วารสารการพยาบาลและสุขภาพดอกจาน
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/nhudru
<p> วารสารการพยาบาลและสุขภาพดอกจาน เป็นวารสารทางวิชาการของคณะพยาบาลศาสตร์ ร่วมกับ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี กำหนดออกปีละ 3 ฉบับ (มกราคม-เมษายน พฤษภาคม-สิงหาคม และกันยายน-ธันวาคม) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการทางการพยาบาลและผลงานวิชาการด้านสุขภาพ องค์ความรู้ทางด้านสุขภาพและการสาธารณสุข ระบบสุขภาพ นโยบายทางด้านสุขภาพ กำลังคนด้านสุขภาพ ปัญหาสุขภาพ และการดูแลสุขภาพ ทั้งจากบุคลากรของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีและผู้วิจัยจากหน่วยงานภายนอก จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเผยแพร่และส่งเสริมผลการวิจัย บทความวิชาการ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ รวมทั้งเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ทางวิชาการระหว่างคณาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย และบุคคลทั่วไป โดยบทความที่ได้รับการตีพิมพ์นั้น ได้ผ่านการประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะศาสตร์ จำนวน 3 ท่าน</p>
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
th-TH
วารสารการพยาบาลและสุขภาพดอกจาน
-
การพัฒนารูปแบบการจัดบริการในคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วย โรงพยาบาลโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/nhudru/article/view/7133
<p>การวิจัยและพัฒนา (Research and development) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดบริการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังโรงพยาบาลโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย แบ่งการวิจัยเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1) การศึกษาสภาพปัญหาการจัดบริการในคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลโพนพิสัย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและสนทนากลุ่ม ทีมสหวิชาชีพ 2) การพัฒนารูปแบบจัดบริการฯ และ 3) การทดลองใช้และประเมินผล กลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือ ทีมสหวิชาชีพและผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และในระยะที่ 3 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยโรคปอด อุดกั้นเรื้อรัง จำนวน 30 ราย เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แนวคำถามสัมภาษณ์ แบบสนทนากลุ่ม, แบบสอบถามและแบบประเมินความรู้ แบบประเมินคุณภาพชีวิต (CAT Score) แบบประเมินความเหนื่อย (mMRC) ผลตรวจ spirometry ได้แก่ FEV1 FVC และ% FEV1/FVC และแบบประเมินความพึงพอใจดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 ถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568 สถิติที่ใช้ ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์โดยใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบความแตกต่างด้วย Wilcoxon signed-rank test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ระบบบริการเดิมมีข้อจำกัด ได้แก่ ขาดเครื่องมือวินิจฉัยขาดระบบติดตามและผู้ป่วยขาดความรู้ รูปแบบบริการใหม่ประกอบด้วยการใช้ spirometer การประเมินผลลัพธ์ทางคลินิกประจำปี การให้ความรู้และคู่มือการจัดการตนเอง การติดตามผ่านโทรศัพท์หรือไลน์ และการส่งเสริมวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ภายหลังการทดลองใช้รูปแบบฯ พบว่าความรู้ของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจากเฉลี่ย 12.10 เป็น 13.43 คะแนน ร้อยละ 93.3 อยู่ในระดับความรู้สูง คะแนน CAT score และ mMRC ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ค่า FEV1 และ FVC เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและ % FEV1/FVC อยู่ในระดับปกติ ผู้ป่วยไม่มีการกำเริบซ้ำและไม่กลับมานอนรักษาซ้ำภายใน 28 วัน อีกทั้งความพึงพอใจต่อบริการอยู่ในระดับมาก แสดงให้เห็นว่ารูปแบบใหม่สามารถแก้ปัญหาของระบบบริการเดิมและยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยได้อย่างชัดเจน</p> <p>ข้อเสนอแนะ: ควรนำรูปแบบดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในโรงพยาบาลชุมชนอื่น ๆ และศึกษาผลในระยะยาวเพื่อยืนยันประสิทธิผล</p> <p> </p>
อรวรรณ ทิพย์ประสิทธิ์
รัศมี จิตโม้มา
ภรกต สูฝน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและสุขภาพดอกจาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
1 1
-
ผลของโปรแกรมโรงเรียนอนุบาลเบาหวานเพื่อสร้างความรอบรู้เรื่องสุขภาพ ลดความเสี่ยง การเกิดโรคเบาหวานในกลุ่มเสี่ยงสูง โรงพยาบาลนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/nhudru/article/view/7724
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research)แบบกลุ่มเดียวในกลุ่มเสี่ยงเบาหวานในเขตพื้นที่โรงพยาบาลนิคมคำสร้อย วัดผลก่อน และหลังการทดลอง (One-group pretest-posttest design) โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีของ Edward Deming เน้นการปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) ผ่าน วงจร PDCA (Plan-Do-Check-Act) มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการให้ความรู้โรงเรียนอนุบาลเบาหวานต่อระดับ HbA1c ความรู้พฤติกรรมการดูแลตนเอง และความพึงพอใจของกลุ่มเสี่ยงเบาหวานในการเข้าร่วมโปรแกรมควบคุมระดับน้ำตาล กลุ่มตัวอย่างคือกลุ่มเสี่ยงเบาหวาน อายุมากว่า 35 ปี ที่มีระดับน้ำตาล(DTX)มากกว่า 100 mg% จำนวน 30 คน โปรแกรมประกอบด้วยการให้ความรู้ 6 ครั้ง การฝึกทักษะ การดูแลตนเอง การใช้คู่มือ และการติดตามอย่างต่อเนื่อง เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ทำการเก็บข้อมูลก่อนการทดลองหลังการทดลองทันที และติดตามผลที่ 3 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Repeated Measures ANOVA</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มเสี่ยงเบาหวานส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 86.7) อายุเฉลี่ย 52.7 ปี การศึกษาระดับประถมศึกษา (ร้อยละ 70.0) และประกอบอาชีพเกษตรกรรม (ร้อยละ 86.7) ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ (Repeated Measures ANOVA) พบว่าภายหลังเข้าร่วมโปรแกรม ระดับ HbA1c มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F(2,58)=10.42,p=.001) โดยลดลงจากร้อยละ 6.53 (ก่อนเรียน) เป็น 6.11 (หลังเรียน) และคงระดับอยู่ที่ 6.12 (ติดตามผล 3 เดือน) ในส่วนของคะแนนความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเอง พบการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติตลอดทั้ง 3 ช่วงเวลาที่วัดผล (p<.001) โดยการทดสอบรายคู่ด้วยวิธี Bonferroni ยืนยันว่าคะแนนในระยะหลังเรียนและติดตามผลสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ความพึงพอใจต่อโปรแกรมอยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งโปรแกรมการให้ความรู้โรงเรียนอนุบาลเบาหวานมีประสิทธิผลในการลดระดับ HbA1c เพิ่มความรู้ และพฤติกรรมการดูแลตนเองของกลุ่มเสี่ยงเบาหวานอย่างมีนัยสำคัญ สามารถนำไปใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาระบบการดูแลกลุ่มเสี่ยงป่วยเบาหวานในสถานบริการสุขภาพอื่นเพื่อลดผู้ป่วยรายใหม่ได้</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>กลุ่มเสี่ยงเบาหวาน,โรงเรียนอนุบาลเบาหวาน, โปรแกรมการให้ความรู้, การควบคุมระดับน้ำตาล HbA1c,</p> <p>ติดต่อผู้นิพนธ์ : ธิดาลักษณ์ ทำทอง อีเมล : Tidaluck_48@bcnsp.ac.th</p> <p> </p>
ธิดาลักษณ์ ทำทอง
มณี รักสะอาด
พิกุล พละศักดิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและสุขภาพดอกจาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
1 1
-
ผลของโปรแกรมกิจกรรมเลียนแบบท่าทางโดยใช้อัลบั้มภาพอารมณ์ส่วนบุคคล (PEPA) ต่อความสามารถในการรับรู้และอ่านภาษากายและความสามารถในการสื่อสารอารมณ์ ในเด็กออทิสติก
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/nhudru/article/view/7731
<p style="font-weight: 400;">การวิจัยครั้งนี้ศึกษาผลของโปรแกรม PEPA (Personal Emotion Photo Album Program) ต่อความสามารถในการรับรู้และอ่านภาษากาย (BLRA) และความสามารถ ในการสื่อสารอารมณ์ (ECA) ในเด็กออทิสติกอายุ 4–8 ปี ณ ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดลำปาง หน่วยบริการอำเภอแม่เมาะ ใช้รูปแบบวิจัยปฏิบัติการ ในชั้นเรียนตาม กระบวนการ PAOR จำนวน 4 วงรอบ กลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กออทิสติก 5 ราย คัดเลือกแบบ เจาะจงตามเกณฑ์ DSM-5 โปรแกรม PEPA ประกอบด้วยกิจกรรม 6 ประเภท ดำเนินการแบบ 1 ต่อ 1 ครั้งละ 40–45 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง รวม 36 ครั้งตลอด 15 สัปดาห์ แบบประเมิน BLRA และ ECA ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นรับการตอบสนองได้หลายรูปแบบ โดยไม่จำกัด เฉพาะภาษาพูด มีค่า IOC ระหว่าง 0.67–1.00</p> <p style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่าเด็กทั้ง 5 ราย มีความสามารถในการรับรู้และอ่านภาษากาย (BLRA) สูงขึ้นทุกคน คะแนนเฉลี่ยเพิ่มจาก 16.20 เป็น 29.80 คะแนน (จากเต็ม 40) คิดเป็นร้อยละ การเปลี่ยนแปลง 83.95 และความสามารถในการสื่อสารอารมณ์ (ECA) คะแนนเฉลี่ยเพิ่มจาก 13.60 เป็น 26.60 คะแนน คิดเป็นร้อยละการเปลี่ยนแปลง 95.59 เด็กที่ไม่มีภาษาพูด มีพัฒนาการชัดเจนผ่านการชี้ภาพและท่าทาง ผู้ปกครองรายงานพฤติกรรมท้าทายลดลงร้อยละ 50–70 โปรแกรม PEPA ส่งผลให้เด็กออทิสติกมีความสามารถด้านการรับรู้ภาษากาย และการสื่อสารอารมณ์สูงขึ้น และสามารถนำไปบูรณาการ ในการจัดการเรียนการสอน ในศูนย์การศึกษาพิเศษได้</p>
ปฏิณญา ทาประเสริฐ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและสุขภาพดอกจาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
1 1
-
การพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาลทางคลินิกเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนแบบไร้รอยต่อ ในผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่ใส่ท่อหลอดลมคอที่บ้าน
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/nhudru/article/view/7752
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาลทางคลินิกในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนแบบไร้รอยต่อในผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่ใส่ท่อหลอดลมคอที่บ้าน โดยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ศึกษาภาวะแทรกซ้อนในผู้ป่วย 2) พัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาล และ 3) ประเมินผลการใช้แนวปฏิบัติ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พยาบาล 6 คน และ ผู้ป่วย 25 คน เครื่องมือได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง 2) แบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนผู้ป่วยที่ใส่ท่อหลอดลมคอที่บ้าน 3) แบบประเมินความรู้เกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อน 4) แบบประเมินทักษะการดูแลตนเองที่บ้าน และ 5) แบบประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วยและพยาบาลวิชาชีพ การตรวจสอบความเที่ยงตรงตามเนื้อหาค่าความสอดคล้อง (IOC) 0.67-1.00 มีค่าความเชื่อมั่น 0.86, 0.72, 0.78, 0.74 และ 0.85 ตามลำดับ</p> <p> ผลวิจัยพบว่าภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อย ได้แก่ เลือดออกจากแผลท่อหลอดลมคอ (24%) และการหายใจลำบากจากเสมหะอุดตัน (16%) แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ การประเมินตนเองและสนับสนุนข้อมูล การจัดการอุปกรณ์และสิ่งแวดล้อม การพัฒนาทักษะการดูแลตนเอง การสื่อสารในกรณีฉุกเฉิน การติดตามจากบุคลากรสุขภาพ และการสนับสนุนทางจิตใจ ผลการประเมินประสิทธิภาพของแนวปฏิบัติพบว่า ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภาวะแทรกซ้อนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) โดยคะแนนเฉลี่ยหลังการอบรมเพิ่มจาก 51.80% เป็น 76.60% ทักษะในการดูแลท่อหลอดลมคอโดยรวมมีค่าเฉลี่ย 72.06% สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (60%) อย่างมีนัยสำคัญ และความพึงพอใจต่อแนวปฏิบัติทั้งในกลุ่มพยาบาลและผู้ป่วยอยู่ในระดับมาก</p>
ณัฏฐนันท์ อดกลั้น
ภาณุ อดกลั้น
นิชาภา ตั้งหมั่น
จันทร์จิรา ทองนำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและสุขภาพดอกจาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
1 1
-
การพัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาลเพื่อป้องกันแผลกดทับ ในหอผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลโพนพิสัย
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/nhudru/article/view/7759
<p> </p> <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการปฏิบัติทางการพยาบาลเพื่อป้องกันแผลกดทับในหอผู้ป่วยหนัก 2) พัฒนาแนวปฏิบัติทางการพยาบาลเพื่อป้องกันแผลกดทับในหอผู้ป่วยหนักภายใต้ PPSH Model และ 3) ประเมินผลการใช้แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้น ดำเนินการวิจัยใน 3 ระยะ ระหว่างเดือนตุลาคม 2567 ถึงมีนาคม 2568 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย บุคลากรผู้ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยหนัก 17 คน ผู้เชี่ยวชาญ 5 คน และผู้ป่วยในหอผู้ป่วยหนัก 30 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามสภาพปัญหา แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบประเมินความเหมาะสมของแนวปฏิบัติโดยผู้เชี่ยวชาญ แนวปฏิบัติทางการพยาบาลตาม PPSH Model แบบประเมินความเสี่ยง Braden Scale แบบประเมินผลลัพธ์ทางคลินิก และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ paired t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ระยะที่ 1 สภาพปัญหาโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (x̄ = 3.12, SD = 0.48) โดยด้านที่มีปัญหาสูงที่สุดคือการประเมินความเสี่ยงของผู้ป่วย (x̄ = 3.45, SD = 0.52) รองลงมาคือการจัดการสิ่งแวดล้อมและอุปกรณ์ (x̄ = 3.05, SD = 0.41) และการให้ความรู้แก่ญาติและผู้ดูแล (x̄ = 2.89, SD = 0.50) ระยะที่ 2 ได้แนวปฏิบัติทางการพยาบาลภายใต้ PPSH Model ซึ่งประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ Patient-centered Prevention, Proactive Environment Management, Skin Surveillance Monitoring และ Holistic Engagement & Education แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญในระดับมากที่สุด โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ย 4.72 (SD = 0.15) ระยะที่ 3 หลังการใช้แนวปฏิบัติ พบว่าการปฏิบัติตามแนวทางของบุคลากรเพิ่มขึ้นจาก</p> <p>3.11 ± 0.48 เป็น 4.40 ± 0.49 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) การได้รับการดูแลเพื่อป้องกันแผลกดทับของผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจาก 2.85 ± 0.42 เป็น 4.32 ± 0.37 (p < .001) สัดส่วนผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงปานกลางต่อการเกิดแผลกดทับลดลงจากร้อยละ 40.0 เป็นร้อยละ 23.3 ไม่พบผู้ป่วยเกิดแผลกดทับรายใหม่ และความพึงพอใจต่อแนวปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.56, SD = 0.37)</p> <p> สรุปได้ว่า PPSH Model เป็นแนวปฏิบัติทางการพยาบาลที่มีความเหมาะสม ใช้ได้จริง และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับในผู้ป่วยหอผู้ป่วยหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับนำไปใช้ต่อเนื่องในบริบทโรงพยาบาลชุมชน และสามารถประยุกต์ใช้ในหน่วยงานที่มีบริบทใกล้เคียงกันได้</p>
เจนจิรา จันทร์อุดม
ธัญวรัตน์ แก้วสวย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและสุขภาพดอกจาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
1 1
-
คุณภาพชีวิตของเกษตรกรที่ปลูกชะอม อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/nhudru/article/view/7746
<p>การวิจัยเชิงพรรณนาแบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรที่ปลูกชะอม อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น กลุ่มตัวอย่างเป็นเกษตรกรที่ปลูกชะอม 90 คน เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามประยุกต์มาจากแบบวัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามัยโลกเครื่องมือผ่านการพิจารณาคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน มีค่าความสอดคล้อง 0.67-1 และความเชื่อมั่นของอัลฟ่าครอนบราค 0.82 วิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่ากลุ่ม ตัวอย่างมีคุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับปานกลางและดี ร้อยละ 50 เท่ากัน เมื่อพิจารณาเป็นราย ด้าน พบว่า คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพกาย อยู่ในระดับดี ร้อยละ 28.1 ด้านจิตใจ อยู่ในระดับดี ร้อยละ 27.2 คุณภาพชีวิตด้านสังคม อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 10.9 และด้านสิ่งแวดล้อม อยู่ในระดับปานกลางร้อยละ 29.9</p> <p>ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพเชิงรุก เช่น การตรวจสุขภาพประจำปี และการให้ความรู้ด้านการป้องกันโรคจากการทำงาน ส่งเสริมกิจกรรมในชุมชนเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของเครือข่ายสังคม และพัฒนาแหล่งเรียนรู้หรือศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่</p>
วิชญาพร ราตรี
สุปรียา โนนทิง
เทพไทย โชติชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและสุขภาพดอกจาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
1 1
-
การพัฒนาแนวปฏิบัติพยาบาลทางคลินิก สำหรับการจัดการความเจ็บปวดในมารดาคลอดปกติ
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/nhudru/article/view/7757
<p>การวิจัยและพัฒนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกสำหรับการจัดการความเจ็บปวดในมารดาคลอด ขั้นตอนดำเนินการวิจัยประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ 1) การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกฯ 2) ทดลองใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกฯ และ 3) ประเมินผลและเผยแพร่แนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกฯ กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจง ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในห้องคลอด จำนวน 10 คน และมารดาคลอดปกติ จำนวน 42 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกฯ ที่พัฒนาขึ้น แบบประเมินความเจ็บปวด แบบสอบถามความพึงพอใจของมารดา และแบบประเมินความเป็นไปได้ของการนำแนวปฏิบัติไปใช้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและ Paired t-test</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า แนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกฯ ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 2 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) การให้การพยาบาลโดยวิธีที่ไม่ใช่เภสัชวิทยา และ 2) การให้การพยาบาลโดยวิธีที่เป็นเภสัชวิทยา ซึ่งหลังใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกฯ พบว่ามารดามีระดับความเจ็บปวดลดลงในทุกระยะการคลอดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) ความพึงพอใจโดยรวมเพิ่มขึ้นจากระดับปานกลางเป็นระดับสูง (p < 0.001) อัตราการใช้ยาแก้ปวดลดลงจากร้อยละ 38.1 เหลือร้อยละ 16.7 ดังนั้น แนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกฯ นี้มีประสิทธิผลในการจัดการความเจ็บปวดในมารดาคลอดปกติ ห้องคลอดอื่น ๆ สามารถนำแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกฯ นี้ไปประยุกต์ใช้ได้</p>
บุญญาพร รักษาวงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและสุขภาพดอกจาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
1 1
-
ผลการใช้แนวทางปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางวิสัญญีในผู้ป่วยผู้ใหญ่หลังได้รับการระงับความรู้สึกแบบทั่วร่างกาย โรงพยาบาลโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/nhudru/article/view/7751
<p>การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลการใช้แนวทางปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางวิสัญญีในผู้ป่วยผู้ใหญ่หลังได้รับการระงับความรู้สึกแบบทั่วร่างกาย โรงพยาบาลโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่ได้รับการระงับความรู้สึกแบบทั่วร่างกายจำนวน 68 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 34 ราย และกลุ่มควบคุม 34 ราย คำนวณขนาดตัวอย่างด้วยโปรแกรม G*Power กำหนดขนาดอิทธิพลเท่ากับ 0.5 ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 และอำนาจการทดสอบ .80 นอกจากนี้มีกลุ่มบุคลากรผู้ใช้แนวทางปฏิบัติ 4 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แนวทางปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางวิสัญญี แบบบันทึกข้อมูลผู้ป่วย แบบประเมินคุณภาพการฟื้นตัวหลังผ่าตัด QoR-40 และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้แนวทาง เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้ค่า CVI เท่ากับ 0.85 ค่าความเชื่อมั่นของแบบประเมิน QoR-40 เท่ากับ 0.88 และแบบประเมินความพึงพอใจเท่ากับ 0.90 เก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 30 เมษายน 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และ independent t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มใกล้เคียงกัน สัญญาณชีพและคะแนน PAR Score แรกรับและก่อนจำหน่ายจากห้องพักฟื้นไม่แตกต่างกันอย่างชัดเจน คะแนนความปวดในนาทีที่ 0, 15, 30 และ 45 มีแนวโน้มใกล้เคียงกัน แต่ในนาทีที่ 60 กลุ่มทดลองมีคะแนนความปวดต่ำกว่ากลุ่มควบคุม ภาวะแทรกซ้อนหลังได้รับการระงับความรู้สึกพบในกลุ่มทดลองน้อยกว่ากลุ่มควบคุม โดยเฉพาะอาการคลื่นไส้อาเจียนและอาการวิงเวียน คุณภาพการฟื้นตัวหลังผ่าตัด 24 ชั่วโมงของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม และความพึงพอใจของบุคลากรต่อการใช้แนวทางปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p> สรุปได้ว่า แนวทางปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนทางวิสัญญีช่วยลดความปวด ลดภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยหลังการระงับความรู้สึก และส่งเสริมคุณภาพการฟื้นตัวของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงควรนำไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยหลังได้รับการระงับความรู้สึกแบบทั่วร่างกายในบริบทโรงพยาบาลชุมชน</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>แนวทางปฏิบัติการพยาบาล, ภาวะแทรกซ้อนทางวิสัญญี, การระงับความรู้สึกแบบทั่วร่างกาย, คุณภาพการฟื้นตัว, ห้องพักฟื้น</p> <p> </p>
พิมพ์พิศา สุวรรณรอด
เกศสุดา คำพิลา
ธนภัทร ศรีผา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการพยาบาลและสุขภาพดอกจาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-30
2026-04-30
1 1