https://he05.tci-thaijo.org/index.php/tnhsj/issue/feed
วารสารแนวโน้มทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
2026-01-26T16:58:54+07:00
ผศ.ดร.นงเยาว์ มีเทียน
nongyaow.m@msu.ac.th
Open Journal Systems
<p><span class="textstyle13">วารสารแนวโน้มทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ </span><span class="textstyle14">เป็นวารสารวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยวารสารฉบับนี้ตีพิมพ์ บทความวิจัย และบทความวิชาการ ซึ่งจัดพิมพ์เผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ</span><span class="textstyle15"><br /></span><strong><span class="textstyle9">วัตถุประสงค์</span></strong><span class="textstyle15"><br /> </span><span class="textstyle14"> 1. เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัย นวัตกรรม ผลงานวิชาการให้แก่นักวิจัยทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ<br /> 2. เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่องค์ความรู้ และสนับสนุนการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ<br /> 3. เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและองค์กรสุขภาพ</span><span class="textstyle11"><br /></span><span class="textstyle9"><strong>กำหนดการออกวารสารจัดพิมพ์ปีละ 3 ฉบับ</strong> ดังนี้</span><span class="textstyle15"><br /> </span><span class="textstyle14"> 1) 📃 ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน<br /> 2) 📃ฉบับที่ 2 พฤษภาคม– สิงหาคม<br /> 3) 📃ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</span></p>
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/tnhsj/article/view/6813
ประสิทธิผลของโปรแกรมการหย่าเครื่องช่วยหายใจแบบ MICU Model
2025-11-04T10:08:10+07:00
เสฏฐวุฒิ สารารัตน์
sethawuth9790@gmail.com
นภชนก รักษาเคน
khanittha.r@msu.ac.th
รุ่งนภา ธนูชาญ
khanittha.r@msu.ac.th
<p> แนวทางการหย่าเครื่องช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤตที่เหมาะสมมีความสำคัญต่อความสำเร็จในการหย่าเครื่องช่วยหายใจ การส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะตนเองจะช่วยให้ผู้ป่วยมีความมั่นใจในตนเองสามารถหย่าได้สำเร็จมากขึ้น การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง เพื่อพัฒนาการหย่าเครื่องช่วยหายใจแบบ MICU Model โรงพยาบาลมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม ศึกษาระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ถึงเดือนพฤษภาคม 2568โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง โดยใช้โปรแกรม G*Power กำหนดอำนาจทดสอบ ที่ 0.80 ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการหย่าเครื่องช่วยหายใจแบบ MICU Model 2) แบบประเมินและกระบวนการการหย่าเครื่องช่วยหายใจ MICU Model และ3) แบบวัดการรับรู้สมรรถนะตนเองในการหย่าเครื่องช่วยหายใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า หลังทดลองระยะเวลาในการหย่าเครื่องช่วยหายใจในผู้ป่วยวิกฤตของกลุ่มทดลองหลัง มีค่าเฉลี่ยน้อยกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 (t=1.45) และการรับรู้สมรรถนะแห่งตนของกลุ่มทดลองอยู่ในระดับดีกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 (t=6.05) ดังนั้นทีมสุขภาพจึงควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาโปรแกรมการหย่าเครื่องช่วยหายในที่มีการส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนร่วมด้วยเพื่อจะช่วยให้ผู้ป่วยวิกฤตหย่าเครื่องช่วยหายใจได้เร็วขึ้น </p>
2026-01-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแนวโน้มทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/tnhsj/article/view/6796
Research การวิจัยและพัฒนารูปแบบการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุตามวิถีมุสลิม (TASBIH Model)
2025-11-12T10:50:41+07:00
แวซารีนา รายอคาลี
tuanbisroon@yahoo.co.th
<p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการณ์ พัฒนารูปแบบและศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุตามวิถีมุสลิมในพื้นที่ ต.ยี่งอ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส ดำเนินการ 3 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุจำนวน 300 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ขั้นตอนที่ 2 พัฒนารูปแบบ โดยนำผลการวิจัยในขั้นตอน ทื่ 1 และการทบทวนวรรณกรรมยกร่างเป็นรูปแบบการจัดการตนเองผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ 5 คน ขั้นตอนที่ 3 ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุตามวิถีมุสลิม ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบกึ่งทดลองชนิดหนึ่งกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลองกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือผู้สูงอายุในชมรม ฮีดายะห์ จำนวน 42 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติ Paired t-test และสถิติ Wilcoxon signed ranks test ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้สูงอายุในพื้นที่ ต.ยี่งอ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส จำนวน 300 คน เป็นเพศหญิง ร้อยละ 61.67 ช่วงอายุ 60 – 69 ปี ร้อยละ 59.67 การศึกษาระดับประถมศึกษาร้อยละ 43.33 สถานะเป็นประชาชนทั่วไป ร้อยละ 96.67 มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ ร้อยละ 66.39 อยู่ในระดับพอใช้ มีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพร้อยละ 83.90 อยู่ในระดับดีมาก แต่มีพฤติกรรมการออกกำลังกายอยู่ในระดับไม่ดี คิดเป็นร้อยละ 55.47 2) รูปแบบการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการพลัดตกล้มในผู้สูงอายุ TASBIH Model ประกอบด้วย T: Team หมายถึงทีมสหสาขาวิชาชีพ A: Adaptibility หมายถึงความสามารถหรือทักษะในการปรับตัว S: Self care หมายถึงการดูแลตนเอง B: Behavior หมายถึงพฤติกรรมการดูแลตนเอง I: Information collection หมายถึง การเก็บรวบรวมข้อมูล H: Healty หมายถึงการมีสุขภาพดี 3) หลังการใช้รูปแบบคะแนนความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ ( =43.98, SD=7.55) สูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบ ( =40.62 , SD=9.42) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยมีจำนวนผู้สูงอายุที่มีการพลัดตกหกล้มลดลงกว่าก่อนการใช้รูปแบบ</p>
2026-01-19T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแนวโน้มทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/tnhsj/article/view/7288
การวิจัยและพัฒนารูปแบบการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุตามวิถีมุสลิม (TASBIH Model)
2026-01-14T18:00:41+07:00
แวซารีนา รายอคาลี
tuanbisroon.Tp@gmail.com
<p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการณ์ พัฒนารูปแบบ และศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุตามวิถีมุสลิมในตำบลยี่งอ อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส การดำเนินการแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุจำนวน 300 คน โดยใช้แบบสอบถามและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบโดยอ้างอิงผลการวิจัยและการทบทวนวรรณกรรม พร้อมตรวจสอบความเหมาะสมโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน และระยะที่ 3 ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบโดยใช้การวิจัยแบบกึ่งทดลอง ชนิดหนึ่งกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุชมรมฮีดายะห์ จำนวน 42 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test และ Wilcoxon signed ranks test ผลการวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 60–69 ปี การศึกษาระดับประถมศึกษา มีความรอบรู้ด้านสุขภาพระดับพอใช้ และมีพฤติกรรมสุขภาพอยู่ในระดับดีมาก แต่การออกกำลังกายอยู่ในระดับไม่ดี รูปแบบที่พัฒนาขึ้นเรียกว่า TASBIH Model ประกอบด้วย T: Team, A: Adaptibility, S: Self care, B: Behavior, I: Information collection และ H: Healthy หลังการใช้รูปแบบพบว่าสมรรถนะในการป้องกันความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม (x=43.98, SD=7.55, IQR=14.25) สูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบ (x=40.62, SD=9.42, IQR=11.25) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 และจำนวนผู้สูงอายุที่หกล้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 แสดงให้เห็นว่ารูปแบบ TASBIH Model มีประสิทธิผลในการส่งเสริมการดูแลตนเองและลดความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุได้อย่างเหมาะสม</p>
2026-01-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/tnhsj/article/view/7292
ผลของการใช้น้ำมันกัญชาเมตตาโอสถและน้ำมันกัญชงการุณย์โอสถต่อระดับ PSA ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก: รายงานกรณีศึกษา
2026-01-14T21:43:53+07:00
ปภังกร นามแสงโคตร
phapangkorn@hotmail.co.th
ปรีชา หนูทิม
phapangkorn@hotmail.co.th
สุภาพร มีลาภ
phapangkorn@hotmail.co.th
พิมพ์ลดา พงศ์ชัยชานนท์
phapangkorn@hotmail.co.th
จักรเวทย์ ต้นแทน
phapangkorn@hotmail.co.th
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรายงานผลการใช้ตำรับน้ำมันกัญชาเมตตาโอสถและน้ำมันกัญชงการุณย์โอสถร่วมกับการรักษามาตรฐานในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากระยะลุกลาม โดยเป็นรายงานกรณีผู้ป่วยชายไทย อายุ 72 ปี ซึ่งได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากระยะที่ 4 และได้รับการรักษาตามแนวทางการแพทย์แผนปัจจุบันควบคู่กับการใช้ตำรับน้ำมันกัญชาและน้ำมันกัญชงภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เป็นระยะเวลา 18 เดือน การประเมินผลการรักษาดำเนินการโดยการติดตามระดับสารบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate Specific Antigen; PSA) ร่วมกับการประเมินคุณภาพชีวิตด้วยแบบประเมิน Edmonton Symptom Assessment System (ESAS) ผลการศึกษาพบว่าระดับ PSA ลดลงอย่างชัดเจนจาก 123.4 ng/mL เหลือ 0.112 ng/mL ภายหลังการรักษา นอกจากนี้ อาการที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ได้แก่ อาการปวด อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และความวิตกกังวล มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้คะแนนการประเมินคุณภาพชีวิตโดยรวมดีขึ้นตลอดระยะเวลาการติดตาม และไม่พบอาการไม่พึงประสงค์รุนแรงที่สัมพันธ์กับการใช้ตำรับน้ำมันกัญชาและน้ำมันกัญชง ผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่าการใช้ตำรับดังกล่าวร่วมกับการรักษามาตรฐานอาจมีศักยภาพในการช่วยลดระดับสารบ่งชี้มะเร็งและส่งเสริมคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากระยะลุกลาม อย่างไรก็ตาม ควรมีการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติมในกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่และมีการติดตามผลในระยะยาวเพื่อยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัย</p>
2026-01-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/tnhsj/article/view/7321
การพัฒนาอุปกรณ์ช่วยจัดท่าถ่ายภาพรังสีออร์โธวิวสำหรับโรคข้อเข่าเสื่อม เพื่อใช้กับเครื่องเอกซเรย์ทั่วไป
2026-01-26T16:58:54+07:00
อัมพร ทรัพย์มา
kengjangmt@gmail.com
สุชาดา ปู่สีแสงอ่อน
kengjangmt@gmail.com
สุรสิทธิ์ แก้วแท้
kengjangmt@gmail.com
สุพจน์ อินทร์บ้าน
kengjangmt@gmail.com
<p>โรคข้อเข่าเสื่อมเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ การถ่ายภาพรังสีออร์โธวิวมีบทบาทสำคัญต่อการวินิจฉัยและประเมินความรุนแรงของโรค โดยการจัดท่าผู้ป่วยที่ถูกต้องเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบและพัฒนาอุปกรณ์ช่วยถ่ายภาพรังสีออร์โธวิวที่ใช้งานร่วมกับเครื่องเอกซเรย์ทั่วไป 2) ประเมินความพึงพอใจของนักรังสีการแพทย์ที่มีต่ออุปกรณ์ และ 3) ประเมินคุณภาพของภาพรังสีที่ได้จากอุปกรณ์ ดำเนินการวิจัยและพัฒนาร่วมกับนักรังสีการแพทย์ 7 คน และใช้ภาพรังสีออร์โธวิว 10 ภาพในการประเมิน อุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยระบบยกผู้ป่วยด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าและไม้บรรทัดสเกลทึบรังสี สามารถปรับความสูงได้ 10-50 เซนติเมตร รองรับน้ำหนักได้สูงสุด 120 กิโลกรัม ผลการประเมินพบว่านักรังสีการแพทย์มีความพึงพอใจในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย 4.29-4.86) โดยด้านความคงทนของวัสดุและความสวยงามของการออกแบบได้รับคะแนนสูงสุด (ค่าเฉลี่ย = 4.86) ภาพรังสีที่ได้มีคุณภาพในระดับดีถึงดีมาก (ค่าเฉลี่ย 4.1-4.7) โดยด้านความถูกต้องทางกายวิภาคได้คะแนนสูงสุด (ค่าเฉลี่ย = 4.7) และพบความสอดคล้องระหว่างผู้ประเมินในระดับดีถึงดีมาก (ค่า kappa = 0.65-0.85) สรุปได้ว่าอุปกรณ์ช่วยจัดท่าออร์โธวิวที่พัฒนาขึ้นนี้ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัย ลดความเสี่ยงจากการได้รับรังสีซ้ำ และเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพทางต้นทุนสำหรับโรงพยาบาลทั่วไป</p>
2026-01-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
https://he05.tci-thaijo.org/index.php/tnhsj/article/view/7137
การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อลดภาระงานทางการพยาบาล และเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วยในยุคดิจิทัล
2026-01-07T10:07:34+07:00
สุรเชฎฐ์ กุคำใส
surachet.kks@gmail.com
วิริยา ศิลา
pinoko.a@hotmail.com
นภัสวริน พูลสวัสดิ์
napatwarin@gmail.com
<p>ความเป็นมาและวัตถุประสงค์ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงระบบบริการสุขภาพ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนหลักฐานเชิงประจักษ์และเอกสารทางวิชาการเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ AI ในการลดภาระงานทางการพยาบาลและเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วยในยุคดิจิทัล</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า AI มีบทบาทสำคัญใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1) การลดภาระงานด้านเอกสารผ่านเทคโนโลยีการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing: NLP) ช่วยในการรู้จำเสียงพูด การสร้างบันทึกอัตโนมัติ และการสกัดข้อมูลจากเวชระเบียน 2) การเฝ้าระวังทางคลินิกด้วยการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ผ่านระบบสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิก การลดสัญญาณเตือนลวง และการประมวลผลภาพทางการแพทย์ และ 3) นวัตกรรมด้านการบริหารและบริการ เช่น การบริหารอัตรากำลังตามภาระงานจริง และระบบแชตบอทตอบคำถามผู้ป่วย อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้ยังมีข้อจำกัดและความท้าทาย ได้แก่ ความอคติในข้อมูล ความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย ความรับผิดทางกฎหมาย และความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล</p> <p>บทสรุป AI ควรถูกวางตำแหน่งเป็น "ปัญญาเสริมศักยภาพ" (Augmented Intelligence) ที่ทำงานร่วมกับพยาบาล มิใช่การทดแทนพยาบาล ดังนั้น องค์กรพยาบาลควรเตรียมความพร้อมด้านสมรรถนะทางสารสนเทศทางการพยาบาล เพื่อให้สามารถบูรณาการเทคโนโลยีในการยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยอย่างแท้จริง</p>
2026-01-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแนวโน้มทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ