วารสารวิจัยทางการแพทย์ พยาบาลและสาธารณสุข
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/jmnpr
<p><strong>ISSN</strong> 3088-3318 (Online)</p> <p>วารสารวิจัยทางการแพทย์ พยาบาลและสาธารณสุข จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่บทความ นิพนธ์ต้นฉบับ (Original Articles) บทความวิชาการ (Academic Articles) บทความฟื้นวิชาการ (Review Articles) บทความสั้น/รายงานผลเบื้องต้น (Short Communications/Brief Reports) รายงานผู้ป่วย (Case Reports) มุมมองและการสะท้อนคิดทางการแพทย์ (Perspectives and Reflections in Medicine) และบทวิเคราะห์บรรณาธิการ (Editorial Commentary) ของบุคลากรทางการแพทย์และเครือข่ายสาธารณสุขตลอดจนผู้สนใจในด้านนี้ทั้งภายในและภายนอกโรงพยาบาลทุ่งสง เพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์การยกระดับวิชาการ โดยมีกำหนดตีพิมพ์ 3 ฉบับต่อปี (มกราคม - เมษายน, พฤษภาคม – สิงหาคม, กันยายน – ธันวาคม)</p>
โรงพยาบาลทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช
th-TH
วารสารวิจัยทางการแพทย์ พยาบาลและสาธารณสุข
3088-3318
<p>ข้อคิดเห็นและเนื้อหาที่ปรากฏในบทความเป็นความเห็นส่วนบุคคลของผู้แต่งแต่ละท่าน มิได้สะท้อนถึงทัศนะของวารสารหรือหน่วยงาน/สถาบันต้นสังกัด ความถูกต้องและข้อผิดพลาดใด ๆ เป็นความรับผิดชอบของผู้แต่งโดยเฉพาะ</p> <p>การนำบทความ เนื้อหา ข้อมูล หรือภาพประกอบไปใช้ซ้ำหรือเผยแพร่ในลักษณะอื่น ต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก วารสารวิจัยทางการแพทย์ การพยาบาลและสาธารณสุข โดยโรงพยาบาลทุ่งสง ก่อนเท่านั้น</p>
-
การผ่าตัดกระดูกข้อไหล่ โดยใช้กระดูกฟิบูล่าบริจาคส่วนหัว เพื่อรักษาภาวะกระดูกต้นแขนส่วนบนหักละเอียดบริเวณเมตาไฟซิส
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/jmnpr/article/view/7655
<p>การรักษากระดูกต้นแขนส่วนบนหักละเอียด (Complex Proximal Humerus Fracture) ในผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะกระดูกพรุนรุนแรงยังคงเป็นความท้าทายทางการแพทย์ แม้การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียมจะเป็นวิธีมาตรฐาน แต่ผลลัพธ์ด้านการใช้งานอาจไม่ดีเสมอไป ในขณะที่การใช้กระดูกฟิบูล่า (Fibular Strut Allograft) เสริมในโพรงกระดูกช่วยเพิ่มความมั่นคงในการยึดตรึงด้วยแผ่นดามกระดูกได้ ทว่าหลักฐานทางวิชาการเกี่ยวกับการใช้กระดูกฟิบูล่าปลูกถ่ายในลักษณะนี้ยังมีอยู่อย่างจำกัด</p> <p>รายงานฉบับนี้นำเสนอแนวทางการผ่าตัดรูปแบบใหม่ โดยใช้กระดูกฟิบูล่าบริจาค (Fibular Strut Allograft) ในผู้ป่วยหญิงอายุประมาณ 60 ปี ที่มีกระดูกต้นแขนหักละเอียดรุนแรงร่วมกับภาวะกระดูกพรุน แทนที่จะผ่าตัดเปลี่ยนข้อไหล่เทียม คณะผู้รักษาเลือกใช้วิธีการยึดตรึงกระดูกด้วยเทคนิคพิเศษนี้แทน จากการติดตามผลลัพธ์ระยะสั้นในระยะ 6 เดือน พบว่ากระดูกมีการสมานตัวดีเยี่ยมและผู้ป่วยสามารถฟื้นฟูการใช้งานได้ดี โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนหรือการเคลื่อนตัวของกระดูก อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดด้านตัวแปรแทรกซ้อน ได้แก่ การเย็บเสริมความมั่นคงด้วยไหมชนิดไม่ละลาย และระยะเวลาติดตามผลที่สั้นเพียง 6 เดือน</p> <p>กรณีศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าการใช้กระดูกฟิบูล่าที่รวมส่วนหัวช่วยเสริมโครงสร้างได้อย่างดีเยี่ยมในกรณีที่กระดูกแตกละเอียดรุนแรง และเป็นทางเลือกทางชีวภาพที่น่าสนใจแทนการใส่ข้อเทียม ซึ่งช่วยรักษาข้อไหล่เดิมของผู้ป่วยไว้ได้แม้ในกรณีที่รักษายากที่สุด</p>
นบนอบ แน่นหนา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยทางการแพทย์ พยาบาลและสาธารณสุข
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-05
2026-06-05
1 2
e7655
e7655
-
การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการปฏิบัติการป้องกันการติดเชื้อดื้อยาของพยาบาล โรงพยาบาลทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/jmnpr/article/view/7057
<p>เชื้อดื้อยาเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของประชากรในทุกประเทศ และส่งผลกระทบต่อคุณภาพการรักษา ตลอดจนเพิ่มภาระต่อระบบบริการสุขภาพ การพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการปฏิบัติการป้องกันการติดเชื้อดื้อยา จึงมีความสำคัญ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ส่งเสริมการปฏิบัติตามมาตรฐานการควบคุมการติดเชื้ออย่างถูกต้อง และช่วยลดปัญหาการแพร่กระจายเชื้อดื้อยาอย่างยั่งยืน ทั้งในระดับบุคคล ผู้ป่วย และองค์กรบริการสุขภาพ วัตถุประสงค์วิจัย เพื่อพัฒนารูปแบบ เพื่อศึกษาผลของการใช้รูปแบบ และเพื่อศึกษาความคิดเห็นต่อการพัฒนารูปแบบส่งเสริมการปฏิบัติในการป้องกันการติดเชื้อดื้อยาของพยาบาล วิธีการวิจัย เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพทุกระดับที่ปฏิบัติงานในแผนกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 41 คน ซึ่งคัดเลือกโดยวิธีการสุ่ม ได้รับการทดลองใช้รูปแบบการส่งเสริมการปฏิบัติการป้องกันการติดเชื้อดื้อยาที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบประเมินความรู้ แบบสังเกตการปฏิบัติ รูปแบบการส่งเสริมการปฏิบัติการป้องกันการติดเชื้อดื้อยา และแบบสอบถามระดับความคิดเห็น การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนา McNemar และ Paired t-Test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อดื้อยาและการปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยเชื้อดื้อยาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างมีระดับความพึงพอใจต่อรูปแบบการส่งเสริมการปฏิบัติอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด</p> <p>โดยสรุป รูปแบบการส่งเสริมการปฏิบัติการป้องกันการติดเชื้อดื้อยาของพยาบาลที่พัฒนาขึ้น ช่วยเพิ่มความรู้ เพิ่มการปฏิบัติ ตอบสนองต่อความต้องการผู้ใช้งาน</p>
นิรัชรา มณีฉาย
กาญจนา ศรีสวัสดิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยทางการแพทย์ พยาบาลและสาธารณสุข
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-27
2026-04-27
1 2
e7057
e7057
-
ผลลัพธ์ของการผ่าตัดจัดกระดูกหน้าแข้งส่วนต้นด้านในด้วยเทคนิคการผ่าตัดเปิดช่องกระดูกโดยใช้แผ่นดามโทโมฟิกซ์ ในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมด้านใน โรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ จังหวัดชุมพร
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/jmnpr/article/view/7622
<p>โรคข้อเข่าเสื่อมด้านในเป็นสาเหตุสำคัญของความเจ็บปวดและความพิการ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มี Varus Alignment ซึ่งการผ่าตัด Medial Open Wedge High Tibial Osteotomy (MOWHTO) เป็นทางเลือกในการรักษาที่ช่วยปรับแนวแกนของขาและลดแรงกดภายในข้อ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลผลลัพธ์ในโรงพยาบาลทั่วไปยังมีจำกัด การศึกษานี้เป็นการศึกษาย้อนหลังเชิงวิเคราะห์ เพื่อประเมินผลลัพธ์ทางคลินิก ผลลัพธ์ทางรังสี การสมานของกระดูก และภาวะแทรกซ้อนของการผ่าตัด MOWHTO โดยใช้แผ่นดาม TomoFix ในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมด้านใน โรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย 31 ราย (31 เข่า) ที่เข้ารับการผ่าตัดระหว่างปี พ.ศ. 2558–2568 วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ Paired t-Test </p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 90.3) อายุเฉลี่ย 57.4 (SD 6.9) ปี และมีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน (ร้อยละ 87.1) หลังผ่าตัดพบว่าคะแนน JOA และมุมการงอของข้อเข่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.001) ขณะที่มุมการเหยียดไม่แตกต่าง ผู้ป่วยทั้งหมดมีผลการทำงานของข้อเข่าอยู่ในระดับดี (ร้อยละ 100) ตัวแปรทางรังสี ได้แก่ FTA WBL PTS และ Caton–Deschamps Index เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ (p < 0.001) พบการสมานของกระดูกร้อยละ 100 โดยไม่พบ Delayed Union หรือ Non-Union อัตราภาวะแทรกซ้อนร้อยละ 19.4 และภาวะแทรกซ้อนรุนแรงร้อยละ 3.2</p> <p>ดังนั้น การผ่าตัด MOWHTO โดยใช้แผ่นดาม TomoFix ให้ผลลัพธ์ทางคลินิกและทางรังสีที่ดี มีอัตราการสมานของกระดูกสูง และมีความปลอดภัยในระดับที่ยอมรับได้ เหมาะสำหรับผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมด้านใน</p>
กานต์ ธีระสัมพันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยทางการแพทย์ พยาบาลและสาธารณสุข
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-01
2026-05-01
1 2
e7622
e7622
-
ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับภาวะน้ำหนักเกินและภาวะอ้วน ในนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ในภาคใต้ของประเทศไทย
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/jmnpr/article/view/7344
<p>โรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำหนักเกินและภาวะอ้วนซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ วัยรุ่นเป็นช่วงวัยที่มีการก่อตัวของพฤติกรรมสุขภาพระยะยาว ทั้งนี้ความรอบรู้ด้านสุขภาพเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หลักฐานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับภาวะน้ำหนักเกินและภาวะอ้วนในวัยรุ่นไทยยังมีจำกัด วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับภาวะน้ำหนักเกินและภาวะอ้วน รวมทั้งศึกษาระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ ความชุกของภาวะน้ำหนักเกินและภาวะอ้วน และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรอบรู้ด้านสุขภาพในนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยเชิงพรรณนาภาคตัดขวางเชิงวิเคราะห์ในนักเรียนระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนสิชลคุณาธารวิทยา จังหวัดนครศรีธรรมราช คำนวณขนาดตัวอย่างด้วยสูตร Cochran ได้จำนวน 385 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามความรอบรู้ด้านสุขภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบ Kruskal–Wallis และ Spearman Rank Correlation และการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกแบบพหุตัวแปร</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างจำนวน 417 คน พบความชุกของภาวะน้ำหนักเกินและภาวะอ้วน ร้อยละ 27.8 ระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพอยู่ในระดับไม่ดีพอ พอใช้ได้ และดีมาก ร้อยละ 4.32, 46.28 และ 49.40 ตามลำดับ ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพกับดัชนีมวลกาย ทั้งจาก Kruskal–Wallis Test และ Spearman Rank Correlation การวิเคราะห์แบบพหุตัวแปรพบว่าปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับความรอบรู้ด้านสุขภาพ ได้แก่ การศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (Adjusted Odds Ratio [AOR] 2.36; 95% Confidence Interval [95%CI] 1.47–3.80) วัยรุ่นตอนปลาย (AOR 2.74; 95%CI 1.31–5.72) และอาชีพผู้ปกครองกลุ่มค้าขาย ธุรกิจส่วนตัว หรือรับจ้าง (AOR 0.58; 95%CI 0.36–0.93)</p> <p>ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนานโยบายและกิจกรรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพในสถานศึกษา เพื่อป้องกันภาวะน้ำหนักเกินและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระยะยาว ดังนั้นนโยบายด้านการส่งเสริมสุขภาพในโรงเรียน (School Health Promotion) ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะความรอบรู้ด้านสุขภาพควบคู่กับการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมในระบบการศึกษา</p>
กีรติ ศิริวรรณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยทางการแพทย์ พยาบาลและสาธารณสุข
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-27
2026-04-27
1 2
e7344
e7344
-
ประสบการณ์และบทบาทในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ของชุมชนแห่งหนึ่งในจังหวัดระนอง: การวิจัยเชิงคุณภาพแบบพรรณนา
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/jmnpr/article/view/7572
<p>การวิจัยเชิงคุณภาพแบบพรรณนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์และบทบาทในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในชุมชนแห่งหนึ่งในจังหวัดระนอง โดยคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง จำนวน 25 ราย ประกอบด้วย อสม. 15 ราย และผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 10 ราย เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพแบบอุปนัย</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า อสม. มีประสบการณ์และบทบาทเป็นผู้ดูแลด่านหน้าในชุมชน โดยทำหน้าที่ติดตาม เยี่ยมบ้าน ให้คำแนะนำ เฝ้าระวังอาการ และประสานการส่งต่อผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 อย่างต่อเนื่อง ภายใต้ข้อจำกัดด้านความรู้เฉพาะโรค ทักษะการประเมินอาการ ทรัพยากร และระบบสนับสนุนจากบริการสุขภาพ แม้ อสม. จะได้รับแรงสนับสนุนจากชุมชน ครอบครัว และทีมสุขภาพ แต่ยังเผชิญความท้าทายจากพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยและข้อจำกัดเชิงระบบ ส่งผลให้การดูแลผู้ป่วยต้องอาศัยทั้งประสบการณ์ส่วนบุคคล การเรียนรู้จากการปฏิบัติงาน และความร่วมมือในชุมชนในการขับเคลื่อนการดูแลอย่างต่อเนื่อง</p> <p>สรุป การดูแลผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในชุมชนของ อสม.สะท้อนบทบาทสำคัญของการเป็นกลไกเชื่อมต่อระหว่างชุมชนกับระบบสุขภาพ แม้จะมีข้อจำกัดด้านสมรรถนะและทรัพยากร ดังนั้นการพัฒนาศักยภาพ อสม. ควบคู่กับการเสริมสร้างระบบสนับสนุนในระดับปฐมภูมิ จะช่วยส่งเสริมการดูแลผู้ป่วยโรคเบาหวานอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในชุมชน</p>
กชมล นีติโสภณ
พรรณี บัญชรหัตถกิจ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยทางการแพทย์ พยาบาลและสาธารณสุข
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-05
2026-06-05
1 2
e7572
e7572
-
บทบรรณาธิการ
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/jmnpr/article/view/7813
ธีรพล สุขมาก
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-02
2026-05-02
1 2
e7813
e7813
-
จากการดูแลเฉพาะราย สู่ระบบสุขภาพที่เข้มแข็ง: บทเรียนจากงานวิจัยในโรงพยาบาลทั่วไปและสาธารณสุขภาคใต้
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/jmnpr/article/view/7928
ธีระพันธ์ สงนุ้ย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยทางการแพทย์ พยาบาลและสาธารณสุข
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-05
2026-06-05
1 2
e7928
e7928