วารสารโรงพยาบาลสันป่าตอง https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SPHJ <div style="background: linear-gradient(135deg,#683AB7,#8B5CF6); color: white; padding: 30px; border-radius: 18px; text-align: center; margin-bottom: 24px;"> <div style="font-size: 30px; font-weight: bold;">เกี่ยวกับวารสาร</div> <div style="font-size: 16px; opacity: 0.95; margin-top: 6px;">About the Journal</div> <div style="width: 120px; height: 4px; background: #B7893A; margin: 12px auto 0; border-radius: 10px;"> </div> </div> <p><!-- เกี่ยวกับวารสาร --></p> <div style="border-radius: 14px; overflow: hidden; border: 1px solid #eee; margin-bottom: 20px;"> <div style="background: #683AB7; color: white; padding: 14px 20px; font-size: 20px; font-weight: 600;">เกี่ยวกับวารสารโรงพยาบาลสันป่าตอง</div> <div style="padding: 18px; background: #FAF9FF;"> <div style="background: white; border-left: 5px solid #B7893A; padding: 16px; border-radius: 8px;"> <div style="font-size: 18px; font-weight: 600; color: #4b2a87; margin-bottom: 8px;">วารสารโรงพยาบาลสันป่าตอง</div> <div style="color: #5f5f72;">เป็นวารสารวิชาการที่มุ่งเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ งานวิจัย บทความวิชาการ รายงานผู้ป่วย และปกิณกะสาระความรู้ด้านการแพทย์ การพยาบาล และการสาธารณสุข เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการ และส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพงานบริการสุขภาพ ของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข</div> </div> </div> </div> <p><!-- วัตถุประสงค์ --></p> <div style="border-radius: 14px; overflow: hidden; border: 1px solid #eee; margin-bottom: 20px;"> <div style="background: #0F766E; color: white; padding: 14px 20px; font-size: 20px; font-weight: 600;">วัตถุประสงค์</div> <div style="padding: 18px; background: #F7FFFC;"> <div style="background: white; border-left: 5px solid #683AB7; padding: 16px; border-radius: 8px;"> <ol style="margin: 0; padding-left: 22px; color: #4a4a5c;"> <li style="margin-bottom: 10px;">เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ งานวิจัย บทความวิชาการ รายงานผู้ป่วย รวมทั้งปกิณกะสาระความรู้ด้านสาธารณสุข ให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ที่ต้องการศึกษาค้นคว้า</li> <li style="margin-bottom: 10px;">เป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ข่าวสารทางวิชาการทางการแพทย์และการพยาบาล ตลอดจนการสาธารณสุข</li> <li>เป็นสื่อสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขร่วมกับสหวิชาชีพทั่วประเทศ</li> </ol> </div> </div> </div> <p><!-- กำหนดออกเผยแพร่ --></p> <div style="border-radius: 14px; overflow: hidden; border: 1px solid #eee; margin-bottom: 20px;"> <div style="background: #2563EB; color: white; padding: 14px 20px; font-size: 20px; font-weight: 600;">กำหนดออกเผยแพร่</div> <div style="padding: 18px; background: #F8FAFF;"> <div style="background: white; border-left: 5px solid #B7893A; padding: 16px; border-radius: 8px;"> <div style="font-weight: 600; color: #2d4da8; margin-bottom: 8px;">เผยแพร่ราย 6 เดือน ปีละ 2 ฉบับ</div> <ul style="margin: 0; padding-left: 22px; color: #5f5f72;"> <li style="margin-bottom: 6px;">ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน</li> <li>ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม</li> </ul> </div> </div> </div> <p><!-- ค่าธรรมเนียม --></p> <div style="border-radius: 14px; overflow: hidden; border: 1px solid #eee; margin-bottom: 20px;"> <div style="background: #B7893A; color: white; padding: 14px 20px; font-size: 20px; font-weight: 600;">อัตราค่าธรรมเนียมในการส่งบทความ</div> <div style="padding: 18px; background: #FFF9EE;"> <div style="background: white; border-left: 5px solid #683AB7; padding: 16px; border-radius: 8px; margin-bottom: 14px;"> <div style="color: #5f5f72;">ผู้เขียนจะต้องชำระเงินค่าดำเนินการพิจารณาบทความเพื่อลงตีพิมพ์ใน <strong>“วารสารโรงพยาบาลสันป่าตอง”</strong> บทความละ <strong>1,000 บาท</strong></div> </div> <div style="background: white; border: 1px solid #f0e2bf; border-radius: 10px; padding: 16px;"> <div style="font-size: 17px; font-weight: 600; color: #8a6420; margin-bottom: 8px;">ข้อมูลการชำระเงิน</div> <div style="margin-bottom: 6px;"><strong>บัญชีธนาคาร:</strong> ธนาคารกรุงไทย สาขาสันป่าตอง</div> <div style="margin-bottom: 6px;"><strong>ชื่อบัญชี:</strong> โรงพยาบาลสันป่าตอง</div> <div style="margin-bottom: 6px;"><strong>เลขที่บัญชี:</strong> 524-1-04953-3</div> <div><strong>กรุณาส่งหลักฐานการชำระเงินไปที่:</strong> <span style="color: #2563eb;">journal.spt2567@gmail.com</span></div> </div> </div> </div> <p><!-- ข้อตกลง --></p> <div style="border-radius: 14px; overflow: hidden; border: 1px solid #eee; margin-bottom: 20px;"> <div style="background: linear-gradient(90deg,#683AB7,#2563EB); color: white; padding: 14px 20px; font-size: 20px; font-weight: 600;">ข้อตกลงการส่งบทความเพื่อการพิจารณาตีพิมพ์</div> <div style="padding: 18px; background: #FAF9FF;"> <div style="background: white; border-left: 5px solid #0F766E; padding: 16px; border-radius: 8px;"> <ul style="margin: 0; padding-left: 22px; color: #4a4a5c;"> <li style="margin-bottom: 10px;">ค่าธรรมเนียมจะเรียกเก็บเมื่อบทความผ่านการพิจารณากลั่นกรองโดยกองบรรณาธิการ ในด้านรูปแบบการพิมพ์ ขอบเขตเนื้อหา และความเหมาะสมตามเกณฑ์คุณภาพของวารสาร ก่อนเข้าสู่กระบวนการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ</li> <li style="margin-bottom: 10px;">หากบทความ “ไม่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 1 ใน 2 ท่าน” หรือ “ถูกปฏิเสธการตีพิมพ์” ทางวารสารจะไม่คืนเงินค่าธรรมเนียม เนื่องจากเป็นค่าตอบแทนสำหรับผู้ทรงคุณวุฒิ</li> <li style="margin-bottom: 10px;">ชำระเงินภายใน 2 สัปดาห์ หลังได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นอาจตัดสิทธิ์การพิจารณา</li> <li>ผู้เขียนต้องปรับแก้บทความตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิและบรรณาธิการ หากไม่เห็นด้วย สามารถชี้แจงได้ แต่การตัดสินใจของบรรณาธิการถือเป็นที่สิ้นสุด</li> </ul> </div> </div> </div> <p><!-- หมายเหตุ --></p> <div style="border-radius: 14px; overflow: hidden; border: 1px solid #eee; margin-bottom: 20px;"> <div style="background: #683AB7; color: white; padding: 14px 20px; font-size: 20px; font-weight: 600;">หมายเหตุ</div> <div style="padding: 18px; background: #FAF9FF;"> <div style="background: white; border-left: 5px solid #B7893A; padding: 16px; border-radius: 8px;"> <ul style="margin: 0; padding-left: 22px; color: #4a4a5c;"> <li style="margin-bottom: 10px;">ส่งหลักฐานการชำระเงินไปที่ <span style="color: #2563eb;">journal.spt2567@gmail.com</span></li> <li style="margin-bottom: 10px;">ไม่สามารถขอคืนเงินได้หากบทความถูกปฏิเสธ, ไม่ผ่านการประเมิน, ผู้เขียนยกเลิกเอง หรือชำระเงินก่อนได้รับอนุญาต</li> <li>สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ <span style="color: #2563eb;">journal.spt2567@gmail.com</span></li> </ul> </div> </div> </div> โรงพยาบาลสันป่าตอง (Sanpatong Hospital) th-TH วารสารโรงพยาบาลสันป่าตอง 3056-9699 ##default.contextSettings.thaijo.licenseTerms## ประสิทธิผลของแนวทาง D-METHOD F-P ต่อความพร้อมของญาติและอัตราการกลับมารักษาซ้ำภายใน 28 วันในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง หอผู้ป่วยอายุรกรรมหญิงโรงพยาบาลสันป่าตอง https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SPHJ/article/view/8107 <p><strong>บทนำ</strong><strong>:</strong> โรคหลอดเลือดสมองเป็นปัญหาสำคัญที่มีอัตราความพิการและการกลับมารักษาซ้ำสูง โดยเฉพาะหลังจำหน่ายที่ผู้ป่วยและญาติยังขาดความพร้อมในการดูแล แนวทาง D-METHOD F-P เป็นรูปแบบการวางแผนจำหน่ายที่เน้นการมีส่วนร่วมและการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของแนวทางดังกล่าวต่อระดับความรู้ ความพร้อม และอัตราการกลับมารักษาซ้ำภายใน 28 วัน</p> <p><strong>วิธีการศึกษา: </strong>การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อน–หลัง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง 40 ราย และญาติผู้ดูแลหลัก 40 ราย แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองกลุ่มละ 20 คู่ โดยกลุ่มทดลองได้รับการวางแผนจำหน่ายตามแนวทาง D-METHOD F-P ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามแนวทางปกติ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired-samples t-test, Independent-samples t-test, Chi-square test และ Fisher’s Exact Test</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>ภายหลังการทดลอง ทั้งสองกลุ่มมีคะแนนความรู้และความพร้อมของญาติผู้ดูแลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) โดยกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยหลังการทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม<br />อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งด้านความรู้ (p &lt; .001, 95% CI 4.47–10.24) และความพร้อม (p &lt; .001, 95% CI 4.26–11.54)ญาติผู้ดูแลในกลุ่มทดลองร้อยละ 35.00 มีความพร้อมอยู่ในระดับสูง ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่พบผู้ที่มีความพร้อมระดับสูง อัตราการกลับมารักษาซ้ำภายใน 28 วันของกลุ่มทดลองต่ำกว่ากลุ่มควบคุม (ร้อยละ 5.00 และ 20.00 ตามลำดับ) แต่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = .342) และญาติผู้ดูแลในกลุ่มทดลองมีความพึงพอใจต่อกระบวนการวางแผนจำหน่ายในระดับมาก</p> <p><strong>สรุป: </strong>แนวทาง D-METHOD F-P สามารถเพิ่มระดับความรู้และความพร้อมของญาติผู้ดูแล และมีแนวโน้มลดอัตราการกลับมารักษาซ้ำภายใน 28 วัน อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้มีข้อจำกัดด้านขนาดกลุ่มตัวอย่างและบริบทของสถานพยาบาลเดียว ซึ่งอาจจำกัดการนำผลไปใช้ในบริบทอื่น</p> สุทธาทิพย์ สิงห์ฆราช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลสันป่าตอง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-13 2026-10-13 3 1 1 34 ผลของรูปแบบการพยาบาลโดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครอบครัว ต่อผลลัพธ์ทางคลินิก ของผู้ป่วยเด็กโรคปอดอักเสบ ในหอผู้ป่วยกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SPHJ/article/view/8109 <p><strong>บทนำ:</strong> โรคปอดอักเสบในเด็กเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลต่อการเจ็บป่วยและการกลับมารักษาซ้ำ โดยเฉพาะเมื่อผู้ดูแลขาดความรู้และทักษะที่เหมาะสม การส่งเสริมให้ครอบครัวมีส่วนร่วมจึงเป็นแนวทาง<br />ในการพัฒนาคุณภาพการดูแล การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของรูปแบบการพยาบาลที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครอบครัวต่อความรู้ ความสามารถ และผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วยเด็กโรคปอดอักเสบ</p> <p><strong>วิธีการศึกษา:</strong> การวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อน–หลัง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยเด็กอายุ 1 เดือนถึง 5 ปี และผู้ดูแลหลัก จำนวน 60 คู่ แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 30 คู่ กลุ่มทดลองได้รับรูปแบบการพยาบาลที่พัฒนาขึ้น เครื่องมือประกอบด้วยแบบทดสอบความรู้ แบบประเมินความสามารถ แบบประเมินการมีส่วนร่วม และแบบบันทึกข้อมูลทางคลินิก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ paired samples t-test, independent samples t-test, Chi-square test และ Fisher’s exact test</p> <p><strong>ผลการศึกษา: </strong>หลังการทดลอง ทั้งสองกลุ่มมีคะแนนความรู้และความสามารถเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) เมื่อเปรียบเทียบภายในกลุ่ม และเมื่อพิจารณาคะแนนการเปลี่ยนแปลง พบว่ากลุ่มทดลองมีการเพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญในทุกตัวแปร ได้แก่ ความรู้ (95% CI: −2.67 ถึง −1.19; p &lt; .001) ความสามารถ (95% CI: −2.58 ถึง −0.49; p = .005) และการมีส่วนร่วมของครอบครัว (95% CI: −3.91 ถึง −1.69; p &lt; .001) โดยมีขนาดอิทธิพลระดับสูง ขณะที่ผลลัพธ์ทางคลินิก ได้แก่ ระยะเวลานอนโรงพยาบาล การได้รับ HFNC การย้ายเข้า ICU และการกลับมารักษาซ้ำภายใน 28 วัน ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &gt; .05)</p> <p><strong>สรุปผล: </strong>รูปแบบการพยาบาลที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครอบครัวช่วยเพิ่มความรู้ ความสามารถ และการมีส่วนร่วมของผู้ดูแลหลักอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แม้ยังไม่พบความแตกต่างของผลลัพธ์ทางคลินิก แต่แนวโน้มที่ดีขึ้นอาจสะท้อนถึงศักยภาพของรูปแบบการดูแลนี้</p> วราภรณ์ หนุ่มศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลสันป่าตอง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-13 2026-10-13 3 1 18 31 ผลของการพัฒนารูปแบบการป้องกันภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุ ในตำบลสันมหาพน อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SPHJ/article/view/7996 <p>บทนำ: ภาวะซึมเศร้าเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต สุขภาพกาย สุขภาพจิต และเพิ่มความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย WHO รายงานว่ามีผู้ป่วยกว่า 280 ล้านคนทั่วโลก ขณะที่ ประเทศไทยพบแนวโน้มปัญหาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ พบผู้สูงอายุมี ความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าสูงถึงร้อยละ 9.40 จึงมีความจำเป็นในการพัฒนารูปแบบฯ วิธีการศึกษา: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการพัฒนารูปแบบการป้องกันภาวะซึมเศร้าของ ผู้สูงอายุ ในตำบลสันมหาพน อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง วัดผลก่อนและหลังการ ทดลอง คัดเลือกโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย แบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มละ 38 ราย โดยกลุ่มทดลองได้รับรูปแบบ ส่วนกลุ่มควบคุมไม่ได้รับรูปแบบ ดำเนินกิจกรรม 5 สัปดาห์และติดตามผลเป็นเวลา 3 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลด้วย สถิติ Paired t-test และ Independent t-test ผลการศึกษา: ภายหลังเข้าร่วมรูปแบบกลุ่มทดลองมีคะแนนความเครียดและภาวะซึมเศร้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนเข้าร่วมโปรแกรม (p&lt;0.001) และมีคะแนนความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภาวะ<br />ซึมเศร้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) ทั้งภายในกลุ่มและเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม สรุปผล: รูปแบบการป้องกันภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุสามารถลดความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า ส่งเสริมสุขภาวะทางจิต และพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งสามารถประยุกต์ใช้เป็นต้นแบบในการ<br />ส่งเสริมสุขภาพจิตระดับชุมชนได้อย่างยั่งยืน </p> แสงเดือน โปธา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลสันป่าตอง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 3 1 32 45 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความไม่ร่วมมือในการใช้ยาอย่างต่อเนื่องในผู้ป่วยโรคเรื้อรังกลุ่มชาติพันธุ์ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SPHJ/article/view/8110 <p><strong>บทนำ </strong>ผู้ป่วยโรคเรื้อรังกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ห่างไกล เช่น อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เผชิญอุปสรรคหลายด้านต่อการใช้ยาอย่างต่อเนื่อง ทั้งปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรม ภาษา และการเข้าถึงบริการสุขภาพ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผลลัพธ์ทางคลินิกและภาระโรค</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวาง เก็บข้อมูลจากผู้ป่วยโรคเรื้อรังกลุ่มชาติพันธุ์ จำนวน 180 รายระหว่างเดือนพฤษภาคม–ตุลาคม 2568 ด้วยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน ประเมินความร่วมมือในการใช้ยาด้วยเครื่องมือ TMARS และ TMARS-VAS วิเคราะห์ด้วย Chi-square/Fisher's Exact Test และ Multiple Logistic Regression</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong>กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (ร้อยละ 56.11) ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาท/เดือน พฤติกรรมเชิงลบที่พบบ่อย ได้แก่ ลืมกินยา (ร้อยละ 38.3) และกินยาไม่ตรงเวลา (ร้อยละ 32.8) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ชาติพันธุ์ ศาสนา อาชีพ สถานภาพสมรส ชนิดโรค จำนวนยา ระยะเวลาที่ป่วย ระยะทาง วิธีเดินทาง ความเชื่อเรื่องยาสมุนไพร และความคล่องแคล่วทางภาษาไทย</p> <p><strong>สรุปผล</strong>ระยะทางจากบ้านถึงโรงพยาบาลเป็นปัจจัยพยากรณ์ความไม่ร่วมมือในการใช้ยาที่มีนัยสำคัญเพียงปัจจัยเดียว โดยผู้ป่วยที่อยู่ห่างเกิน 10 กิโลเมตร มีความเสี่ยงสูงกว่ากลุ่มที่อยู่ใกล้ถึง 4.62 เท่า (Adjusted OR = 4.62, 95% CI = 1.85–11.57 p = 0.001) ชี้ให้เห็นว่าอุปสรรคเชิงโครงสร้างมีผลเหนือปัจจัยส่วนบุคคล</p> สันติ ซุยใจทัศน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลสันป่าตอง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-10-13 2026-10-13 3 1 46 57 การประเมินผลการดำเนินงานตามแนวทางการใช้ยาที่มีความเสี่ยงสูง โรงพยาบาลเทพรัตนเวชชานุกูล เฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SPHJ/article/view/8112 <div><strong>บทนำ </strong>โรงพยาบาลเทพรัตนเวชชานุกูล เฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา มีการพัฒนาระบบงานการจัดการด้านยาที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อศึกษาอุบัติการณ์ความคลาดเคลื่อนทางยาการเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์และผลการประเมินดำเนินงานตามแนวทางการใช้ยาที่มีความเสี่ยงสูง </div> <div><strong>วิธีการศึกษา </strong>การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาย้อนหลัง (Retrospective descriptive study)แบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะคือ การค้นหาปัญหาและอุปสรรคการพัฒนาระบบ และ การติดตามผล </div> <div><strong>ผลการศึกษา </strong>ยาที่เกิดอุบัติการณ์ความคลาดเคลื่อนทางยาสูงสุด ได้แก่ Warfarin (ร้อยละ 66.67) รองลงมา คือ Nicardipine injection (ร้อยละ 33.33) พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ 11 ครั้ง คือภาวะท้องผูก จาก Morphine injection (ร้อยละ 27.27) เกิดจ้ำเลือด จาก Warfarin (ร้อยละ 27.27) และ เกิดภาวะหลอดเลือดดำอักเสบ จาก Norepinephrine injection (ร้อยละ 18.18) อัตราการเกิดความคลาดเคลื่อนทางยาลดลงเหลือ 0.05 ต่อพันใบสั่งยา ส่วนผลการศึกษาด้านการปฏิบัติตามแนวทางการใช้ยาที่มีความเสี่ยงสูงพบว่าการดำเนินการในขั้นตอนการสั่งใช้ยา การจัดยา และการจ่ายยาเป็นไปตามแนวทางมากกว่าร้อยละ 80 แต่ในขั้นตอนการบริหารยามีเพียงร้อยละ 67.44</div> <div><strong>สรุปผล </strong>การพัฒนาระบบการดำเนินงานตามแนวทางการใช้ยาที่มีความเสี่ยงสูงทำให้เกิดระบบที่ส่งเสริมให้เกิดความปลอดภัยและลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติการณ์ความคลาดเคลื่อนทางยาได้</div> อุมาพร วงศ์อาษา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลสันป่าตอง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 3 1 58 71