https://he05.tci-thaijo.org/index.php/TTIMJ/issue/feed วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน 2026-08-29T00:01:40+07:00 รองศาสตราจารย์ ดร. กุสุมาลย์ น้อยผา ttimj.thaimed@gmail.com Open Journal Systems <p>เป็นวารสารวิชาการแบบเปิด (Open Access) ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานงานวิจัยในระดับชาติและนานาชาติ ผ่านกระบวนการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) เป็นพื้นที่ในการเผยแพร่องค์ความรู้ทางวิชาการและนวัตกรรมครอบคลุมด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านไทย และการแพทย์ผสมผสาน โดยมีเป้าหมายหลักในการบูรณาการภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เป็นสากล เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบบสุขภาพให้พัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ วารสารยึดมั่นในการส่งเสริมเสรีภาพทางวิชาการโดยไม่มีค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์บทความ</p> <hr data-path-to-node="18" /> <p><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขต (Aims &amp; Scope)</strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์ (Aims) : </strong>เพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่องค์ความรู้ทางวิชาการ นวัตกรรม และผลงานวิจัย ที่มุ่งเน้นการยกระดับการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้านไทย โดยใช้แนวทางการแพทย์ผสมผสานในการเชื่อมโยงภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับวิทยาศาสตร์สุขภาพและหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เป็นสากล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริบาลสุขภาพแบบองค์รวม และขับเคลื่อนวิชาชีพการแพทย์แผนไทยให้เป็นรากฐานสำคัญในระบบสาธารณสุขยุคใหม่<br /><br /><strong>ขอบเขตเนื้อหา (Scope): </strong>วารสารรับพิจารณาตีพิมพ์บทความที่เกี่ยวข้องกับประเด็นดังต่อไปนี้<br /><strong>การแพทย์แผนไทยและสมุนไพร:</strong> งานวิจัยด้านเวชกรรมไทย เภสัชกรรมไทย ผดุงครรภ์ไทย และการนวดไทย รวมถึงการพัฒนาตำรับยาและผลิตภัณฑ์สมุนไพร<br /><strong>การแพทย์ผสมผสานที่มีแผนไทยเป็นแกนหลัก:</strong> การศึกษาการใช้ศาสตร์การแพทย์แผนไทยร่วมกับศาสตร์การแพทย์อื่น ๆ เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะ หรือเพิ่มประสิทธิภาพในการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสภาพ<br /><strong>นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์:</strong> การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อพิสูจน์ พัฒนา หรือต่อยอดองค์ความรู้ทางการแพทย์แผนไทยให้เป็นสากล<br /><strong>รายงานกรณีศึกษาและการวิจัยเชิงพื้นที่:</strong> การถอดบทเรียนจากการใช้จริงในสถานพยาบาลหรือชุมชน ที่แสดงให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันของหลายศาสตร์โดยมีแผนไทยเป็นพื้นฐาน</p> <hr data-path-to-node="18" /> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ (Peer review process)</strong><br />วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน เป็นวารสารวิชาการที่มีกระบวนการพิจารณากลั่นกรองบทความ (Peer Review) โดยต้นฉบับบทความทุกเรื่องจะได้รับการพิจารณาก่อนการตีพิมพ์จากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อยจำนวน 2 ท่าน จากหลากหลายสถาบัน วารสารใช้รูปแบบการประเมินแบบ ปกปิดสองทาง (Double-blind peer review) โดยไม่เปิดเผยข้อมูลของผู้เขียนและผู้ประเมินแก่กัน เพื่อให้การประเมินเป็นไปอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และเป็นอิสระทางวิชาการ</p> <hr data-path-to-node="18" /> <p><strong>นโยบายการเข้าถึงแบบเปิด (Open Access Policy)</strong><br />วารสารแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน เป็นวารสารแบบเข้าถึงแบบเปิด (Open Access) โดยเปิดให้เข้าถึงเนื้อหาทั้งหมดได้ทันทีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ภายใต้หลักการที่ว่าการเผยแพร่งานวิจัยอย่างเสรีต่อสาธารณชนจะช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในระดับประเทศและนานาชาติ บทความทุกเรื่องที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial 4.0 International License (CC BY-NC 4.0) ซึ่งอนุญาตให้มีการใช้ แบ่งปัน ดัดแปลง เผยแพร่ และทำซ้ำผลงานในทุกรูปแบบ เพื่อวัตถุประสงค์ที่ไม่แสวงหากำไร โดยต้องมีการระบุชื่อผู้นิพนธ์ แหล่งที่มา และวารสารต้นฉบับอย่างเหมาะสม</p> <hr data-path-to-node="18" /> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการดำเนินการบทความ (Article Processing Charges: APC)</strong><br />วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใด ๆ จากผู้นิพนธ์ในทุกขั้นตอนของกระบวนการพิจารณา ตีพิมพ์ และเผยแพร่บทความ</p> <hr data-path-to-node="18" /> <p><strong>ประเภทของบทความ (Types of articles)</strong><br /><strong>1. บทความวิจัย (Original Research Article)</strong> นำเสนอผลงานวิจัยเชิงประจักษ์ที่มีระเบียบวิธีชัดเจน ทั้งเชิงทดลองและเชิงคุณภาพ<br /><strong>2. บทความวิชาการ (Academic Article)</strong> เสนอแนวคิด ทฤษฎี การวิเคราะห์เชิงวิชาการ หรือแนวปฏิบัติ<br /><strong>3. บทความปริทัศน์ (Review Article)</strong> สังเคราะห์และวิเคราะห์องค์ความรู้จากเอกสารวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นปัจจุบัน<br /><strong>4. รายงานกรณีศึกษา (Case Report / Case Study)</strong> นำเสนอการศึกษารายกรณีด้านการแพทย์แผนไทยหรือการแพทย์ผสมผสานที่มีคุณค่าทางวิชาการและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้<br /><strong>5. บทความสั้น (Short Communication / Brief Report)</strong> นำเสนอผลงานวิจัยหรือผลการศึกษาขั้นต้นที่มีความน่าสนใจและคุณค่าทางวิชาการ</p> <hr data-path-to-node="18" /> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์ (Language)</strong><br />ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ</p> <hr data-path-to-node="18" /> <p><strong>กำหนดออก (Publication frequency)</strong><br />วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน มีกำหนดการออกเผยแพร่ 3 ฉบับต่อปี<br />ฉบับที่ 1: มกราคม – เมษายน<br />ฉบับที่ 2: พฤษภาคม – สิงหาคม<br />ฉบับที่ 3: กันยายน – ธันวาคม</p> <hr data-path-to-node="18" /> <p><strong>เจ้าของวารสาร (Publisher)</strong><br />สภาการแพทย์แผนไทย (The Thai Traditional Medical Council)</p> https://he05.tci-thaijo.org/index.php/TTIMJ/article/view/7804 ประสิทธิผลของการกรอกเลือดและการนวดแบบราชสำนักต่อระดับคะแนนความปวดและองศาการเคลื่อนไหวคอ ในผู้ป่วยโรคลมปลายปัตคาตสัญญาณ 4 หลัง (ออฟฟิซซินโดรม) 2026-05-10T12:06:47+07:00 Sulaiman Yehmureng sulai.ttm65@gmail.com <p>อาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง เป็นอาการที่พบได้บ่อยในทุกอาชีพ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องนั่งทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน ขาดการออกกำลังกาย ใช้งานร่างกายเกินกำลัง ความเครียด ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง โดยศึกษา 2 กลุ่ม วัดผลก่อนและหลังการทดลอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิผลก่อนและหลังการกรอกเลือดต่อระดับคะแนนความปวดและองศาการเคลื่อนไหวคอ ในผู้ป่วยโรคลมปลายปัตคาตสัญญาณ 4 หลัง 2) ศึกษาประสิทธิผลก่อนและหลังการนวดแบบราชสำนักต่อระดับคะแนนความปวดและองศาการเคลื่อนไหวคอ ในผู้ป่วยโรคลมปลายปัตคาตสัญญาณ 4 หลัง 3) เปรียบเทียบประสิทธิผลของการกรอกเลือดและการนวดแบบราชสำนักต่อระดับคะแนนความปวดและองศาการเคลื่อนไหวคอ ในผู้ป่วยโรคลมปลายปัตคาตสัญญาณ 4 หลัง ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้รับมาบริการที่คลินิกการแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลลำภู อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส จำนวน 44 คน ผลการศึกษาพบว่า 1) การเปรียบเทียบประสิทธิผลก่อนและหลังการกรอกเลือดต่อระดับคะแนนความปวดและองศาการเคลื่อนไหวคอ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) การเปรียบเทียบประสิทธิผลก่อนและหลังการนวดแบบราชสำนักต่อระดับคะแนนความปวดและองศาการเคลื่อนไหวคอ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) การเปรียบเทียบประสิทธิผลการกรอกเลือดกับการนวดแบบราชสำนักต่อระดับคะแนนความปวดและองศาการเคลื่อนไหวคอ พบว่า ระดับคะแนนความปวด องศาการก้มหน้า องศาการเงยหน้า และองศาการเคลื่อนไหวคอไปทางขวา ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนองศาการเอียงคอไปทางซ้าย มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> 2026-08-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน https://he05.tci-thaijo.org/index.php/TTIMJ/article/view/7831 ความสัมพันธ์เชิงสถิติระหว่างอุตุสมุฏฐานและประเทศสมุฏฐานกับการเกิดโรคไข้หวัดใหญ่ 2026-05-10T13:07:25+07:00 วัฒนา ชยธวัช vadhana.j@ptu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์เชิงสถิติระหว่างจำนวนผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่<br />รายเดือนกับปัจจัยอุตุนิยมวิทยาในประเทศสมุฏฐานทั้ง 4 แบบ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ (ประเทศร้อน), นนทบุรี (ประเทศเย็น), นครราชสีมา (ประเทศอุ่น) และนครศรีธรรมราช (ประเทศหนาว) เป็นการวิจัยเชิงนิเวศแบบอนุกรมเวลา ใช้ข้อมูลทุติยภูมิรายเดือน ตั้งแต่ มกราคม พ.ศ. 2561 ถึง ธันวาคม <br />พ.ศ. 2567 รวม 84 เดือน ตัวแปรตามคือจำนวนผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่รายเดือน ส่วนตัวแปรต้นคือปริมาณฝนและอุณหภูมิรายเดือน วิเคราะห์ด้วยสถิติสหสัมพันธ์แบบสเปียร์แมนและตัวแบบเชิงเส้นนัยทั่วไปที่มีการแจกแจงแบบกึ่งปัวซงและแบบทวินามลบ คัดเลือกตัวแปรต้นแบบถอยหลัง รายงานผลเป็นอัตราส่วนอุบัติการณ์ (Incidence Rate Ratio; IRR) พร้อมช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ผลการศึกษาพบว่า จังหวัดเชียงใหม่ อุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจำนวนผู้ป่วยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (IRR = 0.667, <br />95% CI: 0.55-0.81, <em>p</em> &lt; 0.001) ขณะที่ฝนต่ำสุดและอุณหภูมิต่ำสุดมีผลเพิ่มจำนวนผู้ป่วย (IRR = 1.007 และ 1.172 ตามลำดับ) จังหวัดนนทบุรี ฝนต่ำสุดเพิ่มขึ้นไม่เพิ่มจำนวนผู้ป่วย (IRR = 1.000, <em>p</em> = 0.016) จังหวัดนครราชสีมา อุณหภูมิสูงสุดเพิ่มขึ้นจำนวนผู้ป่วยลดลง (IRR = 0.902, <em>p</em> = 0.061) <br />อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จังหวัดนครศรีธรรมราช อุณหภูมิสูงสุดมีผลลดจำนวนผู้ป่วยอย่างมีนัยสำคัญ (IRR = 0.815, 95% CI: 0.70-0.95, <em>p</em> = 0.009) กล่าวได้ว่าปัจจัยอุตุนิยมวิทยาโดยเฉพาะอุณหภูมิ มีความสัมพันธ์กับจำนวนผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ในพื้นที่ประเทศสมุฏฐานทั้ง 4 แบบ โดยเฉพาะในประเทศร้อน (เชียงใหม่) และประเทศหนาว (นครศรีธรรมราช) หน่วยงานสาธารณสุขควรใช้ข้อมูลพยากรณ์อากาศร่วมกับการเฝ้าระวังโรค และควรพัฒนามาตรการเฝ้าระวังเชิงพื้นที่ที่สอดคล้องกับลักษณะภูมิอากาศของแต่ละประเทศสมุฏฐาน</p> 2026-08-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน https://he05.tci-thaijo.org/index.php/TTIMJ/article/view/7861 ผลของการใช้นวัตกรรมเจลสหัศธาราร่วมกับการนวดและการประคบสมุนไพรต่อการลดอาการปวดในผู้ป่วยกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อ 2026-06-15T11:57:06+07:00 pattaravet putthipaisanpiwat pattaravet_chok@hotmail.com <p>การวิจัยนี้เป็นการทดลองเชิงคลินิก รูปแบบวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลของเจล สหัศธาราร่วมกับการนวดและประคบสมุนไพรกับการนวดและประคบสมุนไพรเพียงอย่างเดียว ในการลดอาการปวดกล้ามเนื้อ และประเมินความพึงพอใจต่อนวัตกรรมเจลสหัศธาราที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มีระดับความปวดตั้งแต่ 4 ขึ้นไป จำนวน 50 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 25 ราย (ได้รับการนวดและประคบสมุนไพร 3 ครั้ง ในวันที่ 1, 3 และ 5 ร่วมกับทาเจลสหัศธาราเองที่บ้าน วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น) และกลุ่มควบคุม 25 ราย (ได้รับการนวดและประคบสมุนไพรเพียงอย่างเดียว 3 ครั้ง) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Paired t-test, Independent sample t-test (one-tailed) และ Chi-square test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ <em>p</em> &lt; 0.05 ผลการวิจัยพบว่า ทั้งสองกลุ่มมีระดับความปวดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt;. 001) โดยกลุ่มทดลองลดลงจาก 7.04 เหลือ 2.08 (t = 24.318, <em>p</em> &lt; .001) และกลุ่มควบคุมลดลงจาก 6.52 เหลือ 2.96 (t = 18.524, <em>p </em>&lt; .001) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนความปวดลดลงเฉลี่ย (4.96 ± 1.02) มากกว่ากลุ่มควบคุม (3.56 ± 0.96) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 4.996, <em>p</em> &lt;. 001) กลุ่มทดลองมีสัดส่วนของผู้ป่วยที่หายปวดสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างชัดเจน (72.0% เทียบกับ 36.0%) (<em>p</em> &lt; .011) สำหรับความพึงพอใจต่อนวัตกรรมเจลสหัศธาราอยู่ในระดับมากที่สุด (4.63 ± 0.51) โดยมีคะแนนสูงสุดในด้านความปลอดภัย ไม่พบอาการแพ้หรือระคายเคือง (4.84 ± 0.37) รองลงมาคือประสิทธิภาพการบรรเทาปวดและบรรจุภัณฑ์พกพาง่าย (4.76± 0.44) สรุปได้ว่าเจลสหัศธาราเป็นทางเลือกเสริมที่มีศักยภาพร่วมกับการนวดและประคบสมุนไพรเพื่อลดอาการปวดกล้ามเนื้อในระยะสั้น</p> 2026-08-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน https://he05.tci-thaijo.org/index.php/TTIMJ/article/view/7864 ความพึงพอใจของผู้รับบริการต่องานบริการนวดไทยของศูนย์สาธิตการแพทย์แผนไทย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดจันทบุรี 2026-05-31T14:04:25+07:00 chomphunut phopprasoet downsyndromeja@hotmail.com <p>การวิจัยเชิงพรรณนาครั้งนี้ เป็นการศึกษาความพึงพอใจของผู้รับบริการต่องานบริการนวดไทยของศูนย์สาธิตการแพทย์แผนไทย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดจันทบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้รับบริการต่องานบริการนวดไทย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้มารับบริการนวดไทย ระหว่างเดือน กรกฎาคม - สิงหาคม 2567 ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 274 คน ใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างอย่างเป็นระบบ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป ใช้สถิติวิเคราะห์ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า การประเมินทั้ง 5 ด้าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด ( = 4.71, S.D. = .329) เมื่อพิจารณารายประเด็น พบว่า ด้านการประสานบริการอยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด ( = 4.81, S.D. = .339) มีความสำคัญเป็นลำดับแรก ด้านมนุษย์สัมพันธ์ ( = 4.78, S.D. = .380) ด้านความสะดวกที่ได้รับจากบริการ ( = 4.71, S.D. = .428) ด้านคุณภาพการให้บริการ ( = 4.65, S.D. = .393) และด้านข้อมูลที่ได้รับจากการบริการ ( = 4.58, S.D. = .474) อยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด โดยมีความสำคัญรองลงมาตามลำดับ ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ ดังนี้ 1) ควรขอความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญเพิ่มศักยภาพความรู้และทักษะเพื่อการสร้างความสมดุลชีวิตและการมีสุขภาพดี สร้างจุดเด่นอัตลักษณ์ (แบรนด์) ให้กับงานบริการสุขภาพ 2) ควรสร้างช่องทางการสื่อสารประชาสัมพันธ์ผ่านระบบออนไลน์ให้มากขึ้น จะเป็นโอกาสในการพัฒนางานสู่ความเป็นเลิศ ยกระดับงานบริการนวดไทยเป็นเวลเนสนวดไทยให้มีคุณภาพมาตรฐานที่ดียิ่งขึ้นต่อไป</p> 2026-08-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน https://he05.tci-thaijo.org/index.php/TTIMJ/article/view/7892 ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของตำรับยาแก้ไอแผนไทยอำมฤควาที 2026-08-03T15:16:57+07:00 saran chaweerak saran.c@ubru.ac.th <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบทางพฤกษเคมีและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของตำรับยาสมุนไพร “อำมฤควาที”(UM) ซึ่งใช้บรรเทาอาการไอและขับเสมหะ โดยส่วนประกอบในตำรับ ได้แก่ สมอไทย สมอพิเภก มีรายงานว่ามีสารประกอบฟีนอลิกสูง ซึ่งอาจมีศักยภาพในการต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ การวิเคราะห์สารพฤกษเคมีดำเนินการโดยใช้วิธีมาตรฐาน ได้แก่ การเกิดสีและการตกตะกอน ตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ “Um-Ma-Ruek-Ka-Va-Tee” UM จากผู้ผลิต 7 แหล่ง และสารสกัดสมุนไพรแต่ละชนิด การทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระใช้วิธี DPPH และรายงานผลเป็นค่า IC<sub>50</sub> พบว่าสารสกัดจากมะขามป้อม (<em>Phyllanthus</em> emblica) ให้ผลดีที่สุด โดยมีค่า IC<sub>50</sub> เท่ากับ 254.76 ± 0.08 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร การทดสอบด้วยวิธี FRAP วัดค่าความสามารถในการรีดิวซ์เหล็ก โดยรายงานเป็นมิลลิกรัมเทียบเท่า Trolox ต่อกรัมของสารสกัดหยาบ (mg TE/g crude extract) พบว่าตัวอย่างที่ 3, 7 และ 5 ให้ค่าฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระดีที่สุดที่ 242 ± 0.14, 237 ± 0.32 และ 216 ± 0.08 ตามลำดับ สำหรับปริมาณสารฟีนอลิกทั้งหมด วิเคราะห์โดยใช้กรดแกลลิกเป็นมาตรฐาน พบว่าตัวอย่างที่ 6 มีปริมาณสารฟีนอลิกสูงสุด คือ 166 ± 0.06 mg GA/g crude extract การทดสอบพฤกษเคมีเบื้องต้น พบว่า 6 ตัวอย่างมีสารกลุ่มแอนทราควิโนน ไตรเทอร์พีนอยด์ และ<br />แทนนิน ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาตำรับยาสมุนไพรอำมฤควาทีในอนาคต</p> 2026-08-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน