงพยาบาลศูนย์อนามัยที่ 4 สระบุรี
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SHIMJ/article/view/7607
<p> การวิจัยเชิงทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผล การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพจากการใช้โปรแกรม “HEAT SMART: รอบรู้สุขภาพต้านภัยร้อน” ในกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไป ในพื้นที่ศูนย์อนามัยที่ 4 สระบุรี จำนวน 30 คน ซึ่งเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ โปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ 4 มิติ และแบบสอบถามความรอบรู้ด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ Paired t-test ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีสัดส่วนเพศชายและหญิงเท่ากัน อายุเฉลี่ย 67.47 ปี และร้อยละ 70.0 มีโรคประจำตัวเรื้อรัง หลังได้รับโปรแกรม ระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพในภาพรวมเพิ่มขึ้นจากระดับไม่ดี (𝑥̄ = 2.44) เป็นระดับดีมาก (𝑥̄ = 4.32) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมิติการตัดสินใจ เพื่อสุขภาพมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (𝑥̄ = 4.38) สำหรับพฤติกรรมสุขภาพในการป้องกันตนเองจากความร้อน ในภาพรวม เพิ่มขึ้นจากระดับไม่ดี (𝑥̄ = 1.72) เป็นระดับดีมาก (𝑥̄ = 2.74) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยพฤติกรรมที่มีการพัฒนาสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ การล้างมือก่อนรับประทานอาหาร การรับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ควบคู่กับการงดดื่มสุรา และการดื่มน้ำสะอาดบ่อย ๆ ระหว่างวันสรุปได้ว่า โปรแกรม HEAT SMART มีประสิทธิภาพในการยกระดับความรอบรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการป้องกันภัยร้อนของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะทักษะการตรวจสอบข้อมูลและการตัดสินใจเพื่อลดความเสี่ยงจากโรคลมแดดในพื้นที่ดัชนี ความร้อนสูง</p>
ณัฐพิมล สุขเนติ
สายฝน สายสุ่ม
สิริภา ศรีสวัสดิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการนวัตกรรมสุขภาพอย่างยั่งยืน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-26
2026-08-26
1 2
55
73