วารสารวิจัยทางการแพทย์ พยาบาลและสาธารณสุข
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/jmnpr
<p><strong>ISSN</strong> 3088-3318 (Online)</p> <p>วารสารวิจัยทางการแพทย์ พยาบาลและสาธารณสุข จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่บทความ นิพนธ์ต้นฉบับ (Original Articles) บทความวิชาการ (Academic Articles) บทความฟื้นวิชาการ (Review Articles) บทความสั้น/รายงานผลเบื้องต้น (Short Communications/Brief Reports) รายงานผู้ป่วย (Case Reports) มุมมองและการสะท้อนคิดทางการแพทย์ (Perspectives and Reflections in Medicine) และบทวิเคราะห์บรรณาธิการ (Editorial Commentary) ของบุคลากรทางการแพทย์และเครือข่ายสาธารณสุขตลอดจนผู้สนใจในด้านนี้ทั้งภายในและภายนอกโรงพยาบาลทุ่งสง เพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์การยกระดับวิชาการ โดยมีกำหนดตีพิมพ์ 3 ฉบับต่อปี (มกราคม - เมษายน, พฤษภาคม – สิงหาคม, กันยายน – ธันวาคม)</p>
โรงพยาบาลทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช
th-TH
วารสารวิจัยทางการแพทย์ พยาบาลและสาธารณสุข
3088-3318
<p>ข้อคิดเห็นและเนื้อหาที่ปรากฏในบทความเป็นความเห็นส่วนบุคคลของผู้แต่งแต่ละท่าน มิได้สะท้อนถึงทัศนะของวารสารหรือหน่วยงาน/สถาบันต้นสังกัด ความถูกต้องและข้อผิดพลาดใด ๆ เป็นความรับผิดชอบของผู้แต่งโดยเฉพาะ</p> <p>การนำบทความ เนื้อหา ข้อมูล หรือภาพประกอบไปใช้ซ้ำหรือเผยแพร่ในลักษณะอื่น ต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก วารสารวิจัยทางการแพทย์ การพยาบาลและสาธารณสุข โดยโรงพยาบาลทุ่งสง ก่อนเท่านั้น</p>
-
ผลของโปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองต่อความสามารถในการจัดการตนเอง และอาการหายใจลำบากของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลรัษฎา จังหวัดตรัง
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/jmnpr/article/view/7745
<p>ความเป็นมา: อาการหายใจลำบากเป็นอาการที่พบบ่อยในผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หากผู้ป่วยประเมินอาการและจัดการตนเองไม่เหมาะสม อาจทำให้เกิดภาวะกำเริบเฉียบพลันได้ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการประเมินอาการหายใจลำบากของผู้ป่วยก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม 2) เปรียบเทียบความสามารถในการจัดการตนเองของผู้ป่วยก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม 3) เปรียบเทียบอาการหายใจลำบากของผู้ป่วยก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม</p> <p>วิธีการศึกษา: การศึกษานี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองกลุ่มเดียววัดผลก่อนหลัง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่รับการรักษาต่อเนื่องในโรงพยาบาลรัษฎา จำนวน 30 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล และเครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ โปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเอง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์</p> <p>ผลวิจัย: หลังเข้าร่วมโปรแกรม ผู้ป่วยมีคะแนนความสามารถในการประเมินอาการหายใจลำบากสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (t = 4.531, p = 0.001) และมีคะแนนความสามารถในการจัดการตนเองสูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (t = 5.814, p = 0.001) นอกจากนี้ คะแนนอาการหายใจลำบากหลังเข้าร่วมโปรแกรมต่ำกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (t = 8.113, p = 0.001)</p> <p>บทสรุป: โปรแกรมสนับสนุนการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลรัษฎา จังหวัดตรัง ที่พัฒนาขึ้น ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถประเมินอาการและจัดการตนเองเมื่อมีอาการหายใจลำบากได้ดีขึ้น</p>
พิชามญชุ์ อภิศักดิมนตรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยทางการแพทย์ พยาบาลและสาธารณสุข
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-03
2026-07-03
1 3
e7745
e7745
-
การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดเพื่อป้องกันการก่อความรุนแรง ในชุมชน อำเภอลำทะเมนชัย จังหวัดนครราชสีมา
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/jmnpr/article/view/7809
<p>ความเป็นมา: การก่อความรุนแรงของผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดเป็นปัญหาส่งผลกระทบต่อครอบครัวและชุมชนเป็นอย่างมากและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ดังนั้นการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันการก่อความรุนแรงในชุมชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ ปัญหาการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดและพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดในชุมชน และวิเคราะห์ผลของรูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดในชุมชน</p> <p>วิธีการศึกษา: เป็นการวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 6 ระยะ ได้แก่ 1) ศึกษาสถานการณ์ปัญหาโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ข้อมูลนำเข้าในการพัฒนา 2) วางแผนแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติด 3) ปฏิบัติตามรูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติด 4) ปรับปรุงการดำเนินงาน 5) ขยายรูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติด 6) ประเมินผลรูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติด โดยวิเคราะห์ผลก่อนเข้าร่วมกิจกรรม หลังเข้าร่วมกิจกรรม และระยะติดตาม 6 เดือน ด้วยแบบประเมินความรุนแรงของความเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงต่อตนเองและผู้อื่น แบบประเมินอาการทางจิต แบบประเมินพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง และแบบประเมินปัจจัยเสี่ยงอาการทางจิตกำเริบ 5 สัญญาณเตือน โดยใช้สถิติ Descriptive Statistics เปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยในแต่ละช่วงเวลาด้วยสถิติ Friedman Test และ Wilcoxon Signed-Ranks Test</p> <p>ผลวิจัย: พบว่าผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดในอำเภอลำทะเมนชัยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขาดผู้ดูแล ขาดการรักษาอย่างต่อเนื่อง ไม่ยอมรับการเจ็บป่วย ใช้สารเสพติด ส่วนรูปแบบการดูแลสามเกลอลำทะเมนชัยในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดในชุมชนโดยมีญาติ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และผู้ใหญ่บ้านหรือผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้รับผิดชอบดูแลหลักสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรง อาการทางจิต และพฤติกรรมความก้าวร้าวรุนแรงได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p>บทสรุป: รูปแบบการดูแลสามเกลอลำทะเมนชัยสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงต่อตนเองและผู้อื่น อาการทางจิต และพฤติกรรมความก้าวร้าวรุนแรงได้</p>
อนุวัฒน์ สรวนรัมย์
กัญชมน สีหะปัญญา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยทางการแพทย์ พยาบาลและสาธารณสุข
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-03
2026-07-03
1 3
e7809
e7809