https://he05.tci-thaijo.org/index.php/tnhsj/issue/feed
วารสารแนวโน้มทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
2026-02-26T00:00:00+07:00
ผศ.ดร.นงเยาว์ มีเทียน
nongyaow.m@msu.ac.th
Open Journal Systems
<p><span class="textstyle13">วารสารแนวโน้มทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ </span><span class="textstyle14">เป็นวารสารวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยวารสารฉบับนี้ตีพิมพ์ บทความวิจัย และบทความวิชาการ ซึ่งจัดพิมพ์เผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ</span><span class="textstyle15"><br /></span><strong><span class="textstyle9">วัตถุประสงค์</span></strong><span class="textstyle15"><br /> </span><span class="textstyle14"> 1. เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัย นวัตกรรม ผลงานวิชาการให้แก่นักวิจัยทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ<br /> 2. เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่องค์ความรู้ และสนับสนุนการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ<br /> 3. เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและองค์กรสุขภาพ</span><span class="textstyle11"><br /></span><span class="textstyle9"><strong>กำหนดการออกวารสารจัดพิมพ์ปีละ 3 ฉบับ</strong> ดังนี้</span><span class="textstyle15"><br /> </span><span class="textstyle14"> 1) 📃 ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน<br /> 2) 📃ฉบับที่ 2 พฤษภาคม– สิงหาคม<br /> 3) 📃ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</span></p>
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/tnhsj/article/view/7274
การพัฒนาโปรแกรมการจัดการภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงสำหรับผู้ป่วยฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม
2026-02-02T11:56:48+07:00
ยุวดี สีสงค์
ae2yuwadee@gmail.com
กชณากาญ ดวงมาตย์พล
Endoo14@gmail.com
พิมพ์วลัญช์ ศรีสาร
Endoo14@gmail.com
เต็มฤทัย แสนสุธา
ae2yuwadee@gmail.com
เตือนใจ ภูสระแก้ว
Endoo14@gmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาและประเมินผลโปรแกรมการจัดการภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงในผู้ป่วยฟอกเลือด โดยใช้กรอบแนวคิด Health Belief Model และกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ<br>วิธีวิจัย: เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบ 2 วงรอบ (Plan–Act–Observe–Reflect: PAOR) ดำเนินการในหน่วยไตเทียมโรงพยาบาลมหาสารคาม กลุ่มตัวอย่างระยะที่ 1 เป็นผู้ป่วยฟอกเลือดประจำ จำนวน 79 คน เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐาน ส่วนระยะที่ 2 เป็นผู้ป่วยที่มีระดับโพแทสเซียมในเลือด ≥ 6.0mEq/L อย่างน้อย 1 ครั้ง ภายใน 3 เดือนก่อนเข้าร่วม จำนวน 49 คน โปรแกรมที่พัฒนาประกอบด้วยกิจกรรมสุขศึกษา การให้คำปรึกษารายบุคคล และการใช้สื่อสุขศึกษา โดยวัดผลด้วยแบบประเมินความรู้ ความเชื่อด้านสุขภาพ พฤติกรรมการควบคุมโพแทสเซียม และผลเลือด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและ repeated measures ANOVA</p> <p>ผลการศึกษา: ผู้ป่วยมีค่าพื้นฐานด้านความรู้และพฤติกรรมอยู่ในระดับปานกลางถึงค่อนข้างต่ำ ภายหลังการดำเนินโปรแกรมใน 2 วงรอบ พบว่าคะแนนความรู้ ความเชื่อด้านสุขภาพ และพฤติกรรมการควบคุมโพแทสเซียมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันระดับโพแทสเซียมในเลือดเฉลี่ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (p < .001)</p> <p> </p> <p>สรุป: โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นสามารถส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพ และปรับปรุงผลลัพธ์ทางคลินิกในผู้ป่วยฟอกเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสมต่อการประยุกต์ใช้ในบริบทหน่วยไตเทียมระดับภูมิภาค</p>
2026-03-13T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแนวโน้มทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/tnhsj/article/view/7351
การพัฒนารูปแบบการประเมินและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยโดยการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน
2026-02-24T15:49:29+07:00
Yossawadee Chamnongnit
airy9877@gmail.com
<p>บทคัดย่อ</p> <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการ ระหว่างพฤศจิกายน 2568 ถึงมกราคม 2569 มี 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 สำรวจสถานการณ์การประเมินและส่งเสริมพัฒนา ผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ครูผู้ดูแล ผู้ปกครอง อาสาสมัคร และพยาบาล รวม 20 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก สนทนากลุ่ม ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ การวางแผน การลงมือปฏิบัติ การสังเกตการณ์ และการสะท้อนผลการปฏิบัติ และระยะที่ 3 การประเมินประสิทธิผลการใช้รูปแบบ ศึกษาในผู้ดูแลเด็กปฐมวัย จำนวน 40 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง โดยใช้ G*Power กำหนดความเชื่อมั่นที่ 0.05 และขนาดอิทธิพลของสิ่งที่ต้องการศึกษา เท่ากับ 0.80 เครื่องมือที่ใช้ 1) แบบทดสอบความรู้ในการประเมินและส่งเสริมพัฒนาการเด็ก และ2) แบบสอบถามการปฏิบัติตนการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และเปรียบเทียบก่อนและหลังการใช้รูปแบบด้วยสถิติ Paired t-test</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) สถานการณ์ความต้องการให้ส่งเสริมทักษะการประเมินพัฒนาการ และ การมีส่วนร่วมของชุมชน 2) รูปแบบกิจกรรม Happy 4D ได้แก่ (1) Happy (2) Diet (3) Development and Play (4) Dental และ (5) Disease และ 3) ผลการใช้รูปแบบบริการที่พัฒนาขึ้น พบว่า ความรู้และการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยหลังพัฒนากลุ่มตัวอย่างเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value<0.05) สามารถสรุปได้ว่าการจัดรูปแบบการประเมินและส่งเสริมพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยยึดหลักกิจกรรม Happy 4D ช่วยส่งเสริมให้เด็กได้รับการส่งเสริมพัฒนาการตามวัยที่เหมาะสม</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแนวโน้มทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/tnhsj/article/view/6889
ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้สุขภาพต่อการฟื้นฟูสมรรถภาพปอดของ ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
2025-11-02T21:13:09+07:00
ฉันทนา วิมลจิตต์
chantanaja65@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้สุขภาพต่อการฟื้นฟูสมรรถภาพปอดของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่เข้ารับการรักษาในคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร จำนวน 50 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 25 คน สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมแบบสุ่มอย่างง่ายด้วยการจับฉลากแบบไม่ใส่คืน กลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่ได้สร้างขึ้น โดยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 ส่วนกลุ่มควบคุมเข้ารับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพ มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.94 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93 และแบบบันทึกข้อมูลทางคลินิกค่าสมรรถภาพปอด ได้แก่ ค่า FEV1/FVC ค่า 6MWD และค่า mMRC</p> <p> ผลการวิจัย ปรากฏว่า ผู้ป่วยกลุ่มทดลองที่ได้เข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพมีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพ สมรรถภาพปอดค่า FEV1/FVC และค่า 6MWD เพิ่มขึ้น รวมถึงค่า mMRC ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.01) นอกจากนี้ กลุ่มทดลองยังมีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพ สมรรถภาพปอดค่า FEV1/FVC และค่า 6MWD เพิ่มขึ้น รวมถึงค่า mMRC ลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุมที่เข้ารับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .01) ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพสามารถเพิ่มระดับความรอบรู้สุขภาพและสมรรถภาพปอดของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังสามารถบูรณาการใช้ในคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหรือสถานบริการสุขภาพอื่น ๆ และทำให้ผู้ป่วยมีอาการสงบของโรคและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเรื้อรังดีขึ้น ลดภาระทางด้านสุขภาพโดยรวมได้</p>
2026-03-06T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแนวโน้มทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/tnhsj/article/view/7142
การพัฒนารูปแบบการดูแลแบบสนับสนุนตามความต้องการเฉพาะบุคคลเพื่อลดความทุกข์ใจและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งนรีเวช
2026-01-07T10:13:40+07:00
Wiriya Sila
anfield.wia@gmail.com
สุรเชฎฐ์ กุคำใส
pinoko.a@hotmail.com
นภัสวริน พูลสวัสดิ์
pinoko.a@hotmail.com
<p>การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์ความต้องการการดูแลแบบสนับสนุน ความทุกข์ใจ และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งนรีเวช 2) พัฒนารูปแบบการดูแลแบบสนับสนุนตามความต้องการเฉพาะบุคคล และ 3) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการดูแลที่พัฒนาขึ้น การวิจัยดำเนินการเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยมะเร็งนรีเวชที่จำนวน 53 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความต้องการการดูแลแบบสนับสนุน แบบประเมินความทุกข์ใจ และแบบประเมินคุณภาพชีวิต ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบจากการสัมภาษณ์บุคลากรและผู้รอดชีวิต 10 ราย และระยะที่ 3 ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบในกลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและสถิติ Paired t-test</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยมีความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนด้านจิตใจอยู่ในระดับสูง รองลงมาคือด้านระบบสุขภาพและข้อมูล มีความทุกข์ใจระดับปานกลาง ปัญหาที่พบมากที่สุด ได้แก่ ความรู้สึกอ่อนเพลียและความกังวลใจ คุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับสูง รูปแบบการดูแลที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การประเมินเฉพาะราย การวิเคราะห์และวางแผนรายบุคคล การปฏิบัติการพยาบาลแบบสนับสนุน และการติดตามและประเมินผล ภายหลังได้รับการดูแลตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้น ผู้ป่วยมีคะแนนเฉลี่ยความทุกข์ใจลดลง และมีคะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิตโดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05)</p>
2026-03-06T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแนวโน้มทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/tnhsj/article/view/7211
กลยุทธ์ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับอาสาสมัครสาธารณสุขในการขับเคลื่อนงาน ส่งเสริมสุขภาพในพื้นที่ถิ่นทุรกันดาร
2026-01-07T10:33:06+07:00
ศุภกฤต จึงพิภานิชกุล
supphakrit888@gmail.com
โฆษิต ฉันทนารุ่งภักดิ์
kapook12.hk@gmail.com
จักริน ฉันทนารุ่งภักดิ์
๋jakkarinc@gmail.com
สุธาทิพย์ ฉันทนารุ่งภักดิ์
suthathip.ch@gmail.com
<p>บทความเรื่อง กลยุทธ์ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับอาสาสมัครสาธารณสุขในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมสุขภาพในพื้นที่ถิ่นทุรกันดาร มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายบทบาท ความสำคัญ และแนวทางเชิงกลยุทธ์ในการพัฒนาอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ให้มีศักยภาพในการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพในบริบทพื้นที่ ที่มีข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม และการเข้าถึงบริการสุขภาพ โดยเน้นว่า อสม. เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงระบบบริการสาธารณสุขกับชุมชน เนื่องจากมีความใกล้ชิดประชาชนและเข้าใจบริบทของพื้นที่อย่างลึกซึ้ง กลยุทธ์ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับ อสม. ที่นำเสนอในบทความ ประกอบด้วยการยกระดับศักยภาพและสมรรถนะด้านการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค การสร้างเสริมพลังอำนาจ<br>ผ่านการมีส่วนร่วมและการพัฒนาทัศนคติเชิงบวก การชี้แนะและสนับสนุนการดำเนินงานในมิติสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสุขภาพ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การบริหารจัดการเครือข่ายสุขภาพและการบูรณาการการทำงานร่วมกับภาคีที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการสร้างแรงจูงใจและ<br>ความมั่นคงในการปฏิบัติงานของ อสม.โดยสรุป บทความชี้ให้เห็นว่าการพัฒนา อสม. อย่างเป็นระบบและ<br>รอบด้าน จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพ <br>และสนับสนุนความยั่งยืนของระบบสุขภาพระดับปฐมภูมิในพื้นที่ถิ่นทุรกันดารได้อย่างมีประสิทธิผล</p>
2026-02-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแนวโน้มทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ