https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SRTC/issue/feed
วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคใต้)
2026-01-09T10:08:38+07:00
ชลกร ภู่สกุลสุข
southern.phc@gmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารสาธารณสุขมูลฐานภาคใต้ เป็นวารสารรองรับการเผยแพร่บทความวิจัย และบทความวิชาการ ด้านการแพทย์ การพยาบาล การสาธารณสุข การศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ของหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงสาธารณสุข, หน่วยงานราชการอื่นที่เกี่ยวข้องด้านสาธารณสุข, องค์กรเอกชน, ตลอดจนภาคีเครือข่ายต่างๆ</p> <p>ISSN: 0857-7293 (print)</p> <p><em><span style="font-weight: 400;">วารสารตีพิมพ์ 4 ฉบับต่อปี </span></em></p> <ul> <li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><em><span style="font-weight: 400;">ฉบับที่ 1 ตุลาคม - ธันวาคม </span></em></li> <li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><em><span style="font-weight: 400;">ฉบับที่ 2 มกราคม - มีนาคม</span></em></li> <li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><em><span style="font-weight: 400;">ฉบับที่ 3 เมษายน - มิถุนายน</span></em></li> <li style="font-weight: 400;" aria-level="1"><em><span style="font-weight: 400;">ฉบับที่ 4 กรกฏาคม - กันยายน</span></em></li> </ul>
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SRTC/article/view/7254
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับองค์กรแห่งความสุขของบุคลากรสังกัดหน่วยงาน ที่ตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ
2026-01-08T15:15:48+07:00
สมชาย ลี่สิน
southern.phc@gmail.com
<p>การวิจัยในครั้งนี้ใช้รูปแบบการวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินระดับความสุขของบุคลากร และวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับองค์กรแห่งความสุขของบุคลากรสังกัดหน่วยงานที่ตั้งอยู่ในส่วนภูมิภาค กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ขนาดกลุ่มตัวอย่างคำนวณจากโปรแกรม G*power วิธีการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 220 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามมี 4 ส่วน ได้แก่ 1) ปัจจัยระดับบุคคล 2) ปัจจัยระดับครอบครัว ได้แก่ การสนับสนุนทางสังคมจากครอบครัว (คาสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ 0.948) 3) ปัจจัยระดับองค์กร ได้แก่ สภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงาน (ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ 0.980) และ 4) ความสุขของบุคลากร สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัย ได้แก่ สถิติโคสแควร์ (Chi-Square) และ Pearson's correlation coefficient<br>ผลการวิจัย พบว่า ระดับความสุขของบุคลากร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีคะแนนเฉลี่ย 3.87 คะแนน (S.D.= 0.61) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับองค์กรแห่งความสุขของบุคลากร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิถิติติที่ 0.05 มีทั้งหมด 6 ปัจจัย ได้แก่ 1) รายได้ มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับต่ำ (r = 0.240***) 2) ระดับการศึกษา (p-value = 0.039) 3) ระยะเวลาการทำงาน มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับต้า (r = 0.291***) ประเภทการจ้าง (p-value = 0.025) 5) การสนับสนุนจากครอบครัว มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลาง (r = 0.474***) และ สภาพแวดล้อมในการทำงาน ความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูง (r 0.871***)โดยผลการจัยในครั้งนี้ สามารถใช้ในการวิเศราะห์นโยบายและแผนงาน การจัดสรรงบประมาณ ในการจัดทำกระบวนดำเนินการ ที่ตอบสนองนโยบายและแผนงานโครงการสำหรับการพัฒนาองค์กรแห่งความสุข</p>
2026-01-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SRTC/article/view/7255
ประสิทธิผลการบริหารงานพัสดุของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในจังหวัดสงขลา
2026-01-08T15:32:47+07:00
ชวิน มุณีแนม
southern.phc@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรู้ความเข้าใจการบริหารงานพัสดุ ระดับประสิทธิผลการบริหารงานพัสดุของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในจังหวัดสงขลา และความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ความเข้าโจการบริหารงานพัสดกับประสิทธิผลการบริหารพัสดุของโรงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในจังหวัดสงขลา รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามโดยความสมัครใจ ประซากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ (Study Population) คือผู้ปฏิบัติงานพัสดของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสูงขลา จำนวนทั้งสิ้น 175 คน โดยสามารถเก็บแบบสอบถามกลับคืนมาได้ 175 คน คิดเป็นร้อยละ 100.0 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ค่าสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson's Product-Moment Correlation Coefficient) ความรู้ความเข้าใจต่อการบริหารงานพัสดุในภาพรวม พบว่า ผู้ปฏิบัติงานด้านพัสดุมีความรู้ความเข้าใจอยู่ในระดับพอใช้ ร้อยละ 56.6 รองลงมา คือ ระดับสูง ร้อยละ 39.4 และ ระดับน้อย ร้อยละ 4.0 ตามลำดับ<br>ผลการศึกษาพบว่า ระดับประสิทธิผลการบริหารงานพัสดุของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลภาพรวม อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\mu&space;" alt="equation"> = 4.39, <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\sigma&space;" alt="equation"> = 0.50) เมื่อจําแนกรายด้าน พบว่า ด้านความคุ้มค่ามีค่าเฉลี่ยมากที่สุด อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\mu&space;" alt="equation"> = 4.47, <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\sigma&space;" alt="equation"> = 0.58) รองมา คือ ด้านการตรวจสอบประสิทธิผลอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\mu&space;" alt="equation"> =4.46, <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\sigma&space;" alt="equation"> = 0.61) และด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผล(<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\mu&space;" alt="equation"> = 4.42, <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\sigma&space;" alt="equation"> = 0.53) ตามลำดับ เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ความเข้าใจกับประสิทธิผลการบริหารงานพัสดุของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในจังหวัดสงขลา พบว่า ในภาพรวมไม่มีความสัมพันธ์กัน แต่เมื่อวิเคราะห์เป็นรายด้าน พบว่า ความรู้ความเข้าใจในการบริหารพัสดุ มีความสัมพันธ์เชิงบวกระดับต่ำกับประสิทธิผลการบริหารงานพัสดุของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในจังหวัดสงขลาด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผล (r= 0.16, p-value=0.03)<br>ข้อเสนอแนะจากการวิจัยครั้งนี้ พบว่า ควรส่งเสริมให้ผู้ปฏิบัติงานมีความรู้ความเข้าใจในด้านการจัดหาพัสดุเพิ่มเติม เพื่อให้ส่งผลถึงประสิทธิผลการบริหารงานพัสดของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ในจังหวัดสงขลาให้มีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น และควรมีการจัดทำคู่มือการบริหารพัสดุโดยมีการอธิบายวิธีการดำเนินงานอย่างชัดเจน และเป็นระบบสามารถนำมาปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมเหมาะสม ทำให้การบริหารงานพัสดุมีประสิทธิผลมากยิ่ง</p>
2026-01-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SRTC/article/view/7256
ปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับความรุนแรงของผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จังหวัดพังงา
2026-01-08T15:48:03+07:00
พีรวิชญ์ ปิ่นพิทักษ์
southern.phc@gmail.com
<p>การวิจัยภาคตัดขวางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยทางระบาดวิทยาของผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) 2) วิเคราะห์ลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วยโรคโควิด-19 3) วิเคราะห์ปัจจัยเสียงที่สัมพันธ์กับความรุนแรงของผู้ป่วยโรคโควิด-19 กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาจำนวนทั้งหมด 944 คน เป็นผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่รับบริการที่โรงพยาบาลพังงาและโรงพยาบาลตะกั่วป่า ระหว่าง 1 เมษายน 2564 - 30 กันยายน 2565 สถิติเชิงพรรมนาใช้วิเคราะห์ลักษณะทางระบาfวิทยาและลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วยโรคโควิด-19 สถิติเชิงวิเคราะห์การถดถอยพทแบบโลจิสติค (Odds Ratio และ 95% confidence interval) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยเสียงที่สัมพันธ์กับความรนแรงของผู้ป่วยโรคโควิด-19 Multivariate logistic regression analysis ผลการวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับความรุนแรงของผู้ป่วยโรคโควิด-19 โดยวิธีการถดถอยพหุแบบโลจิสติค ได้แก่ สัญชาติไทย (aOR 5.35.35,95% C1 1.08 - 26.57,P-value = 0.04) ความเข้มขั้นของออกซิเจนในเลือด < 95 % (aOR 8.58,95% CI 3.76 - 19.55, P-value < 0.01) ผลการถ่ายภาพรังสีรอยโรคของเนื้อปอดผิดปกติ (aOR 60.66, 95% CI 29.38 - 125.22, value < 0.01), Lymphocyte < ร้อยละ 28 (aOR 2.66, 9596 CI 1.36 -5.18,P-value < 0.01) หายใจเหนื่อย (aOR 9.72,95% CI 4.74 - 19.94 P-value < 0.01) โรคหลอดเลือดสมอง (ลOR 28.28, 95% CI 5.49 - 145.76, P-value < 0.01) และโรคมะเร็ง (aOR 25.25, 95% CI 1.70 - 375.11, P-value = 0.01) ผลการวิจัยเหล่านี้สามารถใช้เป็นฐานข้อมูลและองค์ความรู้ที่สำคัญในด้านต่างๆ ของโรคโควิด-19 ได้แก่ ระบาดวิทยา ลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วย ปัจจัยเสียงที่มีผลต่อความรุนแรงของผู้ป่วยโรคโควิด-19 เพื่อนำไปสู่การวางแผน ติดตาม และใช้ในการพัฒนาแนวทางคู่มือการเฝ้าระวัง ตรวจวินิจฉัยและรักษาพยาบาลสำหรับแพทย์ พยาบาล นักเทคนิคการแพทย์ บุคลากรสาธารณสุข และผู้สนใจ</p>
2026-01-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SRTC/article/view/7258
การวิจัยและพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพตนเองร่วมกับการสนับสนุนทางการแพทย์ของผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ในพื้นที่ตำบลเขาย่า อำเภอศรีบรรพต จังหวัดพัทลุง
2026-01-08T20:26:29+07:00
วัชรียา ปาละกุล
southern.phc@gmail.com
วรพล หนูนุ่น
worapol.nu@skru.ac.th
สุกัญญา บูอีตำ
southern.phc@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพตนเองร่วมกับการสนับสนุนทางการแพทย์แบบผสมผสานในผู้สูงอายุที่ป่วยโรคไม่ติดต่อใช้กรอบแนวคิด ที่ออกแบบโดยดัดแปลงจากเกลียวการวิจัยเชิงปฏิบัติการของเคมมิส และแมค แทกการ์ต ร่วมกับแนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังของ แวกเนอร์ และคณะ โดยเริ่มการพัฒนาและเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชากรเป้าหมาย 194 คน ที่คัดเลือกโดยใช้เกณฑ์คัดเข้าและคัดออก เหลือ 30 คน ในพื้นที่ที่สมัครใจพร้อมจะรับการพัฒนา คือ หมู่ที่ 6, 7 และ 9 ตำบลเขาย่า อำเภอศรีบรรพต จังหวัดพัทลุง วงจรแรกเริ่มวันที่ 25 มกราคม 2567 ใช้เวลา 4 เดือน ด้วยเครื่องมือ 3 ประเภท 18 ชนิด ที่ได้พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพตามขั้นตอนแล้ว ใช้การวิเคราะห์เนื้อหาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพและใช้สถิติเชิงพรรณนาสำหรับข้อมูลเชิงปริมาณ นำเสนอผลด้วยการสร้างแผนภาพของรูปแบบที่พัฒนาได้และใช้การบรรยายประกอบ<br>ผลการวิจัยพบว่า ได้รูปแบบ "สี่เอสสำหรับการสูงวัยที่ดี" โดยมีจุดเน้นที่การได้รับการดูแล มีการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันและลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยมี 4 องค์ประกอบคือ 1) การตระหนักรู้เข้าใจตัวเอง 2) การมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย 3) มีบริการเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนและป้องกัน และ 4) การรักษาแบบไร้รอยต่อ ด้วยมีกลไกขับเคลื่อนที่ผู้บริหารมีนโยบายเน้นการให้บริการแบบคนในครอบครัว เกิดเป็นความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดไร้รอยต่อ จนนำไปสู่ผลลัพธ์ของการสูงวัยที่ดีได้ จึงควรจะขยายผลไปยังพื้นที่อื่น แต่ต้องคำนึงถึงสภาพบริบทพื้นที่ และความพร้อมของชุมชน ที่ควรใกล้เคียงกับพื้นที่ของการวิจัยนี้ เพราะถือเป็นจุดที่อ่อนไหวต้องการพัฒนาอยู่ รวมถึงการวิจัยต่อยอดในการเพิ่มความสามารถของการขยายผลไปยังพื้นที่ที่มีความหลากหลายวัฒนธรรมให้ได้ และควรมีการประเมินประสิทธิผลของรูปแบบดังกล่าวนี้ในสภาพการณ์ต่างๆ ทั้งนี้ในระหว่างการพัฒนาอย่างต่อเนื่องควรปรับให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ เพื่อเป็นทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังชุมชนอื่นพร้อมกับการรับความรู้วิทยาการใหม่ที่ติดตัวเข้ามาจากผู้มาเยี่ยมเยือน</p>
2026-01-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SRTC/article/view/7259
การศึกษาความพร้อมของสถานที่ผลิตน้ำและน้ำแข็งสำหรับบริโภค ในการแต่งตั้งผู้ควบคุมการผลิตอาหารตามหลักเกณฑ์ GMP 420 ในจังหวัดตรัง
2026-01-08T20:33:19+07:00
สิรินาถ ภมรวิสิฐ
southern.phc@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพร้อมและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความพร้อมในการใช้ระบบแต่งตั้งผู้ควบคุมการผลิตอาหารตามหลักเกณฑ์ GMP 420 ของสถานที่ผลิตน้ำและน้ำแข็งสำหรับบริโภคจังหวัดตรังจำนวน 89แห่ง เก็บข้อมูลในเดือนพฤษภาคม-15 มิถุนายน 2567 ด้วยแบบสอบถามแบบตอบด้วยตนเอง และทำการวิเคราะห์ข้อมูล ด้วยวิธีสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สถิติการแจกแจงแบบที และสถิติไคสแควร์<br>การวิจัย พบว่า สถานประกอบการทุกแห่งแต่งตั้งผู้ควบคุมการผลิตอาหารตามหลักเกณฑ์ GMP 420 ส่วนใหญ่ไม่ใช้ระบบแต่งตั้งผู้ควบคุมการผลิตตามหลักเกณฑ์ GMP 420 คิดเป็นร้อยละ 64.04 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความพร้อมในการใช้ระบบแต่งตั้งผู้ควบคุมการผลิตอาหารตามหลักเกณฑ์ GMP 420 ดังนี้ ปัจจัยการบริการจัดการองค์กร ได้แก่ บุคลากรที่มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมาย GMP 420 (P<0.001) บุคลากรที่มีความรู้ขั้นตอนเข้าใช้งานระบบ (P<0.001) ความสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านสื่อ (P=0.011) ความพร้อมด้านอุปกรณ์ (P=0.006) และปัจจัยการให้บริการของภาครัฐ ได้แก่ ศักยภาพเจ้าหน้าที่ในการอธิบายขั้นตอนการใช้งานระบบ (P=0.014) การติดตามให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้งานระบบของเจ้าหน้าที่ (P=0.005) สื่อประชาสัมพันธ์ที่เหมาะสม (P=0.005) นอกจากนี้ ผลการวิจัย พบว่า ระดับความรู้และความเข้าใจของผู้ประกอบการอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสัมพันธ์ต่อความพร้อมในการใช้ระบบแต่งตั้งผู้ควบคุมการผลิตอาหารตามหลักเกณฑ์ GMP 420 ของสถานประกอบการ (P<0.001) จากผลการวิจัย สามารถเสนอแผนเพื่อสนับสนุนการใช้ระบบแต่งตั้งผู้ควบคุมการผลิตตามหลักเกณฑ์ GMP 420 ดังนี้ 1) พัฒนาความรู้ ความเข้าใจด้านกฎหมายและทักษะทางด้านดิจิทัลแก่ผู้ประกอบการ 2) เพิ่มระบบติดตามและประเมินผลลัพธ์เชิงรุกของภาครัฐ พัฒนาสื่อให้ชัดเจนและเข้าใจง่าย 3) พัฒนาโครงสร้างระบบที่ง่ายต่อการใช้งาน</p>
2026-01-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SRTC/article/view/7260
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากในเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ตำบลเขาย่า อำเภอศรีบรรพต จังหวัดพัทลุง
2026-01-08T20:37:04+07:00
ไกร แก้วทิพย์
southern.phc@gmail.com
มนัสนันท์ ชูสิริ
southern.phc@gmail.com
อัจฉรา ช่วยดำ
southern.phc@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจภาคตัดขวาง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก และศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากในเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ตำบลเขาย่า อำเภอศรีบรรพต จังหวัดพัทลุง กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 141 คน โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และวิเคราะห์โดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติไคสแควร์ (Chi-square)<br>ผลการวิจัย พบว่า ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 51.10 ทัศนคติต่อการดูแลสุขภาพช่องปาก พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับทัศนคติต่อการดูแลสุขภาพช่องปากภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 51.10 การรับรู้ด้านทันตสุขภาพ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับการรับรู้ด้านสุขภาพภาพรวม อยู่ในระดับมาก ร้อยละ 53.90 การเข้าถึงสถานบริการด้านทันตกรรม พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับการเข้าถึงสถานบริการด้านทันตกรรมภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง 68.10 การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากจากสื่อต่างๆ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากจากสื่อต่าง ๆ ภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 71.60 แรงสนับสนุนทางสังคมในการดูแลสุขภาพช่องปาก พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับแรงสนับสนุนทางสังคมในการดูแลสุขภาพช่องปากภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ70.20 และกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 77.30 การรับรู้ด้านทันตสุขภาพ (p-value = 0.05) มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
2026-01-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SRTC/article/view/7261
ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุตำบลห้วยท่าช้าง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี
2026-01-08T20:41:39+07:00
เฉลิมเกียรติ แสงธิป
southern.phc@gmail.com
<p>การวิจัยสำรวจเชิงพรรณนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ 2) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ และ 3) สร้างสมการพยากรณ์ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ตำบลห้วยท่าช้าง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี กลุ่มตัวอย่าง คือผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปของตำบลห้วยท่าช้างปี 2567 การสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงใช้ประชากรผู้สูงอายุของตำบล ห้วยท่าช้าง ทั้งหมดจำนวน 398 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ .837 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศส่งอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิต ร้อยละ 10.60และพฤติกรรมสุขภาพด้านการจัดการอารมณ์ส่งอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิต ร้อยละ 21.20 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) สมการพยากรณ์ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ได้แก่เพศมีอำนาจในการทำนายอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ สมการทำนาย คือ สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ (Y') Y = 3.679 + .080 และสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน (ZY') Y = .106 และปัจจัยการจัดการอารมณ์ มีอำนาจในการทำนายอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุสมการทำนาย คือ สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ (Y') Y = 3.105 + .173 และสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน (ZY') Y = .212 ข้อเสนอแนะจากข้อค้นพบคือ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขควรส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุ ช่วยให้ผู้สูงอายุพึ่งตนเองด้านการเงินได้รวมถึงการสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการดูแลผู้สูงอายุให้ครอบครัวและชุมชนช่วยให้เกิดแรงสนับสนุนทางสังคมช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพที่ดีมากขึ้น</p>
2026-01-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SRTC/article/view/7262
การพัฒนาแนวทางปฏิบัติการจัดการความปวดหลังผ่าตัดในห้องพักฟื้น โรงพยาบาลกระบี่
2026-01-08T20:44:56+07:00
เพ็ญจิตร แก้วบำรุง
southern.phc@gmail.com
พรเพ็ญ หนูแก้ว
southern.phc@gmail.com
<p>การวิจัยและพัฒนานี้เพื่อศึกษาสภาพการณ์ ปัญหาและความต้องการของพยาบาลวิสัญญีในการจัดการความปวดหลังผ่าตัดในห้องพักฟื้น โรงพยาบาลกระบี่ โดยดำเนินการ 3 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพการณ์ ปัญหาและความต้องการของพยาบาลวิสัญญีโดยใช้วิธีวิเคราะห์จากเอกสารและวิธีเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูล คือ พยาบาลวิสัญญี จำนวน 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ขั้นตอนที่ 2 พัฒนาแนวทางปฏิบัติ 1 ก่อนยกร่างเป็นแนวทางปฏิบัติผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ 3 คน ขั้นตอนที่ 3 เพื่อประเมินผลของแนวทางปฏิบัติการจัดการความปวดหลังผ่าตัดในห้องพักฟื้น ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบกึ่งทดลอง ชนิดหนึ่งกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ พยาบาลวิสัญญี 15 คนและผู้ป่วยที่มารับบริการ 256 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Wilcoxon signed ranks test ผลวิจัยพบว่า<br>1. ปัญหาในการจัดการความปวดหลังผ่าตัดในห้องพักฟื้น โรงพยาบาลกระบี่ พบว่า พยาบาลวิสัญญีมีภาระงานขาดการอบรมพัฒนาด้านความรู้ ขาดความชำนาญในการใช้ยาและไม่มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน มีการใช้ยาหลากหลาย และผู้ป่วยไม่ได้รับการประเมินซ้ำ<br>2. แนวทางปฏิบัติการจัดการความปวดหลังผ่าตัดในห้องพักฟื้น โรงพยาบาลกระบี่ ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ 1) การประเมินความปวดโดยเมื่อเสร็จการผ่าตัด โดยประเมินความปวดทุก 15 นาทีจนครบ 60 นาที 2) การจัดการความปวด โดยประเมินคะแนนความปวดร่วมกับคะแนนความง่วงซึมและการให้ยาบรรเทาปวด<br>3. หลังใช้แนวปฏิบัติการจัดการความปวดในห้องพักฟื้น ผู้ป่วยมีความวิตกกังวลลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.001 ผู้รับบริการมีความพึงพอใจต่อแนวทางภาพรวมอยู่ระดับมาก (X̅ = 4.44, SD=0.38) และวิสัญญีพยาบาลมีความพึงพอใจหลังใช้แนวทางภาพรวมอยู่ระดับมาก (X̅ = 4.28, SD= 0.60) เช่นกัน<br>ดังนั้นควรนำแนวทางปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นไปขยายผลในหอผู้ป่วย ในรายผู้ป่วยหลังผ่าตัดมีข้อจำกัดที่ทำให้ไม่ได้เข้าห้องพักฟื้น โดยจัดให้ความรู้แก่พยาบาลในหอผู้ป่วยในการพิจารณาคะแนนความปวดร่วมกับการประเมินสภาพผู้ป่วยในการขยับตัว และถามความต้องการยาแก้ปวดจากผู้ป่วยร่วมด้วย</p>
2026-01-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SRTC/article/view/7264
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่อยู่ในเขตบริการ ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนายาง อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
2026-01-09T09:05:07+07:00
นุกูล แสงสินธุ์
southern.phc@gmail.com
<p>การวิจัยเชิงทำนายครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง 2) ระดับแรงจูงใจในดูแลตนเองและการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงและแรงสนับสนุนทางสังคม และ 3) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่อยู่ในเขตบริการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนายาง อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงทั้งเพศหญิงและเพศชาย ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ระดับที่ 1 ถึงระดับที่ 4 ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนายาง อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น ได้จำนวน 227 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ .806 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับปัจจัยแรงจูงใจในดูแลตนเองและการป้องกันโรคความดันโลหิตสูง และแรงสนับสนุนทางสังคม โดยรวมอยู่ในระดับมาก และ 3) ผลการวิเคราะห์ถดถอยแบบพหุคูณ พบว่า แรงจูงใจในดูแลตนเองและการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงและแรงสนับสนุนทางสังคมร่วมกันทำนายพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ได้ร้อยละ 5.9 (Adjusted R2 = .059, p< 0.05) แรงจูงใจในดูแลตนเองและการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงได้มากที่สุด (Beta= 0.261, t=3.207, p<0.05) และแรงสนับสนุนทางสังคม (Beta=0.158, t=2.402, p<0.05)<br>ข้อเสนอแนะจากข้อค้นพบคือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขควรส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในพื้นที่ให้สามารถควบคุมความดันโลหิตได้</p>
2026-01-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SRTC/article/view/7265
รูปแบบการพัฒนาความรู้และทักษะทางการพยาบาลเพื่อการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ของพยาบาลวิชาชีพในหอผู้ป่วย โรงพยาบาลพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช
2026-01-09T09:09:09+07:00
ประไพ เสถียร
southern.phc@gmail.com
<p>การศึกษาถอดบทเรียนการพัฒนาความรู้ทักษะดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองของพยาบาลในหอผู้ป่วยโรงพยาบาลพรหมคีรี เพื่อการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองของพยาบาลวิชาชีพในหอผู้ป่วยโรงพยาบาลพรหมคีรีจังหวัดนครศรีธรรมราช รวบรวมข้อมูลโดยแบบสำรวจ สัมภาษณ์ และสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ 3 ขั้นตอน ได้แก่ การลดทอนข้อมูล การแสดงข้อมูล และการสรุปข้อมูล<br>ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบการพัฒนาประกอบด้วยปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลลัพธ์ และปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จ ดังนี้ 1) ผู้ป่วยมีความซับซ้อนและเพิ่มจำนวนมากขึ้นพยาบาลจึงต้องพัฒนาความรู้และทักษะการดูแลให้มีคุณภาพ 2) กระบวนการ 2.1) กำหนดเป้าหมายวางแผนร่วมกับสหวิชาชีพ 2.2) จุดเน้นเรียนรู้ด้วยลงมือปฏิบัติสถานการณ์จริง 2.3) ผู้บริหารสนับสนุนหลายรูปแบบเรียนรู้ได้สะดวก 2.4) พัฒนาเทคโนโลยีทันสมัยร่วมปฏิบัติสถานการณ์จริง 2.5) เรียนรู้กับรุ่นพี่มั่นใจดูแลเพิ่มขึ้น 2.6) วิธีการเรียนรู้หลากหลายพัฒนาได้เร็ว 3) ผลลัพธ์ 3.1) ผู้ป่วยได้รับการดูแลสู่ความสงบสุขสบาย 3.2) พยาบาลมีความรู้ทักษะเพิ่ม 3.3) ครอบครัวได้รับการดูแลตามต้องการสนองทางจิตใจช่วยให้ผู้ป่วยสู่สุขสบายเร็วขึ้น 3.4) ญาติมั่นใจดูแลผู้ป่วยที่บ้านได้รับดูแลจากทีมสุขภาพ 3.5) ทีมสุขภาพร่วมเตรียมผู้ป่วยครอบครัวรองรับทุกด้านอย่างสมดุล 3.6) ชุมชนสังคมร่วมเรียนรู้ดูแลตามบริบท และ 4) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จ 4.1) ภาระงานมากเร่งรีบดูแลไม่ครอบคลุม 4.2) ข้อมูลจริงถูกปกปิดยุ่งยากในการปรึกษา 4.3) ครอบครัวร่วมน้อยส่งผลต่อการดูแล</p>
2026-01-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SRTC/article/view/7266
การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุในพื้นที่จังหวัดกระบี่
2026-01-09T09:13:02+07:00
ผกาภรณ์ แซ่มศรี
southern.phc@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับของความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขและสถานการณ์ของการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพของกลุ่มผู้สูงอายุในจังหวัดกระบี่ การศึกษาครั้งนี้ใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and development) กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุในจังหวัดกระบี่จำนวน 400 คนใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบอย่างง่าย วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา รายงานด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของความรอบรู้ด้านสุขภาพกับพฤติกรรมสุขภาพที่พึงประสงค์โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของ สเปียร์แมน (Spearman's Correlation)<br>ผลการศึกษาพบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มผู้สูงอายุในจังหวัดกระบี่ในภาพรวม อยู่ในระดับดีร้อยละ 77.42 และสถานการณ์ของการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพของกลุ่มผู้สูงอายุในจังหวัดกระบี่ พบว่าผู้สูงอายุที่พบความเสี่ยงอย่างน้อย 1 ประเด็น ร้อยละ 0.89 ประเด็นที่มีความเสี่ยงมากที่สุดคือ ประเด็นสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุ รองลงมาคือประเด็นการเคลื่อนไหวของผู้สูงอายุ และประเด็นโภชนาการสำหรับผู้สูงอายุ ร้อยละ1.33, 0.89 และ 0.88 ตามลำดับ<br>จากการสำรวจความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุในจังหวัดกระบี่อยู่ในระดับดี ควรมีนโยบายในการกำหนดให้สถานบริการและบุคลากร ด้านสุขภาพมีส่วนร่วมในการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพ สำหรับผู้สูงอายุ</p>
2026-01-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SRTC/article/view/7267
การพัฒนากระบวนการบริหารความเสี่ยงของหน่วยงานในสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี ตามกรอบแนวคิด COSO ERM 2017
2026-01-09T09:16:12+07:00
ณัทณพงศ์ พีรภัคพงศ์
southern.phc@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการของการพัฒนากระบวนการบริหารความเสี่ยงของหน่วยงานในสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี ศึกษารูปแบบการพัฒนากระบวนการบริหารความเสี่ยงของหน่วยงานในสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี และประเมินผล การพัฒนากระบวนการบริหารความเสี่ยงของหน่วยงานในสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี เป็นการวิจัยและพัฒนาการดำเนินการวิจัยมี 4 ขั้นตอน ระยะเวลาที่ใช้การศึกษาตั้งแต่ พฤศจิกายน 2566 - มิถุนายน 2567 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดย ใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation">) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) t-test และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (content analysis)<br>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความคิดเห็นของบุคลากรสาธารณสุขที่มีต่อองค์ประกอบในการนำระบบ การบริหารความเสี่ยงขององค์กรมาใช้ตามกรอบแนวคิด COSO ERM 2017 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) รูปแบบการพัฒนากระบวนการบริหารความเสี่ยงของหน่วยงานในสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน 3) ความคิดเห็นของคณะกรรมการบริหารจัดการความเสี่ยงของหน่วยงานในสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรีที่มีต่อรูปแบบการพัฒนากระบวนการบริหารความเสี่ยงของหน่วยงาน ในสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี โดยรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2026-01-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SRTC/article/view/7268
การพัฒนารูปแบบการให้บริการ กรณีศึกษาการขอใบอนุญาตให้ศึกษาวิจัย ส่งออก จำหน่าย หรือแปรรูปสมุนไพรควบคุม (กัญชา) กลุ่มงานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา
2026-01-09T09:20:52+07:00
สรัญทิพย์ สุขสมานวงศ์
southern.phc@gmail.com
<p>การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างรูปแบบการให้บริการการขอใบอนุญาตให้ศึกษาวิจัย ส่งออก จำหน่าย หรือแปรรูปสมุนไพรควบคุม (กัญชา) โดยเปรียบเทียบผลความพึงพอใจต่อระบบการให้บริการ และ ระยะเวลารอคอยก่อนและหลังการพัฒนาระบบการขออนุญาตให้ศึกษาวิจัย ส่งออก จำหน่ายหรือแปรรูป สมุนไพรควบคุม(กัญชา) ในกลุ่มงานแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้รับบริการขออนุญาตให้ศึกษาวิจัย ส่งออก จำหน่ายหรือแปรรูป สมุนไพรควบคุม(กัญชา) ระหว่างเดือน มกราคม-ตุลาคม พ.ศ.2566 จำนวน 131 คน เก็บรวบรวมโดยใช้แบบสอบถามความพึงพอใจจากการเข้ารับบริการของกรมการแพทย์แผนไทย ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ มีความตรงของเนื้อหา อยู่ระหว่าง 0.8-0.9 มีความเชื่อมั่นสูง โดยความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.86 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา คือ การแจกแจงความถี่ และร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบความพึงพอใจของผู้รับบริการก่อนและหลังโดยใช้ไคสแควร์<br>ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการหลังการพัฒนาในการให้บริการในแต่ละด้านมีความพึงพอใจที่ดีขึ้นตามนัยสำคัญ ดังนี้ 1.เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนความพึงพอใจจากการเข้ารับบริการฯ ด้านกระบวนการและขั้นตอนการให้บริการ ก่อนการพัฒนาอยู่ในระดับน้อย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation"> = 3.19) หลังการพัฒนาอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation"> = 4.30) 2.เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนน ความพึงพอใจฯ ด้านความเป็นรูปธรรมของการบริการและสิ่งอำนวยความสะดวก ก่อนการพัฒนาอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation"> = 3.20) หลังการพัฒนาอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation"> = 4.26) 3.เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนน ความพึงพอใจฯ ด้านคุณภาพการให้บริการ ก่อนการพัฒนาอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation"> = 3.28) หลังการพัฒนาอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation"> = 4.37) จากผลการวิจัยสรุปได้ว่ากระบวนการที่ผู้วิจัยนำมาใช้สามารถ ลดปัญหาต่างๆ การให้บริการทางภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปรับใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ สามารถตอบสนอง ความต้องการของประชาชนได้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการวิจัยเพื่อการพัฒนารูปแบบการบริการในหน่วยงานราชการในการพัฒนาด้านการให้บริการเพิ่มมากขึ้น</p>
2026-01-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SRTC/article/view/7269
การพัฒนารูปแบบการบริการการแพทย์ทางไกล ด้วยโปรแกรม CBO – Telehealth ในหน่วยบริการสุขภาพนำร่อง อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี
2026-01-09T09:24:40+07:00
รัก ธนะไพบูลย์
southern.phc@gmail.com
<p>การศึกษาวิจัย เรื่อง การพัฒนารูปแบบการบริการการแพทย์ทางไกลด้วยโปรแกรม CBO – Telehealth ในหน่วยบริการสุขภาพนำร่อง อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนารูปแบบการบริการการแพทย์ทางไกลด้วยโปรแกรม CBO - Telehealth ในหน่วยบริการสุขภาพนำร่อง อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี<br>ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้ง คือ ผู้รับบริการและผู้ให้บริการสุขภาพที่ใช้ระบบ CBO - Telehealth โดยคัดเลือกตัวอย่าง ประกอบด้วยบุคลากรทางการแพทย์จากคลินิก NCD ของโรงพยาบาลบ่อทอง จำนวน 6 คน ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้ และมีสมาร์ทโฟนที่สามารถติดต่อสื่อสารผ่าน Line OA จำนวน 30 คน เก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่เดือน มีนาคม ถึงเดือน มิถุนายน 2567 เครื่องมือที่ใช้ คือการสัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth interview) การสนทนากลุ่ม และแบบประเมินผลความพึงพอใจ ข้อมูลที่ได้รับ ถูกวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Independent Sample t-test และ One-way ANOVA โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 และความเชื่อมั่นที่ 95%<br>ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการบริการการแพทย์ทางไกลด้วยโปรแกรม CBO - Telehealth ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ 1) การลงทะเบียนและนัดหมายเข้ารับบริการการแพทย์ทางไกล 2) การติดต่อสื่อสาร การรับบริการการแพทย์ทางไกล โดยใช้ Line OA 3) การให้บริการการแพทย์ทางไกล จัดคิว การเข้ารับบริการการแพทย์ทางไกล 4) การบันทึกข้อมูลการให้บริการการแพทย์ทางไกลและการจ่ายยา 5) การดูแลระบบ CBO-Telehealth และอุปกรณ์การให้บริการการแพทย์ทางไกล รูปแบบการบริการการแพทย์ทางไกลที่พัฒนาขึ้นนี้ สามารถให้บริการผู้ป่วยในคลินิกโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD Clinic) ของโรงพยาบาลบ่อทองได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลังการพัฒนาพบว่า ผู้รับบริการมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะในด้านคุณภาพของระบบอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการเปรียบเทียบความพึงพอใจของผู้รับบริการที่มีต่อการให้บริการการแพทย์ทางไกล ด้วยโปรแกรม CBO - Telehealth ในหน่วยบริการสุขภาพนำร่อง อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี พบว่าไม่แตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญ 0.05<br>สรุปและข้อเสนอแนะ การบริการการแพทย์ทางไกลด้วยโปรแกรม CBO - Telehealth ผู้รับบริการสามารถเข้าถึงระบบบริการได้สะดวกรวดเร็ว สามารถลดความแออัด ลดการรอคอย และลดค่าใช้จ่าย ผลการวิจัยที่ได้สามารถเป็นปัจจัยนำเข้าการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพจังหวัดชลบุรี ปี 2568-2570 ในการยกระดับบริการการให้บริการการแพทย์ทางไกลให้ครอบคลุมในสถานบริการสุขภาพอื่นๆ ได้</p>
2026-01-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026