https://he05.tci-thaijo.org/index.php/nhudru/issue/feed วารสารการพยาบาลและสุขภาพดอกจาน 2026-08-31T00:00:00+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชลการ ทรงศรี (ID line: 0804796145) chonlakarn.so@udru.ac.th Open Journal Systems <p> วารสารการพยาบาลและสุขภาพดอกจาน ISSN 3088-3849 (Online) เป็นวารสารทางวิชาการของคณะพยาบาลศาสตร์ ร่วมกับ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี กำหนดออกปีละ 3 ฉบับ (มกราคม-เมษายน พฤษภาคม-สิงหาคม และกันยายน-ธันวาคม) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการทางการพยาบาลและผลงานวิชาการด้านสุขภาพ องค์ความรู้ทางด้านสุขภาพและการสาธารณสุข ระบบสุขภาพ นโยบายทางด้านสุขภาพ กำลังคนด้านสุขภาพ ปัญหาสุขภาพ และการดูแลสุขภาพ ทั้งจากบุคลากรของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีและผู้วิจัยจากหน่วยงานภายนอก จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเผยแพร่และส่งเสริมผลการวิจัย บทความวิชาการ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ รวมทั้งเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ทางวิชาการระหว่างคณาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย และบุคคลทั่วไป โดยบทความที่ได้รับการตีพิมพ์นั้น ได้ผ่านการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะศาสตร์ จำนวน 3 ท่าน</p> https://he05.tci-thaijo.org/index.php/nhudru/article/view/8000 ผลของโปรแกรมสุขศึกษาโดยใช้แนวคิดการจัดการตนเองร่วมกับครอบครัวต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารและผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4–5 โรงพยาบาลโพนพิสัย 2026-07-10T09:46:34+07:00 ลาวัลย์ อรกุล lawannurse2511@gmail.com <p> วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบความรู้ พฤติกรรมการบริโภคอาหาร และอัตราการกรองของไต (eGFR) ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมสุขศึกษาโดยใช้แนวคิดการจัดการตนเองร่วมกับครอบครัวในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4–5</p> <p> วิธีดำเนินการวิจัย: การวิจัยเชิงทดลองขั้นต้นแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4–5 ที่มารับบริการ ณ โรงพยาบาลโพนพิสัย จำนวน 62 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือดำเนินการวิจัยคือ โปรแกรมสุขศึกษาฯ ร่วมกับสมุดบันทึกอาหาร และสื่อโภชนาการ เครื่องมือเก็บข้อมูลคือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดความรู้ และแบบวัดพฤติกรรมการบริโภคอาหาร มีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.73 เก็บข้อมูลก่อนและหลังการทดลอง 12 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ</p> <p> ผลการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ (ร้อยละ 83.9) มีรายได้ไม่เกิน 3,000 บาท/เดือน (ร้อยละ 62.9) หลังได้รับโปรแกรมพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เรื่องโรคไตเรื้อรังเพิ่มขึ้นจาก 4.55 เป็น 6.16 และคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการบริโภคอาหารเพื่อชะลอไตเสื่อมในภาพรวมเพิ่มขึ้นจาก 1.52 เป็น 2.53 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001) โดยพฤติกรรมรายด้านพัฒนาขึ้นทุกด้าน นอกจากนี้ ค่าเฉลี่ยอัตราการกรองของไต (eGFR) เพิ่มขึ้นจาก 18.88 เป็น 20.14 มล./นาที/1.73 ตร.ม. อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.001)</p> <p>ข้อสรุป: โปรแกรมสุขศึกษาที่เน้นการจัดการตนเองและการมีส่วนร่วมของครอบครัวสามารถพัฒนาความรู้ พฤติกรรมการบริโภคอาหาร และช่วยชะลอความเสื่อมของไตในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะลุกลามได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ในบริบทผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดด้านเศรษฐานะ</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและสุขภาพดอกจาน https://he05.tci-thaijo.org/index.php/nhudru/article/view/8025 ผลของโปรแกรมบริหารสมองเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อมต่อสมรรถภาพสมองของผู้สูงอายุใน โรงพยาบาลปากคาด 2026-08-25T10:16:11+07:00 นราพร มหาชัย tasuch.na@gmail.com ทรรศนีย์ นครชัย tasuch.na@gmail.com <p>วิจัยกึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมบริหารสมองเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อมต่อสมรรถภาพสมองของผู้สูงอายุในโรงพยาบาลปากคาด กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่มารับบริการคลินิกผู้สูงอายุโรงพยาบาลปากคาด คัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ โปรแกรมป้องกันภาวะสมองเสื่อมสำหรับผู้สูงอายุ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วยแบบประเมินการรับรู้เกี่ยวกับโรคสมองเสื่อม เแบบทดสอบสมรรถภาพของสมอง แบบประเมินความร่วมมือในการทำกิจกรรมต่อเนื่องที่บ้าน และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ Wilcoxon signed-rank test ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลองกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยคะแนนการรับรู้เกี่ยวกับโรคสมองเสื่อมมากกว่าก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p&lt; .05 โดยมีการรับรู้เกี่ยวกับโรคสมองเสื่อมอยู่ในระดับดีเพิ่มขึ้น จากร้อยละ 75 เป็นร้อยละ 97.20 กลุ่มตัวอย่างทุกรายให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมต่อเนื่องที่บ้านอยู่ในระดับดี ส่งผลให้หลังการทดลองกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยคะแนนสมรรถภาพสมองแตกต่างจากก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติp&lt; .05 โดยพบค่าคะแนนเฉลี่ยสมรรถภาพสมองเพิ่มขึ้น จากก่อนการทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ย 26.47 <u>+</u> 1.61 คะแนน เป็นหลังการทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ย 29.88 <u>+</u> .32 คะแนน กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับพอใจมากที่สุด</p> <p>ดังนั้น โปรแกรมบริหารสมองเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อมจึงเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมสมรรถภาพสมองและป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้สูงอายุในสถานบริการสุขภาพหรือชุมชนต่อไปได้</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong> โปรแกรมบริหารสมองเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อม, สมรรถภาพสมอง, ผู้สูงอายุ</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและสุขภาพดอกจาน https://he05.tci-thaijo.org/index.php/nhudru/article/view/8118 บทบาทของหัวหน้าพยาบาลในการพัฒนาระบบเครือข่ายการดูแลผู้ป่วยระยะกลาง จากโรงพยาบาลสู่ชุมชน: การวิจัยเชิงคุณภาพแบบพรรณนา 2026-07-18T08:15:42+07:00 เมตตา สุทธิพรไพศาลกุล metta.suttiporn2@gmail.com ทศพร ทองย้อย ben_nu41@hotmail.com <p>การวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของหัวหน้าพยาบาลในการพัฒนาระบบเครือข่ายการดูแลผู้ป่วยระยะกลางจากโรงพยาบาลสู่ชุมชน ศึกษาผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น และสังเคราะห์ปัจจัยเงื่อนไขความสำเร็จในการสร้างภาคีเครือข่าย ผู้ให้ข้อมูลจำนวน 31 คน คัดเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วย หัวหน้าพยาบาล 1 คน 5 คน พยาบาลผู้จัดการรายกรณี 5 คน และผู้แทนภาคีเครือข่าย 20 คน ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือนเมษายน - ธันวาคม พ.ศ. 2568 เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกต และการศึกษาเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลโดยใช้การตรวจสอบสามเส้าด้านข้อมูลและวิธีการ</p> <p>ผลการวิจัยพบ 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) บริบทและเส้นทางสู่การพัฒนาบทบาทหัวหน้าพยาบาล โดยช่องว่างของระบบเดิมและการขาดความเชื่อมโยงระหว่างโรงพยาบาลกับชุมชนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ 2) บทบาทของหัวหน้าพยาบาล ได้แก่ การสร้างวิสัยทัศน์ร่วม ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ การบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ การพัฒนาศักยภาพทีม การบริหารทรัพยากร และการประสานเครือข่าย 3) ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น โดยผู้ให้ข้อมูลสะท้อนถึงความต่อเนื่องของการดูแล การติดตามผู้ป่วยได้ครอบคลุมมากขึ้น ความเข้มแข็งและความไว้วางใจในเครือข่าย ตลอดจนความรู้และความมั่นใจในการดูแลผู้ป่วยระยะกลางของบุคลากร และ 4) ปัจจัยเงื่อนไขความสำเร็จ ได้แก่ ภาวะผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และลงมือปฏิบัติจริง การสนับสนุนจากผู้บริหาร ทุนทางสัมพันธภาพระหว่างองค์กร และวัฒนธรรมการเรียนรู้และการปรับตัวร่วมกัน ผลการวิจัยสะท้อนแนวทางการพัฒนาบทบาทหัวหน้าพยาบาลในการเชื่อมโยงระบบการดูแลผู้ป่วยระยะกลางระหว่างโรงพยาบาลและชุมชนให้มีความต่อเนื่องและยั่งยืน</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและสุขภาพดอกจาน https://he05.tci-thaijo.org/index.php/nhudru/article/view/8012 ผลของสื่อวิดีทัศน์ต่อความรู้และการปฏิบัติในการให้ยามอร์ฟีนใต้ผิวหนังในผู้ป่วยมะเร็งระยะท้ายของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี 2026-06-28T14:39:23+07:00 พิสมัย คุณาวัฒน์ tasuch.na@gmail.com ทรรศนีย์ นครชัย tasuch.na@gmail.com <p> การวิจัยกึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง เพื่อศึกษาผลของสื่อวิดีทัศน์ต่อความรู้และการปฏิบัติในการให้ยามอร์ฟีนใต้ผิวหนังในผู้ป่วยมะเร็งระยะท้ายของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี กลุ่มตัวอย่างคือ พยาบาลวิชาชีพ หอผู้ป่วยในโรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี ที่ปฏิบัติงานให้บริการผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะท้าย เลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 37 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ สื่อวิดีทัศน์การให้ยามอร์ฟีนใต้ผิวหนังในผู้ป่วยมะเร็งระยะท้าย มีค่า CVI= .82 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบความรู้มีค่า CVI= .86 มีค่า KR-20= .86 แบบประเมินการปฏิบัติการให้ยามอร์ฟีนใต้ผิวหนัง และแบบประเมินความพึงพอใจมีค่า CVI= .92 และ .96 มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค= .82 และ .86 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Wilcoxon signed rank test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลองกลุ่มตัวอย่างมีค่าคะแนนความรู้การให้ยามอร์ฟีนใต้ผิวหนังเพิ่มขึ้นจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p &lt; .05 โดยมีค่าคะแนนเพิ่มขึ้นจาก 8.58 + 2.19 คะแนน เป็น 12.95 + 1.52 คะแนน ส่วนการปฏิบัติให้ยามอร์ฟีนใต้ผิวหนังพบว่า หลังการทดลองกลุ่มตัวอย่างมีค่าคะแนนการปฏิบัติให้ยามอร์ฟีนใต้ผิวหนังเพิ่มขึ้นจากก่อนทดลองทุกขั้นตอนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p &lt; .05 โดยมีค่าคะแนนเพิ่มขึ้นจาก 24.92 + 3.54 คะแนน เป็น 29.89 + .31 คะแนน และกลุ่มตัวอย่างมีค่าคะแนนความพึงพอใจต่อการใช้สื่อวิดีทัศน์การให้ยามอร์ฟีนใต้ผิวหนังในผู้ป่วยมะเร็งระยะท้ายทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p> สื่อวิดีทัศน์เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาสมรรถนะของพยาบาล โดยเฉพาะเมื่อออกแบบให้สอดคล้องกับหลักการเรียนรู้ของผู้ใหญ่และอยู่ภายใต้ระบบคุณภาพที่เหมาะสม อาจนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ในบริบทใกล้เคียงกัน</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและสุขภาพดอกจาน https://he05.tci-thaijo.org/index.php/nhudru/article/view/8010 การพัฒนาสื่อและผลของการใช้สื่อวิดีทัศน์ร่วมกับสถานการณ์จำลองต่อความรู้และการปฏิบัติใน การดูแลผู้ป่วยใส่สายท่อระบายน้ำดีผ่านทางผิวหนังหน้าท้องของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี 2026-07-11T23:39:41+07:00 วิวัฒน์ สุวรรณบุตร tasuch.na@gmail.com ทรรศนีย์ นครชัย tasuch.na@gmail.com พัชรินทร์ น้อยลา tasuch.na@gmail.com <p> การวิจัยและพัฒนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของการใช้สื่อวิดีทัศน์ร่วมกับสถานการณ์จำลองต่อความรู้และการปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยใส่สายท่อระบายน้ำดีผ่านทางผิวหนังหน้าท้องของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี วิธีดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 4 ขั้นตอน คือ 1) ศึกษาปัญหาและสถานการณ์การจัดการเรียนการสอนของพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยใส่สายท่อระบายน้ำดีผ่านทางผิวหนังหน้าท้อง โดยการสอบถามกึ่งสัมภาษณ์ แพทย์และพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 10 คน 2) พัฒนาสื่อวิดีทัศน์ร่วมกับสถานการณ์จำลองและนำไปตรวจสอบคุณภาพ 3) นำไปทดลองใช้เบื้องต้นกับพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 15 คน 4) ปรับปรุงพร้อมนำไปทดลองใช้และประเมินผลกับพยาบาลวิชาชีพ จำนวน 30 ราย คัดเลือกแบบเจาะจง ระยะเวลาที่ศึกษา 10 กุมภาพันธ์ – 10 กรกฎาคม 2569 เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ <br />แนวคำถามกึ่งโครงสร้างแบบประเมินความรู้ แบบประเมินการปฏิบัติของพยาบาล และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และข้อมูลเชิงปริมาณด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Wilcoxon sign rank test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า สื่อวิดีทัศน์ร่วมกับสถานการณ์จำลองมีคะแนนความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ในระดับมาก หลังการทดลองใช้กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรู้อยู่ในระดับมาก ร้อยละ 96.67 โดยมีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้เพิ่มขึ้นหลังการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>&lt; .05) และมีค่าคะแนนการปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยใส่สายท่อระบายน้ำดีผ่านทางผิวหนังแตกต่างจากก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <br />(<em>p</em>&lt; .05) กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก </p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและสุขภาพดอกจาน https://he05.tci-thaijo.org/index.php/nhudru/article/view/7747 ภาวะสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของเกษตรผู้เลี้ยงโคนม อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 2026-04-20T13:37:03+07:00 กานต์ชนก ศรีโสภา 66202302006@scphkk.ac.th เทพไทย โชติชัย tepthai@scphkk.ac.th <p> การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น คำนวณขนาดตัวอย่าง สุ่มตัวอย่างแบบง่ายและเก็บข้อมูลในเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม 45 ราย โดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p><strong> </strong>ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 60.00 ส่วนใหญ่อายุ 41 ปีขึ้นไป ร้อยละ 73.33 โดยมีอายุเฉลี่ย 51.20 ปี (S.D. = 14.70) ต่ำสุด 15 ปี และสูงสุด 81 ปี จบมัธยมศึกษาตอนต้นขึ้นไป ร้อยละ 55.56 มีสถานภาพสมรส ร้อยละ 71.11 และมีประสบการณ์ในการประกอบอาชีพเลี้ยงโคนมมาแล้ว 11 ปีขึ้นไป ร้อยละ 62.22 โดยมีระยะเวลาเฉลี่ย 18 ปี (S.D. = 11.50) มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท ร้อยละ 64.44 ไม่มีโรคประจำตัว 32 ราย ร้อยละ 71.11 และได้รับการตรวจสุขภาพในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา 29 ราย ร้อยละ 64.44 โดยไม่ได้รับการตรวจสุขภาพประจำปีมีมากถึงร้อยละ 35.56</p> <p> ภาวะสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 64.45 รองลงมาคือระดับเสี่ยงน้อย ร้อยละ 31.11 และระดับเสี่ยงสูง ร้อยละ 4.40 ตามลำดับ โดยมีภาวะสุขภาพระดับปานกลาง คะแนนเฉลี่ย 2.71 คะแนน (S.D. = 0.61) และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพโดยรวม ส่วนใหญ่อยู่ในระดับเสี่ยงน้อย โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.24 คะแนน (S.D. = 0.38) เมื่อพิจารณาตามระดับความเสี่ยง พบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในความเสี่ยงน้อย ร้อยละ 53.3 รองลงมาคือระดับปานกลาง ร้อยละ 46.7</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและสุขภาพดอกจาน https://he05.tci-thaijo.org/index.php/nhudru/article/view/8121 การศึกษาสาเหตุของการไม่มาตามนัดและความสัมพันธ์ระหว่าง ปัจจัยส่วนบุคคลกับสาเหตุของการไม่มาตามนัดนอนโรงพยาบาลเพื่อทำหัตถการ ในห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ: การศึกษาย้อนหลัง 2026-08-25T10:16:03+07:00 สราวุธ วงษ์คุย Wsaraw@kku.ac.th วารินทร์ สุขสำราญ narmwarin@gmail.com อริญชย์ เมตรพรมราช arinmet@gmail.com กุลธรา จงตระการสมบัติ ckulth@kku.ac.th <p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลัง (Retrospective data collection) เพื่อศึกษาสาเหตุของการไม่มาตามนัดนอนโรงพยาบาล และความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับสาเหตุของการไม่มาตามนัดนอนโรงพยาบาลเพื่อทำหัตถการในห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ ของผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยใช้ข้อมูลผู้ป่วย ตั้งแต่ 1 มกราคม 2567 – 31 ธันวาคม 2568 เก็บข้อมูลด้วยแบบบันทึกข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวนทั้งสิ้น 234 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยจำนวน ร้อยละ และหาความสัมพันธ์ด้วย Pearson Chi-Square Test และ Fisher Exact Test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุ 61 ปีขึ้นไป มีสถานภาพสมรส/หม้าย/หย่าร้าง จบชั้นมัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า การเดินทางจากบ้านมาโรงพยาบาล 101 กิโลเมตรขึ้นไป (ไกล) สิทธิบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้าและประกันสังคม มีโรคประจำตัวคือความดันโลหิตสูงและอื่น ๆ ไม่มาตามนัดนอนโรงพยาบาลด้วยสาเหตุด้านตัวผู้ป่วย จำนวน 120 ราย (ร้อยละ 51.3) โดยเป็นสาเหตุจากการปฏิเสธการทำหัตถการมากที่สุด จำนวน 44 ราย (ร้อยละ 18.8) ส่วนปัจจัยส่วนบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับสาเหตุของการไม่มาตามนัดนอนโรงพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ สิทธิการรักษา (p value = .001)</p> <p> จากผลการวิจัยดังกล่าวควรพัฒนาหรือปรับปรุงกระบวนการให้ข้อมูลในระยะนัดผู้ป่วย โดยเน้นถึงความจำเป็นและความเสี่ยงของการไม่ทำหัตถการ พัฒนาช่องทางการสื่อสารและระบบการติดตามก่อนนอนโรงพยาบาล</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและสุขภาพดอกจาน https://he05.tci-thaijo.org/index.php/nhudru/article/view/7995 การพัฒนาแนวทางการสั่งใช้ยาสมุนไพรในเครือข่ายบริการ ของอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย 2026-06-17T11:05:20+07:00 กนกกาญจน์ เถื่อนโยธา thuanyota2515@gmail.com <p> การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสถานการณ์การสั่งใช้ยาสมุนไพร (2) พัฒนาแนวทางการสั่งใช้ และ (3) ศึกษาผลของการพัฒนาแนวทางในเครือข่ายบริการอำเภอโพนพิสัย กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรทางการแพทย์ 15 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์ที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม ดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคม 2568 – ธันวาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา สถิติเชิงพรรณนาโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานใช้ Wilcoxon Signed-Ranks Test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า สถานการณ์ก่อนพัฒนาบุคลากรมีความรู้ระดับปานกลาง มีอุปสรรคสำคัญคือความไม่มั่นใจในประสิทธิผล ข้อมูลวิชาการไม่เพียงพอและระบบเบิกจ่ายไม่ครอบคลุม ผู้วิจัยจึงพัฒนาแนวทางโดยกำหนดกลุ่มโรคเป้าหมาย จัดทำคู่มือปฏิบัติงาน และจัดการประชุมทบทวนทักษะ 3 ชั่วโมง หลังการพัฒนาพบว่าบุคลากรมีความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.001) และมีความมั่นใจในทักษะ 4 ด้านหลักในระดับมากที่สุด ส่งผลให้ปริมาณการสั่งใช้ยาสมุนไพรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p> <p> สรุปได้ว่า การพัฒนาแนวทางการสั่งใช้ยาสมุนไพรในเครือข่ายบริการอำเภอโพนพิสัยสามารถ ยกระดับความรู้ ความมั่นใจ และการปฏิบัติของบุคลากรได้จริง อีกทั้งยังช่วยลดความไม่สม่ำเสมอในการสั่งใช้ยา และเพิ่มคุณภาพบริการที่สอดคล้องกับนโยบายการส่งเสริมสมุนไพรระดับประเทศ ผลการวิจัยนี้สามารถใช้เป็นต้นแบบในการขยายผลไปยังพื้นที่อื่นเพื่อขับเคลื่อนการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพอย่างยั่งยืน</p> 2026-08-31T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและสุขภาพดอกจาน