วารสารโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/klshjo <div style="background-color: #006b5a; color: white; padding: 40px 30px; text-align: center; border-bottom: 5px solid #d4af37;"> <h1 style="margin: 0; font-weight: 600; font-size: 28px; letter-spacing: 1px;">วารสารโรงพยาบาลกาฬสินธุ์</h1> <p style="margin: 10px 0 0 0; font-weight: 300; font-size: 16px; opacity: 0.9;">Kalasin Hospital Journal</p> </div> <div style="padding: 30px;"><!-- วัตถุประสงค์ --> <div style="margin-bottom: 30px;"> <div style="color: #006b5a; font-weight: 600; font-size: 20px; border-left: 5px solid #d4af37; padding-left: 15px; margin-bottom: 15px;">วัตถุประสงค์</div> <div style="padding-left: 15px;"> <div style="margin-bottom: 10px;">• เป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ ได้แก่ บทความวิจัย บทความวิชาการ รายงานผู้ป่วย รวมทั้งปกิณกะสาระความรู้ด้านสาธารณสุขให้แก่ผู้ที่ต้องการศึกษาค้นคว้าหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง</div> <div>• ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพการทำงานของบุคคลากรทางด้านสาธารณสุข</div> </div> </div> <!-- กระบวนการพิจารณา --> <div style="margin-bottom: 30px;"> <div style="color: #006b5a; font-weight: 600; font-size: 20px; border-left: 5px solid #d4af37; padding-left: 15px; margin-bottom: 15px;">กระบวนการพิจารณาบทความ</div> <p style="margin-left: 15px;">ผลงานวิชาการทุกผลงานจะผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญอย่างน้อย <strong>2 ท่าน</strong> แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (Double-blind Peer Review)</p> </div> <!-- ประเภทและภาษา --> <div style="margin-bottom: 30px;"> <div style="color: #006b5a; font-weight: 600; font-size: 20px; border-left: 5px solid #d4af37; padding-left: 15px; margin-bottom: 15px;">ประเภทบทความและภาษา</div> <div style="margin-left: 15px;"> <p><strong>ประเภท:</strong> บทความวิจัย, บทความวิชาการ, รายงานผู้ป่วย, ปกิณกะสาระความรู้ด้านสาธารณสุข</p> <p><strong>ภาษา:</strong> ภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ</p> </div> </div> <!-- เน้นเรื่องค่าธรรมเนียม --> <div style="background-color: #f0f9f7; border: 2px dashed #006b5a; padding: 25px; border-radius: 12px; text-align: center; margin: 40px 0;"> <h2 style="color: #e67e22; margin: 0 0 10px 0; font-size: 24px;">ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</h2> <p style="margin: 0; font-size: 18px; font-weight: 600; color: #006b5a;">ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ</p> <p style="margin: 5px 0 0 0; font-size: 14px; color: #666;">(Free of Charge / No Article Processing Charge)</p> </div> <!-- กำหนดออก --> <div style="margin-bottom: 10px;"> <div style="color: #006b5a; font-weight: 600; font-size: 20px; border-left: 5px solid #d4af37; padding-left: 15px; margin-bottom: 15px;">กำหนดออกวารสาร</div> <p style="margin-left: 15px;">ตีพิมพ์ 3 ฉบับต่อปี ดังนี้:</p> <div style="display: flex; flex-wrap: wrap; gap: 10px; margin-top: 15px; justify-content: center;"> <div style="background: #f9f9f9; border: 1px solid #eee; padding: 15px; border-radius: 8px; flex: 1; min-width: 150px; text-align: center;"><strong style="color: #006b5a; display: block;">ฉบับที่ 1</strong> มกราคม - เมษายน</div> <div style="background: #f9f9f9; border: 1px solid #eee; padding: 15px; border-radius: 8px; flex: 1; min-width: 150px; text-align: center;"><strong style="color: #006b5a; display: block;">ฉบับที่ 2</strong> พฤษภาคม - สิงหาคม</div> <div style="background: #f9f9f9; border: 1px solid #eee; padding: 15px; border-radius: 8px; flex: 1; min-width: 150px; text-align: center;"><strong style="color: #006b5a; display: block;">ฉบับที่ 3</strong> กันยายน - ธันวาคม</div> </div> </div> </div> <p><!-- ส่วนท้าย --></p> <div style="background: #f4f4f4; padding: 20px; text-align: center; border-top: 1px solid #eee;"> <p style="margin: 0; font-size: 16px;"><strong>เจ้าของวารสาร:</strong> โรงพยาบาลกาฬสินธุ์</p> </div> th-TH Kalasinhospitaljournal@gmail.com (นายแพทย์วีระ เยาวพฤกษ์) Kalasinhospitaljournal@gmail.com (เยาวเรศ ก้านมะลิ) Mon, 21 Sep 2026 14:06:44 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพัฒนาและประเมินระบบสื่อสาร LINE Alert เพื่อสนับสนุนการส่งต่อผู้ป่วย ในเครือข่ายโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/klshjo/article/view/7997 <p><strong>บทนำและวัตถุประสงค์ </strong>การส่งต่อผู้ป่วยเป็นกระบวนการสำคัญในระบบบริการสุขภาพ เครื่องมือที่ได้รับการศึกษาและพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการส่งต่อผู้ป่วย คือ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบสื่อสารแบบเรียลไทม์ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของการพัฒนาระบบส่งต่อผู้ป่วยของโรงพยาบาลกาฬสินธุ์โดยใช้ระบบ Line Alert</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong> การวิจัยเชิงผสมผสาน (Mixed Methods Research) เก็บรวบรวมข้อมูล ตั้งแต่ กันยายน พ.ศ. 2567 ถึง มีนาคม พ.ศ.2568 โดยใช้แบบสอบถามประเมินระดับความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong>ผู้เข้าร่วม จำนวน 116 ราย เพศหญิง (ร้อยละ 82.8) พยาบาลวิชาชีพ (ร้อยละ 72.4) ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชน (คิดเป็นร้อยละ 51.7) สังกัดห้องอุบัติเหตุและฉุกเฉิน (ร้อยละ 69) จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ระดับความพึงพอใจต่อการใช้ระบบ Line Alert อยู่ในระดับพึงพอใจมาก ระบบ MOPH Referประเมินความพึงพอใจในระดับปานกลาง ความพึงพอใจต่อการบริหารจัดการก่อนการส่งต่อผู้ป่วยพึงพอใจมาก ความพึงพอใจต่อภาพรวมของระบบการส่งต่อผู้ป่วยของโรงพยาบาลอยู่ระดับพึงพอใจมาก ด้านความพึงพอใจต่อบริการของห้องฉุกเฉินและศูนย์ส่งต่อของโรงพยาบาลกาฬสินธุ์พบว่าพึงพอใจมาก</p> <p><strong>อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ</strong> ผลการวิจัยพบว่า Line Alert เป็นเครื่องมือที่เหมาะสมกับการประยุกต์ใช้ในบริบทของโรงพยาบาลระดับจังหวัด และมีศักยภาพยกระดับคุณภาพระบบส่งต่อผู้ป่วยได้การพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ได้แก่ ควรมีการพัฒนาให้สามารถแนบไฟล์เอกสาร จัดอบรมการใช้เครื่องมือ line alert มีการสนับสนุนอุปกรณ์ที่ใช้ในการ refer ให้เพียงพอและเหมาะสม</p> <p> </p> ปริยดา ปิยกุลมาลา, ณัฐพล สัตย์ซื่อ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he05.tci-thaijo.org/index.php/klshjo/article/view/7997 Mon, 21 Sep 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการดูแลชิดใกล้ใส่ใจสื่อสารปฏิสัมพันธ์ร่วมกับการส่งเสริมการฟื้นตัวเร็วต่อพฤติกรรม การดูแลตนเองของผู้ป่วยก่อนและหลังผ่าตัดช่องท้อง https://he05.tci-thaijo.org/index.php/klshjo/article/view/8131 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การผ่าตัดช่องท้องเป็นวิธีการรักษาที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดจึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดและส่งเสริมการฟื้นตัวอย่างเป็นระบบ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>วัตถุประสงค์</strong>: เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการดูแลชิดใกล้ใส่ใจสื่อสารปฏิสัมพันธ์ร่วมกับแนวทางการส่งเสริมการฟื้นตัวหลังผ่าตัด (Enhanced Recovery After Surgery: ERAS) ต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดช่องท้อง</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>รูปแบบและวิธีวิจัย</strong>: เป็นการวิจัยกึ่งทดลองกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยที่แพทย์นัดผ่าตัดช่องท้องและเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยพิเศษศัลยกรรม โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ระหว่างเดือนมีนาคม–พฤษภาคม พ.ศ. 2568 จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 30 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการดูแลที่พัฒนาจากทฤษฎีการบรรลุเป้าหมายของคิง แนวทาง ERAS และนโยบายพัฒนาคุณภาพด้านความปลอดภัยของโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยแบบทดสอบความรู้ แบบสอบถามการควบคุมความปวดและการเผชิญความเครียด และแบบประเมินการปฏิบัติกิจกรรมฟื้นฟูหลังผ่าตัด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test และ Independent t-test กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>ผลการศึกษา</strong>: พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนความรู้การเตรียมตัวก่อนและหลังผ่าตัด การควบคุมความปวด การเผชิญความเครียด และการปฏิบัติกิจกรรมฟื้นฟูหลังผ่าตัดสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ &nbsp;(p &lt; 0.05) อีกทั้งมีอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนและจำนวนวันนอนโรงพยาบาลต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05)</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>สรุปผลการศึกษา</strong>: โปรแกรมการดูแลชิดใกล้ใส่ใจสื่อสารปฏิสัมพันธ์ร่วมกับแนวทาง ERAS ช่วยส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเอง ลดภาวะแทรกซ้อน และลดจำนวนวันนอนโรงพยาบาลของผู้ป่วยผ่าตัดช่องท้อง จึงควรนำไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยผ่าตัดในบริบทที่ใกล้เคียง</p> <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; คำสำคัญ:</strong> การผ่าตัดช่องท้อง; การส่งเสริมการฟื้นตัวหลังผ่าตัด; พฤติกรรมการดูแลตนเอง</p> จรัญญา สำราญพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he05.tci-thaijo.org/index.php/klshjo/article/view/8131 Mon, 21 Sep 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิผลโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพการตรวจเต้านมด้วยตนเองต่อทักษะการตรวจเต้านมและพฤติกรรมการดูแลสุขภาพเต้านมของสตรีกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเดื่อ อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/klshjo/article/view/8187 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>วัตถุประสงค์:</strong> เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมการตรวจเต้านมด้วยตนเองต่อทักษะการตรวจเต้านมด้วยตนเองและพฤติกรรมการดูแลสุขภาพเต้านมของสตรีกลุ่มเสี่ยงมะเร็งเต้านม รวมทั้งเปรียบเทียบทักษะการตรวจเต้านมด้วยตนเองและพฤติกรรมการดูแลสุขภาพเต้านมก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม และเปรียบเทียบผลลัพธ์ระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม</p> <p><strong>รูปแบบและวิธีวิจัย:</strong> การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) แบบวัดก่อนและหลังการทดลองร่วมกับกลุ่มเปรียบเทียบ ดำเนินการในสตรีกลุ่มเสี่ยงมะเร็งเต้านม อายุ 30–70 ปี ที่มีญาติสายตรงลำดับที่ 1 ป่วยเป็นมะเร็งเต้านม จำนวน 60 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามเกณฑ์ที่กำหนด และแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 30 คน และกลุ่มควบคุม 30 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมส่งเสริมการตรวจเต้านมด้วยตนเองที่ประยุกต์ใช้แบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพของเพนเดอร์ ประกอบด้วยกิจกรรมการให้ความรู้ การสาธิต การฝึกปฏิบัติการตรวจเต้านมด้วยตนเอง การเสริมสร้างการรับรู้ความสามารถของตนเอง และการติดตามผ่านแอปพลิเคชันไลน์ เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ เก็บรวบรวมข้อมูลก่อนการทดลอง สัปดาห์ที่ 8 และสัปดาห์ที่ 12 เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบประเมินทักษะการตรวจเต้านมด้วยตนเอง และแบบประเมินพฤติกรรมการดูแลสุขภาพเต้านม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ (Repeated Measures ANOVA) การทดสอบ Independent t-test และการวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม (Analysis of Covariance: ANCOVA)</p> <p><strong>ผลการศึกษา:</strong> ภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยทักษะการตรวจเต้านมด้วยตนเองและพฤติกรรมการดูแลสุขภาพเต้านมสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.001) และเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมในสัปดาห์ที่ 8 และสัปดาห์ที่ 12 พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยทักษะการตรวจเต้านมด้วยตนเองและพฤติกรรมการดูแลสุขภาพเต้านมสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.001)</p> <p><strong>สรุปผลการศึกษา:</strong> โปรแกรมส่งเสริมการตรวจเต้านมด้วยตนเองที่ประยุกต์ใช้แบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพของเพนเดอร์ส่งผลให้เพิ่มทักษะการตรวจเต้านมด้วยตนเองและส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลสุขภาพเต้านมของสตรีกลุ่มเสี่ยงมะเร็งเต้านมได้อย่างมีประสิทธิผล จึงควรนำโปรแกรมไปประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค และการเฝ้าระวังมะเร็งเต้านมในหน่วยบริการปฐมภูมิและระดับชุมชน เพื่อเพิ่มโอกาสในการตรวจพบความผิดปกติของเต้านมตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและนำไปสู่การรักษาที่เหมาะสม</p> สมปอง ยงดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he05.tci-thaijo.org/index.php/klshjo/article/view/8187 Mon, 21 Sep 2026 00:00:00 +0700 การป้องกันภาวะโลหิตจางในสตรีตั้งครรภ์: ความท้าทายของพยาบาลแผนกฝากครรภ์ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/klshjo/article/view/8014 <p><strong>บทคัดย่อ </strong> </p> <p> ภาวะโลหิตจางในสตรีตั้งครรภ์เป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาวะสุขภาพของมารดาและทารกในครรภ์ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอสถานการณ์ สาเหตุ นโยบายที่เกี่ยวข้อง และแนวทางการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะโลหิตจางในสตรีตั้งครรภ์ โดยบูรณาการหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งสรุปสาระสำคัญได้ว่าการพยาบาลภายใต้กรอบแนวคิดแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ (Health Belief Model: HBM) ร่วมกับการใช้สื่อดิจิทัลมีประสิทธิภาพสูงในการเพิ่มความรู้ การรับรู้ความเสี่ยง และเพิ่มพฤติกรรมสุขภาพของสตรีตั้งครรภ์ที่ดีขึ้นในการป้องกันภาวะโลหิตจางขณะตั้งครรภ์ ข้อสรุปจากบทความนี้แสดงให้เห็นถึงความท้าทายของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในแผนกรับฝากครรภ์เป็นอย่างมากในการพัฒนาระบบการพยาบาลเชิงรุกที่ครอบคลุมทั้งการคัดกรองและจำแนกกลุ่มผู้รับบริการ การให้สุขศึกษา และการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดอุบัติการณ์ของภาวะโลหิตจางรายใหม่ในระหว่างตั้งครรภ์</p> พัณฑิตา แก้วศิริ; รัตนา แทนไธสง, กรรณิกา บุญเฮง, สมสกูล นีละสมิต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://he05.tci-thaijo.org/index.php/klshjo/article/view/8014 Mon, 21 Sep 2026 00:00:00 +0700