วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคใต้) https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SRTC <p><strong>วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคใต้) </strong>จัดทำโดย ศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพที่ 11 กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพของหน่วยงานด้านสุขภาพทุกระดับ และเพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและงานวิจัยด้านสาธารณสุข</p> <p><em><strong>ISSN: xxxx-xxxx (Online)</strong></em></p> <p><strong>ภาษา</strong> : บทคัดย่อเป็นภาษาอังกฤษ, เนื้อหาเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ขอบเขต :</strong> วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคใต้) เปิดรับบทความทุกประเภทที่เกี่ยวข้องกับด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ซึ่งประกอบด้วยบทความในสาขาที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้</p> <p> 1. บทความวิชาการ (Academic Article)<br /> 2. บทความวิจัย (Research Article)</p> <p data-start="0" data-end="61">วารสารมีกำหนดการจัดพิมพ์<strong>ปีละ 3 ฉบับ</strong> ดังนี้: <strong>ฉบับที่ 1:</strong> มกราคม – เมษายน <strong>ฉบับที่ 2:</strong> พฤษภาคม – สิงหาคม <strong>ฉบับที่ 3:</strong> กันยายน – ธันวาคม </p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ</strong></p> <p> บทความที่ส่งเข้ามาเพื่อตีพิมพ์ทุกเรื่องจะต้องได้รับการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่าน ด้วยระบบการประเมินแบบปกปิดสองฝ่าย (Double-blinded Review)</p> <p data-start="0" data-end="22"><strong>นโยบายการเข้าถึงแบบเปิด</strong></p> <p data-start="24" data-end="197" data-is-last-node="" data-is-only-node=""> วารสารเปิดให้เข้าถึงเนื้อหาได้โดยเสรีทันที โดยยึดหลักการว่าการเปิดให้สาธารณชนสามารถเข้าถึงผลงานวิจัยได้อย่างเสรี จะช่วยสนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในระดับสากลได้อย่างกว้างขวาง</p> <p><strong data-start="133" data-end="169">หน่วยงานผู้จัดพิมพ์ :</strong> ศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพ เขตสุขภาพที่ 11</p> ศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพที่ 11 จ.นครศรีธรรมราช th-TH วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคใต้) 0857-7293 <p>บทความในวารสารนี้มีลิขสิทธิ์โดยและเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons แบบแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 4.0 ระหว่างประเทศ (CC BY-NC-ND 4.0)</p> <p>สามารถอ่านและนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการ เช่น การสอน การวิจัย หรือการอ้างอิง โดยให้เครดิตแก่ผู้เขียนและวารสารอย่างเหมาะสม</p> <p>ห้ามใช้หรือดัดแปลงบทความโดยไม่ได้รับอนุญาต</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความเป็นความคิดเห็นของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว</p> <p>ผู้เขียนต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาและความถูกต้องของบทความของตนทั้งหมด</p> <p>การนำไปใช้ซ้ำหรือเผยแพร่ซ้ำในรูปแบบอื่นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร</p> พฤติกรรมการดูแลตนเอง และการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดกระบี่ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SRTC/article/view/7452 <p>การวิจัยภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดูแลตนเอง การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และการเกิดโรคแทรกซ้อนของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มารักษาที่ รพ.สต. ในจังหวัดกระบี่ กลุ่มตัวอย่างเป็นคนไทยที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มาตรวจรักษา รพ.สต. ในจังหวัดกระบี่ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 ถึงปัจจุบัน (ณ วันที่เก็บข้อมูล) อย่างน้อย 2 ครั้ง ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน จำนวน 392 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและแบบบันทึกการรักษาพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และ Chi-square test</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ร้อยละ 70.9 มีพฤติกรรมการดูแลตนเองในระดับปานกลาง รองลงมา ร้อยละ 26.5 และ 2.6 มีพฤติกรรมการดูแลตนเองในระดับดี และต่ำ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ร้อยละ 44.9 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value &lt; 0.05) ได้แก่ ระยะเวลาการป่วยเป็นโรคเบาหวาน พฤติกรรมการดูแลตนเอง และการมารับการรักษาตามนัด ส่วนอายุ ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน การได้รับการสนับสนุนทางสังคม และการป่วยเป็นโรคไวรัสโคโรนา 2019 ไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเอง ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคเบาหวานเกิดภาวะแทรกซ้อน ร้อยละ 55.1 ซึ่งพบเป็นโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ชาปลายมือปลายเท้า เบาหวานขึ้นตาหรือจอตาเสื่อม โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวาย และแผลเรื้อรัง ร้อยละ 40.8, 19.1, 16.6, 6.4, 5.6, 3.3 และ 0.8 ตามลำดับ ดังนั้น ควรส่งเสริมให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเองให้เหมาะสม และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ได้มากยิ่งขึ้น</p> สมชาย เจริญสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคใต้) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 37 1 12 25 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ปลอดภัยของประชาชน อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SRTC/article/view/7453 <p>งานวิจัยนี้ เป็นงานวิจัยเชิงสำรวจ (Survey research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ปลอดภัย และเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ปลอดภัย ให้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 420 คน ซึ่งเป็นตัวแทนประชากรที่อาศัยอยู่ใน 7 ตำบลของอำเภอเกาะสมุย ได้ตอบแบบสอบถาม 4 ส่วนด้วยกัน คือ 1. ข้อมูลทั่วไปและประสบการณ์การเกิดอุบัติเหตุ 2. ความรู้เกี่ยวกับกฎจราจร 3. ทัศนคติเกี่ยวกับความปลอดภัยในการขับขี่รถจักรยานยนต์ 4. พฤติกรรมการขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ปลอดภัย ใช้สถิติเชิงพรรณนาในการวิเคราะห์ข้อมูล หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้สถิติเชิงอนุมานหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson Correlation)</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า</p> <ol> <li class="show">พฤติกรรมการขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ปลอดภัยอยู่ในระดับปานกลางร้อยละ 69.5 ความรู้เกี่ยวกับกฎจราจรอยู่ในระดับปานกลางร้อยละ 65.7 ทัศนคติเกี่ยวกับการขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ปลอดภัยอยู่ในระดับสูงร้อยละ 80.5</li> <li class="show">ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลด้านอายุ สถานภาพสมรส การมีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ การปรับแต่งเครื่องยนต์และอุปกรณ์ของรถ ระยะเวลาเฉลี่ยในการขับขี่ต่อวันมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ปลอดภัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P≤0.05) ความรู้เกี่ยวกับกฎจราจร ทัศนคติเกี่ยวกับความปลอดภัยในการขับขี่มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ปลอดภัยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P≤0.05) ส่วนประสบการณ์การเกิดอุบัติเหตุไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ปลอดภัยแต่มีความสัมพันธ์กับสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P≤0.05)</li> </ol> <p>ข้อเสนอแนะการวิจัย การศึกษาครั้งนี้สามารถนำไปพัฒนา ปรับปรุง เฝ้าระวังการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุจราจร เพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชน</p> สุวรักษ์ บุญพา น้ำเพชร อเนกคณา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคใต้) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 37 1 26 38 การประเมินผลโครงการส่งเสริมทันตสุขภาพเด็กวัยเรียนของหน่วยงานในสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SRTC/article/view/7454 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลโครงการส่งเสริมทันตสุขภาพเด็กวัยเรียนของหน่วยงานในสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี ตามรูปแบบซิปป์ (CIPP Model) ด้านบริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลผลิต โดยศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่เลือกแบบเฉพาะเจาะจงจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานจำนวน 140 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามความคิดเห็นบุคลากร ผู้ให้ข้อมูลหลัก แบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่าข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพมีความสอดคล้องกัน ผลการประเมินโดยรวมมีความเหมาะสมในระดับสูง โดยพบว่า ด้านบริบท นโยบาย วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ตัวชี้วัด มีความชัดเจน สอดคล้องกับแผน มีความเข้มแข็งการขับเคลื่อนเชื่อมโยงนโยบายภายในจังหวัด ตัวชี้วัดคุณภาพควรสะท้อนการส่งเสริมทันตสุขภาพให้ครอบคลุมทุกกระบวนการ ให้เกิดความสำเร็จตามเป้าหมายได้ทันเวลา ด้านปัจจัยนำเข้า มีกระบวนการวัดและประเมินผลเชิงคุณภาพ กำหนดเป้าหมายตัวชี้วัดท้าทาย พัฒนาการกำกับ ติดตาม มีคณะกรรมการชัดเจนแต่ยังขาดประสิทธิภาพการนำข้อมูลสารสนเทศมาเชื่อมโยงสู่กลยุทธ์จัดการกลุ่มเสี่ยง มีการคืนข้อมูลให้พื้นที่และผลักดันการดำเนินงานเชิงป้องกันเชื่อมโยงกับการรักษาอย่างเป็นรูปธรรม พบข้อจำกัดด้านงบประมาณและอัตรากำลัง ด้านกระบวนการ มีการจัดระบบบริการครบวงจร ระบบสร้างความรอบรู้ การพัฒนาเครือข่ายบริการทั้งระบบและการมีส่วนร่วมของเครือข่ายทุกระดับดี แต่ควรพัฒนาเพิ่มความครอบคลุมการเข้าถึงการจัดบริการส่งเสริมป้องกันและรักษาแบบผสมผสาน พัฒนาความเชื่อมโยงระบบส่งต่อการรักษาและข้อมูลทันตสุขภาพ ด้านผลผลิต ภาพรวมมีการยกระดับการจัดบริการ ในส่วนงานส่งเสริมป้องกันและรักษาทางทันตกรรม ส่งผลให้อัตราโรคฟันผุของเด็กวัยเรียนมีแนวโน้มลดลง แต่ยังไม่บรรลุเป้าหมาย พฤติกรรมและประสิทธิภาพการแปรงฟันมีแนวโน้มดีขึ้น ดังนั้นเชิงนโยบายควรเน้นการส่งเสริมป้องกันและรักษาแบบผสมผสาน สร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พัฒนาระบบส่งต่อการรักษาและข้อมูล พัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง</p> อังคณา มากมาย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคใต้) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 37 1 39 52 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จังหวัดพังงา https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SRTC/article/view/7455 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่ออธิบายลักษณะทางระบาดวิทยาของผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) และ 2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคโควิด-19 กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาทั้งหมด จำนวน 369 คน คัดเลือกแบบจำเพาะเจาะจงจากผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่มารับบริการที่โรงพยาบาลในจังหวัดพังงา ในการระบาดช่วงระยะเวลาตั้งแต่ 1 เมษายน 2564 - 30 พฤษภาคม 2565 ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป (ร้อยละ 72.9) สัญชาติไทย (ร้อยละ 98.4) สถานภาพสมรส (ร้อยละ 79.9) ศาสนาพุทธ (ร้อยละ 77.8) อาชีพว่างงาน/แม่บ้าน (ร้อยละ 51.2) ไม่มีโรคประจำตัว (ร้อยละ 58.3) เป็นผู้ป่วยประเภทสัมผัสเสี่ยงสูง (ร้อยละ 68.3) แหล่งที่ติดเชื้อคือที่บ้าน (ร้อยละ 44.7) ผลการถ่ายภาพรังสีรอยโรคของเนื้อปอดเป็นปกติ (ร้อยละ 78.0) ความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือด 96 - 100 % (ร้อยละ 79.7) และได้รับยาต้านเชื้อไวรัส (ร้อยละ 73.7) ปัจจัยเสี่ยงที่มีอิทธิพลต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคโควิด-19 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value &lt; 0.05) โดยวิเคราะห์การถดถอยพหุแบบโลจิสติก ได้แก่ โรคประจำตัว (aOR 11.49, 95% CI 1.34 - 98.60, P-value = 0.02) ผลการถ่ายภาพรังสีรอยโรคของเนื้อปอด (aOR 66.06, 95%CI 16.15 - 270.14, P-value &lt; 0.01) โรคความดันโลหิตสูง (aOR 4.89, 95% CI 1.11 - 21.42, P-value = 0.03) หายใจเหนื่อย (aOR 8.56, 95% CI 2.59 - 28.33, P-value &lt; 0.01) มีเสมหะ (aOR 29.44, 95% CI 4.48 - 193.46, P-value &lt; 0.01) Neutrophil &lt; 70% (aOR 16.43, 95% CI 4.45 - 60.59, P-value &lt; 0.01) และ NGene (Cycle Threshold) (aOR 5.33, 95% CI 1.58 - 17.98, P-value &lt; 0.01) ผลการวิจัยสรุปได้ว่า การมีโรคประจำตัว โรคความดันโลหิตสูง ผลการถ่ายภาพรังสีรอยโรคของเนื้อปอดผิดปกติ อาการหายใจเหนื่อย การมีเสมหะ นิวโทรฟิล &lt; ร้อยละ 70 และ NGene (Cycle Threshold) &lt; 20 เป็นปัจจัยทำนายสำคัญต่อการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคโควิด-19 ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างรวดเร็วและให้การรักษาทั้ง COVID-19 และโรคร่วมอย่างเหมาะสม ปริมาณนิวโทรฟิลและจำนวนรอบของการเพิ่มสารพันธุกรรม N Gene ของไวรัส SARS-CoV-2): 2019-nCoV สามารถใช้พยากรณ์การเกิดความรุนแรงและเสียชีวิตของผู้ป่วยได้</p> วิเศษ กำลัง สุรชาติ โกยดุลย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคใต้) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 37 1 53 72 การพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายเฉียบพลันและไตวายระยะสุดท้าย ที่ต้องได้รับการฟอกเลือด ด้วยเครื่องไตเทียมแบบเร่งด่วน: กรณีศึกษา 2 ราย https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SRTC/article/view/7456 <p>การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมเป็นการรักษาทดแทนไตวิธีหนึ่ง ซึ่งมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนสูง จากสถิติบริการของหน่วยไตเทียม พบว่ามีการบริการผู้ป่วยฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ปี 2564 มีจำนวน 34 ราย 169 รอบ และในปี 2565 (ต.ค.64-มิ.ย.65) มีจำนวน 59 ราย 190 รอบ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาข้อมูลย้อนหลัง โดยการเปรียบเทียบการพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายเฉียบพลันและไตวายระยะสุดท้ายที่ต้องได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมจำนวน 2 ราย ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2565 - เดือนกรกฎาคม 2565 โดยศึกษาข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยใน การซักประวัติจากผู้ป่วยและญาติ เพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัยจากการฟอกเลือดโดยการใช้กระบวนการพยาบาลในการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยทั้งในระยะก่อนฟอกเลือด ขณะฟอกเลือด และหลังฟอกเลือด</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า</p> <p>กรณีศึกษาที่ 1 เพศหญิงอายุ 62 ปี เป็นโรคไตเรื้อรังมา 5 ปี ปฏิเสธการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม ส่งต่อมาจากโรงพยาบาลชุมชนด้วย 6 ชั่วโมงก่อนมา หายใจเหนื่อยหอบ ให้ประวัติเพิ่มเติม 4-5 วัน หายใจเหนื่อย ปัสสาวะออกดี รับประทานอาหารได้น้อย 2 วันก่อน รับประทานอาหารไม่ได้ เหนื่อยมากขึ้นนอนราบไม่ได้ ปัสสาวะออกน้อย ทำการฟอกเลือด 3 ครั้ง ขณะฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนใดๆ หลังจากนั้นได้รับการรักษาต่อด้วยการล้างไตทางช่องท้องแบบต่อเนื่อง รวมระยะเวลาการรักษาตัวในโรงพยาบาล 11 วัน</p> <p>กรณีศึกษาที่ 2 เพศชาย อายุ 75 ปี เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วย 3 วันก่อนถ่ายเหลว 3 ครั้ง/วัน คลื่นไส้อาเจียน 5 ครั้ง/วัน มีโรคประจำตัว คือ ความดัน ไขมัน และเบาหวาน ทำการฟอกเลือด 2 ครั้ง ขณะฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนใดๆ การทำงานของไตกลับสู่สภาวะปกติ รวมระยะเวลารักษาตัวในโรงพยาบาล 8 วัน</p> <p>กรณีศึกษาทั้ง 2 รายเป็นผู้ป่วยโรคไตที่ได้รับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมเหมือนกันแต่มีความแตกต่างกันด้านพยาธิกำเนิด สาเหตุของการเกิดโรคและการดำเนินโรคคือโรคไตเรื้อรังและไตวายเฉียบพลัน ดังนั้นการวางแผนการดูแลผู้ป่วยมีความแตกต่างกันระยะยาวชั่วระยะเวลาต่างกัน</p> อรวิภา กลิ่นกำจร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคใต้) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 37 1 73 89 การพัฒนารูปแบบกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมด้านการส่งเสริมสุขภาพ กลุ่มวัยแม่และเด็กใน อำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SRTC/article/view/7457 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนารูปแบบกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมด้านการส่งเสริมสุขภาพกลุ่มวัยแม่และเด็กในอำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม และประเมินประสิทธิผลกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมด้านการส่งเสริมสุขภาพกลุ่มวัยแม่และเด็กในอำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมผสานวิธีการวิจัยเชิงสำรวจ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมมี 5 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นที่ 1) รวบรวมข้อมูลและสถานการณ์ ขั้นที่ 2) ค้นหาปัญหา สาเหตุของปัญหา และการวิเคราะห์ ขั้นที่ 3) จัดทำแผนแม่บทชุมชนและแผนการดำเนินงาน ขั้นที่ 4) การปฏิบัติการ และขั้นที่ 5) การประเมินผล ทำให้เกิดแผนแม่บทการดำเนินงานด้านการส่งเสริมสุขภาพกลุ่มวัยแม่และเด็ก มี 3 ยุทธศาสตร์ มี 8 แผนงานกิจกรรม มีการกำหนดวิธีการดำเนินงาน กำหนดบทบาทหน้าที่ การจัดทำโครงการหรือแผนปฏิบัติการ ผลการทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมในการส่งเสริมสุขภาพกลุ่มวัยแม่และเด็ก พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ที่เป็นเพศหญิง จบปริญญาตรีและสูงกว่า นับถือศาสนาอิสลาม เคยได้รับการอบรม/ประชุม/สัมมนาเกี่ยวกับส่งเสริมสุขภาพแม่และเด็ก มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่ 31 ปีและมากกว่า มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 การเปรียบเทียบก่อนและหลังการกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และภาพรวมการประเมินประสิทธิผลรูปแบบกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมด้านการส่งเสริมสุขภาพกลุ่มวัยแม่และเด็กอยู่ในระดับมาก</p> <p>ข้อเสนอแนะจากการวิจัยคือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง คณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพกลุ่มวัยแม่และเด็กระดับอำเภอสุขสำราญ โรงพยาบาลสุขสำราญและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุกแห่ง การพัฒนาระบบข้อมูล องค์ความรู้ ทักษะ พัฒนาแกนนำและแนวทางปฏิบัติที่ผ่านระบบการสื่อสารและเทคโนโลยีที่เหมาะกับพื้นที่</p> ถาวร สาลี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคใต้) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 37 1 90 101 ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ตำบลกะปาง อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SRTC/article/view/7458 <p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ตำบลกะปาง อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาประกอบด้วยอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จำนวน 166 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามประกอบด้วย แบบสอบถามด้าน ปัจจัยส่วนบุคคล ความรู้ ทัศนคติ แรงสนับสนุนทางสังคม การรับรู้เกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.831 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด และการวิเคราะห์ถดถอย เชิงเส้นพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อยู่ในระดับสูง ร้อยละ 94.6 และปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้แก่ แรงสนับสนุนทางสังคม (p value &lt; 0.05) และการรับรู้ความรุนแรงของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (p value &lt; 0.05) ผลการศึกษาครั้งนี้สามารถนำข้อมูลไปใช้ในการส่งเสริมแรงสนับสนุนทางสังคม การรับรู้ความรุนแรงของโรค เพื่อสนับสนุนพฤติกรรมการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน</p> วรรณ์ลดา หอมหวล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคใต้) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 37 1 102 116 ต้นทุนการจัดบริการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ ปีงบประมาณ 2564 https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SRTC/article/view/7459 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาต้นทุนการจัดบริการของหน่วยบริการในสังกัดสำนักงานสาธารณสุขอำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ ปีงบประมาณ 2564 กลุ่มประชากรคือ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในอำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ จำนวน 9 แห่ง โดยทำการศึกษาย้อนหลัง (Retrospective Study) ด้วยการเก็บข้อมูลทุติยภูมิจากแหล่งข้อมูลที่มีอยู่แล้ว ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2563 ถึง 30 กันยายน 2564 เครื่องมือที่ใช้คือ แบบบันทึกต้นทุนค่าแรง ค่าวัสดุ ค่าการลงทุน แบบบันทึกเวลาการทำงาน ข้อมูลการรับบริการผู้ป่วยรายบุคคล จากโปรแกรม JHCIS เป็นการศึกษาวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research) สถิติที่ใช้คือจำนวน ร้อยละ อัตรา อัตราส่วน ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป Microsoft excel</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ต้นทุนโดยรวมของ รพ.สต. ทั้ง 9 แห่ง มีค่าเฉลี่ยต้นทุนค่าแรงสูงที่สุด 1,756,135.33 บาท รองลงมาค่าวัสดุ 244,582.81 บาท และค่าการลงทุน 244,505.16 บาท คิดเป็นสัดส่วนค่าแรง : ค่าวัสดุ : ค่าการลงทุน เท่ากับ 78.41 : 10.68 : 10.91 ค่าเฉลี่ยต้นทุนต่อหน่วยบริการจำแนกตามกิจกรรมบริการ สูงที่สุดเป็นกิจกรรมคุ้มครองผู้บริโภค เท่ากับ 1,418.43 บาท รองลงมาคือ กิจกรรมฟื้นฟูสภาพเท่ากับ 248.70 บาท กิจกรรมรักษาพยาบาล เท่ากับ 128.19 บาท กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ เท่ากับ 100.41 บาทและค่าเฉลี่ยต้นทุนต่อหน่วยบริการต่ำสุด คือ กิจกรรมป้องกันควบคุมโรค เท่ากับ 96.65 บาท และในส่วนของต้นทุนต่อหัวประชากรในภาพรวมของทุก รพ.สต. เฉลี่ยเท่ากับ 963.19 บาท (SD = 359.01) โดย รพ.สต.บ้านช่องแบก มีต้นทุนต่อหัวประชากรสูงที่สุด เท่ากับ 1,673.07 บาท และ รพ.สต.บ้านบางเหียน มีต้นทุนต่อหัวประชากรต่ำที่สุด เท่ากับ 515.19 บาท</p> <p>การศึกษาครั้งนี้มีข้อจำกัดของการศึกษาต้นทุนหน่วยบริการของผู้มาใช้บริการโดยไม่ได้คำนึงถึงความรุนแรงของโรค ลักษณะของโรค ลักษณะของผู้ป่วย ประเภท และความยากง่ายในการตรวจรักษาแต่คิดเป็นต้นทุนต่อหน่วยบริการโดยเฉลี่ยของผู้มารับบริการทั้งหมดเท่านั้น</p> ชิงชัย บัวทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคใต้) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 37 1 117 131 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในระบบการดูแลระยะยาวอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SRTC/article/view/7460 <p>การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อประเมินระดับความรู้และทักษะของผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง (Care giver) 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานของผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง (Care giver) ในระบบการดูแลระยะยาว 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของญาติของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงต่อการบริการของผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง (Care giver) เก็บข้อมูลการวิจัยตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2565-30 พฤศจิกายน 2565 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย จำนวน 236 คน สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ การแจกแจงความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และ Chi-square</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า 1) ระดับความรู้และทักษะของผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง (Caregiver) ภาพรวมระดับความรู้อยู่ในระดับดี 2) ปัจจัยด้านอายุและการศึกษามีอิทธิพลต่อการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง (p-value=0.001) และ 3) ระดับความพึงพอใจของญาติของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่ได้รับการดูแลจากผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง (Caregiver) มีระดับความพึงพอใจ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ข้อเสนอแนะการทำวิจัยต่อไป ศึกษาระดับความรู้ ทัศนคติและทักษะของญาติผู้ทำหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่บ้าน</p> พนิดา ยุติธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคใต้) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 37 1 132 146 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความผิดปกติทางโครงร่างและกล้ามเนื้อจากการทำงาน (WMSDs) ของพนักงานเก็บขยะในเขตเทศบาล อ.เมือง จ.ระนอง https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SRTC/article/view/7461 <p>ปัจจัยทางด้านการยศาสตร์เป็นปัจจัยคุกคามทางด้านสุขภาพในพนักงานเก็บขยะ ซึ่งส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางโครงร่างและกล้ามเนื้อจากการทำงาน การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของความผิดปกติทางโครงร่างและกล้ามเนื้อและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความผิดปกติทางโครงร่างและกล้ามเนื้อของพนักงานเก็บขยะในเขตเทศบาลจังหวัดระนอง ประชากรเป็นพนักงานเก็บขยะในเขตเทศบาลอำเภอเมืองจังหวัดระนอง จำนวน 102 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติแจกแจงความถี่ ร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และหาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยการทำงานกับอาการ WMSDs โดยใช้สถิติ Chi-Square test ผลการวิจัยพบว่า อัตราความชุกของอาการ WMSDs ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ของพนักงานเก็บขยะในเขตเทศบาลอำเภอเมือง จังหวัดระนอง เท่ากับ ร้อยละ 100 และอัตราความชุกของอาการ WMSDs ในช่วง 7 วันที่ผ่านมา เท่ากับ ร้อยละ 72.54 โดยอัตราความชุกของอาการ WMSDs ทั้งในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมารบกวนการทำงาน และในรอบ 7 วันที่ผ่านมา เกิดขึ้นบริเวณหลังส่วนล่างมากที่สุด เมื่อเทียบกับตำแหน่งอื่นๆ ของร่างกาย ผลการทดสอบสมมุติฐาน พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ การสูบบุหรี่และการออกกำลังกาย ปัจจัยงาน ได้แก่การทำงานที่ต้องออกแรงมาก และอายุการทำงานเป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับอาการ WMSDs ตำแหน่งหลังส่วนล่างในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 พนักงานเก็บขยะมีความชุกของอาการ WMSDs เกิดขึ้นบริเวณหลังส่วนล่างมากที่สุด จึงควรมีการพัฒนาระบบการเฝ้าระวังอาการ WMSDs โดยนำผลการศึกษาปัจจัยบุคคล ปัจจัยงานมาปรับใช้ในการพัฒนา</p> วรฉัตร คงเทียม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคใต้) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 37 1 164 182 ผลของโปรแกรมการฝึกสติแบบสั้น (MBBI) ต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพและการควบคุมน้ำตาลใน เลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มารับบริการคลินิกเบาหวานโรงพยาบาลลานสกาจังหวัดนครศรีธรรมราช https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SRTC/article/view/7462 <p>การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและวัดหลัง มีวัตถุประสงค์ของการศึกษาเพื่อทดสอบผลของโปรแกรมการฝึกสติแบบสั้น (MBBI) ต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพและการควบคุมน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มารับบริการคลินิกเบาหวานโรงพยาบาลลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง ตามคุณสมบัติที่กำหนด คำนวณกลุ่มตัวอย่างโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป G*power version 3.2 ได้จำนวน 30 คน โปรแกรมและเครื่องมือได้ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่านและทดสอบความเที่ยงของแบบสอบถามพฤติกรรมสุขภาพกับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 20 คน ด้วยการทดสอบสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคได้ค่าความเชื่อมั่น .85 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และสถิติ paired t-test</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า คะแนนเฉลี่ยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพหลังทดลองสูงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.05) และค่าเฉลี่ยของระดับ HbA1c และ FBS หลังการทดลองลดลงกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.05)</p> <p>ดังนั้น แสดงให้เห็นว่าพยาบาลสามารถนำโปรแกรมนี้ไปใช้ในการพยาบาลเพื่อส่งเสริมและปรับพฤติกรรมสุขภาพ นำไปสู่การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2</p> พวงพิกุล บุญประสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคใต้) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-02 2026-02-02 37 1 183 198