วารสารแนวโน้มทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/tnhsj <p><span class="textstyle13">วารสารแนวโน้มทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ </span><span class="textstyle14">เป็นวารสารวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยวารสารฉบับนี้ตีพิมพ์ บทความวิจัย และบทความวิชาการ ซึ่งจัดพิมพ์เผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ</span><span class="textstyle15"><br /></span><strong><span class="textstyle9">วัตถุประสงค์</span></strong><span class="textstyle15"><br /> </span><span class="textstyle14"> 1. เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัย นวัตกรรม ผลงานวิชาการให้แก่นักวิจัยทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ<br /> 2. เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่องค์ความรู้ และสนับสนุนการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ<br /> 3. เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและองค์กรสุขภาพ</span><span class="textstyle11"><br /></span><span class="textstyle9"><strong>กำหนดการออกวารสารจัดพิมพ์ปีละ 3 ฉบับ</strong> ดังนี้</span><span class="textstyle15"><br /> </span><span class="textstyle14"> 1) 📃 ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน<br /> 2) 📃ฉบับที่ 2 พฤษภาคม– สิงหาคม<br /> 3) 📃ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</span></p> คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม th-TH วารสารแนวโน้มทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร ผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้สุขภาพต่อการฟื้นฟูสมรรถภาพปอดของ ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง https://he05.tci-thaijo.org/index.php/tnhsj/article/view/6889 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้สุขภาพต่อการฟื้นฟูสมรรถภาพปอดของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่เข้ารับการรักษาในคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรงพยาบาลโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร จำนวน 50 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 25 คน สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมแบบสุ่มอย่างง่ายด้วยการจับฉลากแบบไม่ใส่คืน กลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพสำหรับผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่ได้สร้างขึ้น โดยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 ส่วนกลุ่มควบคุมเข้ารับการพยาบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความรอบรู้ด้านสุขภาพ มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 0.94 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.93 และแบบบันทึกข้อมูลทางคลินิกค่าสมรรถภาพปอด ได้แก่ ค่า FEV1/FVC ค่า 6MWD และค่า mMRC</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัย ปรากฏว่า ผู้ป่วยกลุ่มทดลองที่ได้เข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพมีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพ สมรรถภาพปอดค่า FEV1/FVC และค่า 6MWD เพิ่มขึ้น รวมถึงค่า mMRC ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.01) นอกจากนี้ กลุ่มทดลองยังมีคะแนนเฉลี่ยความรอบรู้ด้านสุขภาพ สมรรถภาพปอดค่า FEV1/FVC และค่า 6MWD เพิ่มขึ้น รวมถึงค่า mMRC ลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุมที่เข้ารับการพยาบาลตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .01) ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพสามารถเพิ่มระดับความรอบรู้สุขภาพและสมรรถภาพปอดของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังสามารถบูรณาการใช้ในคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหรือสถานบริการสุขภาพอื่น ๆ และทำให้ผู้ป่วยมีอาการสงบของโรคและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคเรื้อรังดีขึ้น ลดภาระทางด้านสุขภาพโดยรวมได้</p> ฉันทนา วิมลจิตต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแนวโน้มทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-06 2026-03-06 2 1 30 47 การพัฒนารูปแบบการดูแลแบบสนับสนุนตามความต้องการเฉพาะบุคคลเพื่อลดความทุกข์ใจและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งนรีเวช https://he05.tci-thaijo.org/index.php/tnhsj/article/view/7142 <p>การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์ความต้องการการดูแลแบบสนับสนุน ความทุกข์ใจ และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งนรีเวช 2) พัฒนารูปแบบการดูแลแบบสนับสนุนตามความต้องการเฉพาะบุคคล และ 3) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการดูแลที่พัฒนาขึ้น การวิจัยดำเนินการเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยมะเร็งนรีเวชที่จำนวน 53 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามความต้องการการดูแลแบบสนับสนุน แบบประเมินความทุกข์ใจ และแบบประเมินคุณภาพชีวิต ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบจากการสัมภาษณ์บุคลากรและผู้รอดชีวิต 10 ราย และระยะที่ 3 ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบในกลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและสถิติ Paired t-test</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยมีความต้องการการดูแลแบบสนับสนุนด้านจิตใจอยู่ในระดับสูง รองลงมาคือด้านระบบสุขภาพและข้อมูล มีความทุกข์ใจระดับปานกลาง ปัญหาที่พบมากที่สุด ได้แก่ ความรู้สึกอ่อนเพลียและความกังวลใจ คุณภาพชีวิตโดยรวมอยู่ในระดับสูง รูปแบบการดูแลที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การประเมินเฉพาะราย การวิเคราะห์และวางแผนรายบุคคล การปฏิบัติการพยาบาลแบบสนับสนุน และการติดตามและประเมินผล ภายหลังได้รับการดูแลตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้น ผู้ป่วยมีคะแนนเฉลี่ยความทุกข์ใจลดลง และมีคะแนนเฉลี่ยคุณภาพชีวิตโดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05)</p> Wiriya Sila สุรเชฎฐ์ กุคำใส นภัสวริน พูลสวัสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแนวโน้มทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-06 2026-03-06 2 1 16 29 กลยุทธ์ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับอาสาสมัครสาธารณสุขในการขับเคลื่อนงาน ส่งเสริมสุขภาพในพื้นที่ถิ่นทุรกันดาร https://he05.tci-thaijo.org/index.php/tnhsj/article/view/7211 <p>บทความเรื่อง กลยุทธ์ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับอาสาสมัครสาธารณสุขในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมสุขภาพในพื้นที่ถิ่นทุรกันดาร มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายบทบาท ความสำคัญ และแนวทางเชิงกลยุทธ์ในการพัฒนาอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ให้มีศักยภาพในการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพในบริบทพื้นที่ ที่มีข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม และการเข้าถึงบริการสุขภาพ โดยเน้นว่า อสม. เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงระบบบริการสาธารณสุขกับชุมชน เนื่องจากมีความใกล้ชิดประชาชนและเข้าใจบริบทของพื้นที่อย่างลึกซึ้ง กลยุทธ์ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับ อสม. ที่นำเสนอในบทความ ประกอบด้วยการยกระดับศักยภาพและสมรรถนะด้านการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค การสร้างเสริมพลังอำนาจ<br>ผ่านการมีส่วนร่วมและการพัฒนาทัศนคติเชิงบวก การชี้แนะและสนับสนุนการดำเนินงานในมิติสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสุขภาพ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การบริหารจัดการเครือข่ายสุขภาพและการบูรณาการการทำงานร่วมกับภาคีที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการสร้างแรงจูงใจและ<br>ความมั่นคงในการปฏิบัติงานของ อสม.โดยสรุป บทความชี้ให้เห็นว่าการพัฒนา อสม. อย่างเป็นระบบและ<br>รอบด้าน จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพ <br>และสนับสนุนความยั่งยืนของระบบสุขภาพระดับปฐมภูมิในพื้นที่ถิ่นทุรกันดารได้อย่างมีประสิทธิผล</p> ศุภกฤต จึงพิภานิชกุล โฆษิต ฉันทนารุ่งภักดิ์ จักริน ฉันทนารุ่งภักดิ์ สุธาทิพย์ ฉันทนารุ่งภักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแนวโน้มทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-26 2026-02-26 2 1 1 15