วารสารวิจัยทางการแพทย์ พยาบาลและสาธารณสุข
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/jmnpr
<p>วารสารวิจัยทางการแพทย์ พยาบาลและสาธารณสุข จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่บทความ นิพนธ์ต้นฉบับ (Original Articles) บทความวิชาการ (Academic Articles) บทความฟื้นวิชาการ (Review Articles) บทความสั้น/รายงานผลเบื้องต้น (Short Communications/Brief Reports) รายงานผู้ป่วย (Case Reports) และมุมมองและการสะท้อนคิดทางการแพทย์ (Perspectives and Reflections in Medicine) ของบุคลากรทางการแพทย์และเครือข่ายสาธารณสุขตลอดจนผู้สนใจในด้านนี้ทั้งภายในและภายนอกโรงพยาบาลทุ่งสง เพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์การยกระดับวิชาการ โดยมีกำหนดตีพิมพ์ 3 ฉบับต่อปี (มกราคม - เมษายน, พฤษภาคม – สิงหาคม, กันยายน – ธันวาคม)</p>
โรงพยาบาลทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช
th-TH
วารสารวิจัยทางการแพทย์ พยาบาลและสาธารณสุข
<p>ข้อคิดเห็นและเนื้อหาที่ปรากฏในบทความเป็นความเห็นส่วนบุคคลของผู้แต่งแต่ละท่าน มิได้สะท้อนถึงทัศนะของวารสารหรือหน่วยงาน/สถาบันต้นสังกัด ความถูกต้องและข้อผิดพลาดใด ๆ เป็นความรับผิดชอบของผู้แต่งโดยเฉพาะ</p> <p>การนำบทความ เนื้อหา ข้อมูล หรือภาพประกอบไปใช้ซ้ำหรือเผยแพร่ในลักษณะอื่น ต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก วารสารวิจัยทางการแพทย์ การพยาบาลและสาธารณสุข โดยโรงพยาบาลทุ่งสง ก่อนเท่านั้น</p>
-
สารผู้อำนวยการ
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/jmnpr/article/view/7245
ศุภลักษณ์ ละอองเพชร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลทุ่งสง
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/
2026-01-19
2026-01-19
1 1
-
ผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ ในหออภิบาลทารกแรกเกิด โรงพยาบาลทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/jmnpr/article/view/7320
<p>ปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจเป็นการติดเชื้อในโรงพยาบาล ที่พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยใช้เครื่องช่วยหายใจและพบบ่อยเป็นอันดับสองในผู้ป่วยเด็กและทารกแรกเกิดที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ ส่งผลต่อระยะเวลาการใช้เครื่องช่วยหายใจ ระยะเวลานอนโรงพยาบาลนานขึ้น ค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงขึ้น การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลหลังใช้แนวปฏิบัติการพยาบาล มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ 2) การปฏิบัติของพยาบาลตามแนวปฏิบัติการพยาบาลที่พัฒนาขึ้น และ3) ความพึงพอใจ ของพยาบาล ต่อแนวปฏิบัติการพยาบาล กลุ่มตัวอย่างแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติงาน หออภิบาลทารกแรกเกิดจำนวน 13 คน และ 2) ทารกแรกเกิดที่ได้รับการรักษาโดยการใส่ท่อหลอดลมคอและใช้เครื่องช่วยหายใจในหออภิบาลทารกแรกเกิด จำนวน 40 คน แบ่งเป็นกลุ่มก่อนใช้แนวปฏิบัติการพยาบาล จำนวน 20 คน ศึกษา ย้อนหลังจากเวชระเบียนและกลุ่มหลังใช้แนวปฏิบัติการพยาบาล จำนวน 20 คน เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แนวปฏิบัติการป้องกันปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจในหออภิบาลทารกแรกเกิด แบบประเมินการปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจและแบบสอบถามความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพ ต่อแนวปฏิบัติการพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย เปรียบเทียบบความแตกต่างของข้อมูลระหว่างก่อนและหลังใช้แนวปฏิบัติด้วยสถิติ Chi-Square และสถิติค่าที (Independent t-Test) และเปรียบเทียบการเกิดปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจด้วยสถิติ Chi-Square</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภายหลังการทดลองอัตราการเกิดปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจในหออภิบาลทารกแรกเกิดลดลงจาก 46.15 เป็น 18.51 ต่อ 1,000 วันการใช้เครื่องช่วยหายใจ (p=0.038) พยาบาลมีการปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจทั้ง 6 หมวดกิจกรรมโดยรวมอยู่ในระดับสูง ร้อยละ 95.61 พยาบาลมีความพึงพอใจต่อแนวปฏิบัติการพยาบาลโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M=4.69, SD=0.48) แสดงให้เห็นว่าแนวปฏิบัติการพยาบาลสามารถลดอัตราการเกิดปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจได้</p> <p>ผลการศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยสามารถนําแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจมาใช้เป็นมาตรฐานในการปฏิบัติการพยาบาล เพื่อป้องกันปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ ในหออภิบาล ทารกแรกเกิดและเพิ่มประสิทธิภาพการพยาบาล ลดอุบัติการณ์การเกิดปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจ ในหออภิบาลทารกแรกเกิด</p>
ธนัญชนก หนูนวล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยทางการแพทย์ พยาบาลและสาธารณสุข
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-10
2026-03-10
1 1
e7320
e7320
-
รูปแบบการป้องกันการฆ่าตัวตายในกลุ่มเสี่ยงฆ่าตัวตาย อำเภอพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/jmnpr/article/view/6839
<p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สถานการณ์ ปัญหา และความต้องการในการป้องกันการฆ่าตัวตาย 2) พัฒนารูปแบบการป้องกันการฆ่าตัวตาย และ 3) ประเมินรูปแบบการป้องกันการฆ่าตัวตายในกลุ่มเสี่ยงฆ่าตัวตาย ดำเนินการทั้งหมด 3 ระยะ โดยระยะที่ 1 วิเคราะห์จากเอกสารและเชิงคุณภาพ ระยะที่ 2 เป็นการวิจัยและพัฒนา และระยะที่ 3 ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบกึ่งทดลอง กลุ่มเป้าหมายมี 2 กลุ่ม คือ เครือข่ายสุขภาพจิตในชุมชน และผู้ดูแลกลุ่มเสี่ยงฆ่าตัวตาย เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ ข้อมูลทุติยภูมิ การสนทนากลุ่ม แบบสอบถาม และรูปแบบ KAM-END Model ตรวจสอบเครื่องด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน มีค่า IOC ระหว่าง 0.67 – 1.00 ค่าความเที่ยงแบบประมาณทักษะการดูแล เท่ากับ 0.81 สถิติที่ใช้ ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์เนื้อหา One Sample T-Test และ Wilcoxon Signed Rank Test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มเสี่ยงฆ่าตัวตายส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และกลุ่มเสี่ยงฆ่าตัวตายแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น 2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้น คือ KAM-Model ประกอบไปด้วย การมีความรู้ (K-Knowledge) การเข้าถึงบริการ (A-Access) การมีพี่เลี้ยง (M-Monitor) การให้กำลังใจ (E-Encourage) การมีเครือข่าย (N-Network) และการมีศูนย์ข้อมูล (D-Data Center) 3) หลังการพัฒนารูปแบบ ฯ พบว่า 1) มีโรคซึมเศร้า ภาวะซึมเศร้าลดลง และอัตราการฆ่าตัวตายลดลง 2) ทักษะการดูแลของผู้ดูแลมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น และ 3) ผู้ดูแลมีความเครียดในการดูแลลดลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.001</p> <p>ฉะนั้น โรงพยาบาลพระพรหมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในชุมชน นำรูปแบบไปใช้ในชุมชน โดยขยายให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เน้นประสิทธิภาพในการคัดกรองโดยใช้แบบประเมิน 2Q 9Q และ 8Q และพัฒนาทักษะการดูแลและสังเกตสัญญาณเตือนการฆ่าตัวตายของประชาชนในชุมชน</p>
กัลยา รัตนปราโมทย์
อลิสา บัวทอง
นิศา ดิษฐาน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยทางการแพทย์ พยาบาลและสาธารณสุข
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-19
2026-01-19
1 1
e6839
e6839
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความผิดปกติของผลตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง ในผู้บาดเจ็บสมองไม่รุนแรงที่มีปัจจัยเสี่ยงปานกลาง ที่โรงพยาบาลทุ่งสง
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/jmnpr/article/view/6984
<p>ปัญหาการบาดเจ็บสมองเป็นปัญหาสำคัญของโลก ในปัจจุบันการส่งตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง ในผู้บาดเจ็บสมองไม่รุนแรงมีแนวโน้มสูงขึ้น การส่งตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองอย่างเหมาะสมจะนำมาซึ่งประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วย และการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงวิเคราะห์ แบบย้อนหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความผิดปกติของผลตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง ในผู้บาดเจ็บสมองไม่รุนแรงที่มีปัจจัยเสี่ยงปานกลาง กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บาดเจ็บสมองไม่รุนแรงที่มีปัจจัยเสี่ยงปานกลาง โดยได้รับการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง ที่โรงพยาบาลทุ่งสง ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2567 ถึง 30 เมษายน 2568 จำนวน 442 ราย กลุ่มตัวอย่างได้จากการคำนวณโดยใช้สูตร Cochran เก็บรวบรวมข้อมูลจากเวชระเบียน และผลตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติถดถอยโลจิสติกพหุคูณ (multivariable logistic regression)</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความผิดปกติของผลตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง ในผู้บาดเจ็บสมองไม่รุนแรง ที่มีปัจจัยเสี่ยงปานกลางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ได้แก่ อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป (p<0.001) ระดับคะแนนความรู้สึกตัว 13–14 คะแนน (p<0.001) จำเหตุการณ์ไม่ได้หลังเกิดเหตุ (p=0.004) และกลไกการบาดเจ็บรุนแรง (p<0.001)</p> <p>ดังนั้นปัจจัยเหล่านี้สามารถนำไปเป็นพื้นฐานในการคัดกรองและดูแลผู้ป่วยอย่างเหมาะสม รวมทั้งช่วยจัดสรรทรัพยากรทางการแพทย์อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
กอกานต์ อนันตทวีกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยทางการแพทย์ พยาบาลและสาธารณสุข
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-03-09
2026-03-09
1 1
e6984
e6984
-
บทบรรณาธิการ
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/jmnpr/article/view/7238
ธีรพล สุขมาก
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 โรงพยาบาลทุ่งสง
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-04
2026-01-04
1 1
e7238
e7238