วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน https://he05.tci-thaijo.org/index.php/TTIMJ <p>เป็นวารสารวิชาการแบบเปิด (Open Access) ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานงานวิจัยในระดับชาติและนานาชาติ ผ่านกระบวนการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) เป็นพื้นที่ในการเผยแพร่องค์ความรู้ทางวิชาการและนวัตกรรมครอบคลุมด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านไทย และการแพทย์ผสมผสาน โดยมีเป้าหมายหลักในการบูรณาการภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เป็นสากล เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบบสุขภาพให้พัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ วารสารยึดมั่นในการส่งเสริมเสรีภาพทางวิชาการโดยไม่มีค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์บทความ</p> <hr data-path-to-node="18" /> <p><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขต (Aims &amp; Scope)</strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์ (Aims) : </strong>เพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่องค์ความรู้ทางวิชาการ นวัตกรรม และผลงานวิจัย ที่มุ่งเน้นการยกระดับการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้านไทย โดยใช้แนวทางการแพทย์ผสมผสานในการเชื่อมโยงภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับวิทยาศาสตร์สุขภาพและหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เป็นสากล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริบาลสุขภาพแบบองค์รวม และขับเคลื่อนวิชาชีพการแพทย์แผนไทยให้เป็นรากฐานสำคัญในระบบสาธารณสุขยุคใหม่<br /><br /><strong>ขอบเขตเนื้อหา (Scope): </strong>วารสารรับพิจารณาตีพิมพ์บทความที่เกี่ยวข้องกับประเด็นดังต่อไปนี้<br /><strong>การแพทย์แผนไทยและสมุนไพร:</strong> งานวิจัยด้านเวชกรรมไทย เภสัชกรรมไทย ผดุงครรภ์ไทย และการนวดไทย รวมถึงการพัฒนาตำรับยาและผลิตภัณฑ์สมุนไพร<br /><strong>การแพทย์ผสมผสานที่มีแผนไทยเป็นแกนหลัก:</strong> การศึกษาการใช้ศาสตร์การแพทย์แผนไทยร่วมกับศาสตร์การแพทย์อื่น ๆ เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะ หรือเพิ่มประสิทธิภาพในการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสภาพ<br /><strong>นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์:</strong> การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อพิสูจน์ พัฒนา หรือต่อยอดองค์ความรู้ทางการแพทย์แผนไทยให้เป็นสากล<br /><strong>รายงานกรณีศึกษาและการวิจัยเชิงพื้นที่:</strong> การถอดบทเรียนจากการใช้จริงในสถานพยาบาลหรือชุมชน ที่แสดงให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันของหลายศาสตร์โดยมีแผนไทยเป็นพื้นฐาน</p> <hr data-path-to-node="18" /> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ (Peer review process)</strong><br />วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน เป็นวารสารวิชาการที่มีกระบวนการพิจารณากลั่นกรองบทความ (Peer Review) โดยต้นฉบับบทความทุกเรื่องจะได้รับการพิจารณาก่อนการตีพิมพ์จากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อยจำนวน 2 ท่าน จากหลากหลายสถาบัน วารสารใช้รูปแบบการประเมินแบบ ปกปิดสองทาง (Double-blind peer review) โดยไม่เปิดเผยข้อมูลของผู้เขียนและผู้ประเมินแก่กัน เพื่อให้การประเมินเป็นไปอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และเป็นอิสระทางวิชาการ</p> <hr data-path-to-node="18" /> <p><strong>นโยบายการเข้าถึงแบบเปิด (Open Access Policy)</strong><br />วารสารแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน เป็นวารสารแบบเข้าถึงแบบเปิด (Open Access) โดยเปิดให้เข้าถึงเนื้อหาทั้งหมดได้ทันทีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ภายใต้หลักการที่ว่าการเผยแพร่งานวิจัยอย่างเสรีต่อสาธารณชนจะช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในระดับประเทศและนานาชาติ บทความทุกเรื่องที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial 4.0 International License (CC BY-NC 4.0) ซึ่งอนุญาตให้มีการใช้ แบ่งปัน ดัดแปลง เผยแพร่ และทำซ้ำผลงานในทุกรูปแบบ เพื่อวัตถุประสงค์ที่ไม่แสวงหากำไร โดยต้องมีการระบุชื่อผู้นิพนธ์ แหล่งที่มา และวารสารต้นฉบับอย่างเหมาะสม</p> <hr data-path-to-node="18" /> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการดำเนินการบทความ (Article Processing Charges: APC)</strong><br />วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใด ๆ จากผู้นิพนธ์ในทุกขั้นตอนของกระบวนการพิจารณา ตีพิมพ์ และเผยแพร่บทความ</p> <hr data-path-to-node="18" /> <p><strong>ประเภทของบทความ (Types of articles)</strong><br /><strong>1. บทความวิจัย (Original Research Article)</strong> นำเสนอผลงานวิจัยเชิงประจักษ์ที่มีระเบียบวิธีชัดเจน ทั้งเชิงทดลองและเชิงคุณภาพ<br /><strong>2. บทความวิชาการ (Academic Article)</strong> เสนอแนวคิด ทฤษฎี การวิเคราะห์เชิงวิชาการ หรือแนวปฏิบัติ<br /><strong>3. บทความปริทัศน์ (Review Article)</strong> สังเคราะห์และวิเคราะห์องค์ความรู้จากเอกสารวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นปัจจุบัน<br /><strong>4. รายงานกรณีศึกษา (Case Report / Case Study)</strong> นำเสนอการศึกษารายกรณีด้านการแพทย์แผนไทยหรือการแพทย์ผสมผสานที่มีคุณค่าทางวิชาการและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้<br /><strong>5. บทความสั้น (Short Communication / Brief Report)</strong> นำเสนอผลงานวิจัยหรือผลการศึกษาขั้นต้นที่มีความน่าสนใจและคุณค่าทางวิชาการ</p> <hr data-path-to-node="18" /> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์ (Language)</strong><br />ภาษาไทย/ภาษาอังกฤษ</p> <hr data-path-to-node="18" /> <p><strong>กำหนดออก (Publication frequency)</strong><br />วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน มีกำหนดการออกเผยแพร่ 3 ฉบับต่อปี<br />ฉบับที่ 1: มกราคม – เมษายน<br />ฉบับที่ 2: พฤษภาคม – สิงหาคม<br />ฉบับที่ 3: กันยายน – ธันวาคม</p> <hr data-path-to-node="18" /> <p><strong>เจ้าของวารสาร (Publisher)</strong><br />สภาการแพทย์แผนไทย (The Thai Traditional Medical Council)</p> สภาการแพทย์แผนไทย th-TH วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน 3088-3482 ##default.contextSettings.thaijo.licenseTerms## ความพึงพอใจของผู้เข้ารับบริการคลินิกแพทย์แผนจีน ศูนย์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เขตสุขภาพที่ 8 จ.อุดรธานี https://he05.tci-thaijo.org/index.php/TTIMJ/article/view/7374 <p>ปัจจุบันแนวคิดการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันได้รับความสำคัญมากขึ้น ทำให้การแพทย์แผนจีนซึ่งเน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมเป็นที่นิยม คณะผู้วิจัยจึงศึกษาความพึงพอใจของผู้เข้ารับบริการคลินิกแพทย์แผนจีน ศูนย์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เขตสุขภาพที่ 8 จ.อุดรธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้รับบริการ 2)วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้รับบริการ และ 3) เสนอแนะแนวทางในการพัฒนา และปรับปรุงการให้บริการ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้เข้ารับบริการคลินิกแพทย์แผนจีนจำนวน 260 คน โดยใช้แบบสอบถามประเมินระดับความพึงพอใจเป็นเครื่องมือสำหรับเก็บข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t-test และค่า p-value</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้เข้ารับบริการมีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อจำแนกตามเพศ พบว่า ผู้เข้ารับบริการมีระดับความพึงพอใจที่ไม่แตกต่างกัน โดยค่าเฉลี่ยของเพศชายเท่ากับ 4.86±0.19 คะแนน และเพศหญิงเท่ากับ 4.66±0.28 คะแนน เมื่อจำแนกตามด้าน พบว่าผู้เข้ารับบริการมีความพึงพอใจมากที่สุดในด้านบุคลากร รองลงมาคือด้านการบริการ/การจองคิว และสถานที่ ตามลำดับ ประเมินความคิดเห็นและความพึงพอใจก่อนและหลัง พบว่า ก่อนเข้ารับบริการส่วนมากมีความเข้าใจเกี่ยวกับการรักษาระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 40.4 และมีความพร้อมในการทำหัตถการระดับมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 67.0 หลังเข้ารับบริการส่วนมากมีความพึงพอใจในการทำหัตถการมีความนุ่มนวลระดับมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 63.1 อาการบรรเทา และผ่อนคลายมากขึ้นมีระดับความพึงพอใจมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 65 สรุปได้ว่าผู้เข้ารับบริการคลินิกแพทย์แผนจีน ศูนย์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เขตสุขภาพที่ 8 จ.อุดรธานี มีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุดในทุกด้าน ทั้งด้านบุคลากร ด้านการบริการ/การจองคิว และด้านสถานที่</p> <p>คำสำคัญ : ความพึงพอใจ, การบริการ , การแพทย์แผนจีน</p> <p>1Thai Traditional and Alternative Medicine Center, Health Region 8, Udon Thani. </p> <p>*ผู้ประพันธ์บรรณกิจ: <a href="mailto:srp.jidapa@gmail.com">srp.jidapa@gmail.com</a></p> Jidapa Sriphumsuriyakan ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-14 2026-05-14 1 1 1 12 การพัฒนาระบบฐานข้อมูลสารสนเทศด้านแพทย์แผนไทยของจังหวัดตรัง เพื่อใช้ในการวางแผนและบริหารจัดการ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/TTIMJ/article/view/7393 <p>การบริหารจัดการข้อมูลด้านการแพทย์แผนไทยในระดับจังหวัดยังคงประสบปัญหาความซ้ำซ้อนและขาดมาตรฐานกลาง ส่งผลให้ไม่สามารถนำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ภายใต้กระบวนการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลสารสนเทศด้านแพทย์แผนไทยของจังหวัดตรัง และศึกษาแนวทางการบูรณาการข้อมูลเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการ ดำเนินการวิจัย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การสำรวจปัญหา การออกแบบระบบ การทดลองใช้ และการประเมินผล กลุ่มตัวอย่างจำนวน 60 คน ประกอบด้วยแพทย์แผนไทย เจ้าหน้าที่สารสนเทศ และผู้บริหารหน่วยบริการที่คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือวิจัยได้แก่ ระบบฐานข้อมูลต้นแบบและแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างเห็นว่าการพัฒนาระบบมีความจำเป็นในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.58) เนื่องจากปัญหาหลักคือการจัดเก็บข้อมูลซ้ำซ้อน (ร้อยละ 78.3) และขาดการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ภายหลังการทดลองใช้ระบบต้นแบบที่พัฒนาขึ้น พบว่าผู้ใช้งานมีความพึงพอใจโดยรวมในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.46) โดยเฉพาะด้านความง่ายในการใช้งานและความถูกต้องของข้อมูล ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบที่พัฒนาขึ้นสามารถแก้ไขปัญหาความซ้ำซ้อนและสนับสนุนการจัดทำรายงานข้อมูลสุขภาพได้จริง สรุปได้ว่าระบบฐานข้อมูลสารสนเทศเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการงานแพทย์แผนไทย ทั้งนี้ ควรขยายผลการใช้งานสู่หน่วยบริการทุกระดับและพัฒนามาตรฐานการเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบสารสนเทศของโรงพยาบาล เพื่อให้เกิดความยั่งยืนและสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายของจังหวัดต่อไป</p> ศิวพร เพชรอาวุธ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-14 2026-05-14 1 1 13 26 การจำแนกเปรียบเทียบฝียอดเดียวระหว่างคัมภีร์ไพจิตรมหาวงศ์กับการแพทย์แผนปัจจุบัน https://he05.tci-thaijo.org/index.php/TTIMJ/article/view/7647 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการจำแนกโรคฝียอดเดียวในคัมภีร์ไพจิตรมหาวงศ์กับอาการแสดงในการแพทย์แผนปัจจุบัน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงเอกสารแบบตีความร่วมกับการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ และการจับคู่โดยอาศัยฉันทามติของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเปรียบเทียบการจำแนกฝียอดเดียวระหว่างคัมภีร์ไพจิตรมหาวงศ์กับภาวะทางการแพทย์แผนปัจจุบัน ผลการศึกษาพบว่า คัมภีร์ไพจิตรมหาวงศ์จำแนกฝียอดเดียวเป็น 4 ประเภทตามลักษณะอาการ ตำแหน่ง ช่วงเวลา และธาตุสมุฏฐาน ซึ่งสอดคล้องกับการจำแนกอาการแสดงติดเชื้อเป็นหนองของการแพทย์ปัจจุบัน ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า คัมภีร์ไพจิตรมหาวงศ์มีระบบการจำแนกโรคที่สอดคล้องกับหลักการแพทย์สมัยใหม่ งานวิจัยนี้มุ่งนำเสนอการเชื่อมโยงอาการแสดงของฝียอดเดียวจากคัมภีร์การแพทย์แผนไทยเพื่อการสื่อสารกับการแพทย์แผนปัจจุบันได้</p> วัฒนา ชยธวัช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-14 2026-05-14 1 1 27 44 การคาดการณ์บริการวินิจฉัยโรคด้านการแพทย์แผนไทยผู้ป่วยนอกในระบบริการสาธารณสุขของรัฐ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/TTIMJ/article/view/7702 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพยากรณ์จำนวนครั้งในการให้บริการวินิจฉัยโรคด้านการแพทย์แผนไทยแก่ผู้ป่วยนอกในระบบบริการสาธารณสุขของรัฐ โดยใช้แบบจำลอง GM(1,1) ภายใต้ทฤษฎีระบบเกรย์ (Grey System Theory) ข้อมูลที่ใช้เป็นข้อมูลทุติยภูมิจากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (HDC) กระทรวงสาธารณสุข เป็นข้อมูลรายไตรมาสตั้งแต่ปีงบประมาณ 2565 ถึง 2569 (16 ไตรมาส) เนื่องจากข้อมูลปีงบประมาณ 2565 มีความผันผวนสูง (สูงกว่าปี 2566 ระหว่าง 1.50 ถึง 4.08 เท่า) จึงตัดออกจากการสร้างแบบจำลอง คงเหลือข้อมูล 14 ไตรมาส (ปีงบประมาณ 2566–2568) สำหรับสร้างแบบจำลอง และพยากรณ์ล่วงหน้า 4 ไตรมาสของปีงบประมาณ 2569 โดยแบ่งเป็น 4 รอบการพยากรณ์ ผลการศึกษาพบว่าแบบจำลอง GM(1,1) ให้ความแม่นยำในระดับสูง โดยมีค่าร้อยละความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์เฉลี่ย (MAPE) ในรอบที่ 1, 2, 3 และ 4 เท่ากับร้อยละ 5.74, 5.58, 6.32 และ 5.87 ตามลำดับ (น้อยกว่าร้อยละ 10 ทุกรอบ) ค่าพยากรณ์สำหรับไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปีงบประมาณ 2569 คือ 5,890,999 ครั้ง และ 6,006,151 ครั้ง ตามลำดับ โดยสรุป แบบจำลอง GM(1,1) เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมสำหรับการพยากรณ์บริการการแพทย์แผนไทยเมื่อมีข้อมูลจำนวนจำกัด ผลการพยากรณ์สามารถนำไปใช้สนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรและการวางแผนงบประมาณในระบบบริการสาธารณสุขของรัฐได้</p> วัฒนา ชยธวัช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-14 2026-05-14 1 1 45 55 การวิเคราะห์เชิงนโยบายการจัดตั้งกระทรวงการแพทย์แผนไทยในบริบทของ ประเทศไทย: กรณีศึกษาเปรียบเทียบกับกระทรวงอายุษ ประเทศอินเดีย https://he05.tci-thaijo.org/index.php/TTIMJ/article/view/7436 <p>ประเทศอินเดียได้ยกระดับการแพทย์ดั้งเดิมผ่านการจัดตั้งกระทรวงอายุษ ซึ่งเป็นกระทรวงเฉพาะที่มีอำนาจในการกำหนดนโยบาย การวิจัย การพัฒนา และการเผยแพร่ศาสตร์สุขภาพดั้งเดิมในระดับชาติและนานาชาติ สะท้อนบทบาทของรัฐในการบูรณาการการแพทย์ทางเลือกเข้ากับระบบสุขภาพแห่งชาติ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งกระทรวงการแพทย์แผนไทยในประเทศไทย โดยใช้กรณีศึกษากระทรวงอายุษ ประเทศอินเดีย เป็นกรอบการวิเคราะห์ เชิงเปรียบเทียบด้านนโยบายสาธารณะ ร่วมกับการประยุกต์ใช้กรอบแนวคิดตัวกรอบแนวคิดแนวร่วมเชิงนโยบาย ของซาบาเตียร์ และเจนกินส์-สมิธ เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยเชิงโครงสร้าง กลไกการบริหาร และเงื่อนไขทางการเมืองที่ส่งผลต่อความสำเร็จของนโยบาย วิเคราะห์เชิงนโยบายและระบบสุขภาพ การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิจากเอกสารทางวิชาการ กฎหมาย นโยบาย และรายงานราชการ ผลการศึกษาพบว่า ความสำเร็จของอินเดียในการยกระดับการแพทย์ดั้งเดิมสู่ระดับกระทรวงเกิดจากการมีแนวร่วมเชิงนโยบายที่ชัดเจน การสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง และการออกแบบนโยบายสุขภาพที่เชื่อมโยงกับมิติทางวัฒนธรรม ในขณะที่ประเทศไทยแม้มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการแพทย์แผนไทยและการยอมรับจากประชาชนในระดับหนึ่ง แต่ยังเผชิญความท้าทายด้านความต่อเนื่องของนโยบาย กลไกการประสานงาน และระดับการสนับสนุนเชิงนโยบาย บทความนี้เสนอว่าการจัดตั้งกระทรวงการแพทย์แผนไทยควรอาศัยการสร้างแนวร่วมเชิงนโยบาย กำหนดแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติด้านการแพทย์แผนไทย ควรมีการกำหนดเป้าหมาย วิสัยทัศน์ และตัวชี้วัดอย่างชัดเจน เพื่อผลักดันให้การแพทย์แผนไทยกลายเป็นกลไกสำคัญในระบบสุขภาพและเศรษฐกิจของชาติ</p> ธนภณ ลิมปอารยะกุล ธนิสร ศรีวานิชภูมิ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-14 2026-05-14 1 1 56 69 การพัฒนาผลิตภัณฑ์บาล์มหอมจากสารสกัดดอกไม้ไทยด้วยวิธี Enfleurage https://he05.tci-thaijo.org/index.php/TTIMJ/article/view/7727 <p>งานวิจัยนี้ทำการศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์บาล์มหอมจากสารสกัดดอกไม้ไทย โดยการศึกษาความคงสภาพทางกายภาพของผลิตภัณฑ์บาล์มหอมจากสารสกัดดอกไม้ไทยด้วยวิธีการใช้ไขมัน (Enfleurage) พบว่า ได้สารสกัดดอกลีลาวดี ดอกปีปสีขาวทึบ ผิวเนียนไม่ขรุขระ มีกลิ่นหอมของดอกไม้ที่ใช้สกัด สารสกัดจากดอกมะลิมีลักษณะใสออกเหลืองเล็กน้อย ทดสอบความคงตัวทางเคมี-กายภาพของบาล์มหอมทั้ง 3 สูตรที่อุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 4 สัปดาห์ และ ทดสอบความคงตัวในสภาวะเร่ง (Heating-Cooling) จำนวน 7 รอบ พบว่า ผลิตภัณฑ์บาล์มหอมทั้ง 3 สูตร มีความเรียบเนียน การดูดซึม และความอ่อนนุ่มที่ดี ค่า pH เท่ากับ 5 และมีการเปลี่ยนแปลง ของกลิ่นเล็กน้อย ไม่ระคายเคืองผิวขณะใช้และหลังใช้ผลิตภัณฑ์ ทำความสะอาดได้ดี มีลักษณะสีขาว ขุ่นอมเหลือง จึงสรุปได้ว่า บาล์มหอมทั้ง 3 สูตรที่พัฒนาขึ้นมีความคงตัวทางกายภาพและทาง เคมีที่ดี สะดวกในการพกพา และอาจลดความเสี่ยงของการเกิดการระคายเคืองทางด้านผิวหนังและช่วยทำให้ผ่อนคลาย</p> เกศชฎา โชติพูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ผสมผสาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-14 2026-05-14 1 1 70 87