วารสารแนวโน้มทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ https://he05.tci-thaijo.org/index.php/tnhsj <p><span class="textstyle13">วารสารแนวโน้มทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ </span><span class="textstyle14">เป็นวารสารวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยวารสารฉบับนี้ตีพิมพ์ บทความวิจัย และบทความวิชาการ ซึ่งจัดพิมพ์เผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ</span><span class="textstyle15"><br /></span><strong><span class="textstyle9">วัตถุประสงค์</span></strong><span class="textstyle15"><br /> </span><span class="textstyle14"> 1. เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัย นวัตกรรม ผลงานวิชาการให้แก่นักวิจัยทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ<br /> 2. เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่องค์ความรู้ และสนับสนุนการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ<br /> 3. เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและองค์กรสุขภาพ</span><span class="textstyle11"><br /></span><span class="textstyle9"><strong>กำหนดการออกวารสารจัดพิมพ์ปีละ 3 ฉบับ</strong> ดังนี้</span><span class="textstyle15"><br /> </span><span class="textstyle14"> 1) 📃 ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน<br /> 2) 📃ฉบับที่ 2 พฤษภาคม– สิงหาคม<br /> 3) 📃ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</span></p> คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม th-TH วารสารแนวโน้มทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร Research การวิจัยและพัฒนารูปแบบการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุตามวิถีมุสลิม (TASBIH Model) https://he05.tci-thaijo.org/index.php/tnhsj/article/view/6796 <p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการณ์ พัฒนารูปแบบและศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุตามวิถีมุสลิมในพื้นที่ ต.ยี่งอ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส ดำเนินการ 3 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุจำนวน 300 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ขั้นตอนที่ 2 พัฒนารูปแบบ โดยนำผลการวิจัยในขั้นตอน ทื่ 1 และการทบทวนวรรณกรรมยกร่างเป็นรูปแบบการจัดการตนเองผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ 5 คน ขั้นตอนที่ 3 ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุตามวิถีมุสลิม ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบกึ่งทดลองชนิดหนึ่งกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลองกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือผู้สูงอายุในชมรม ฮีดายะห์ จำนวน 42 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา สถิติ Paired t-test และสถิติ Wilcoxon signed ranks test ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้สูงอายุในพื้นที่ ต.ยี่งอ อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส จำนวน 300 คน เป็นเพศหญิง ร้อยละ 61.67 ช่วงอายุ 60 – 69 ปี ร้อยละ 59.67 การศึกษาระดับประถมศึกษาร้อยละ 43.33 สถานะเป็นประชาชนทั่วไป ร้อยละ 96.67 มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ ร้อยละ 66.39 อยู่ในระดับพอใช้ มีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพร้อยละ 83.90 อยู่ในระดับดีมาก แต่มีพฤติกรรมการออกกำลังกายอยู่ในระดับไม่ดี คิดเป็นร้อยละ 55.47 2) รูปแบบการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการพลัดตกล้มในผู้สูงอายุ TASBIH Model ประกอบด้วย T: Team หมายถึงทีมสหสาขาวิชาชีพ A: Adaptibility หมายถึงความสามารถหรือทักษะในการปรับตัว S: Self care หมายถึงการดูแลตนเอง B: Behavior หมายถึงพฤติกรรมการดูแลตนเอง I: Information collection หมายถึง การเก็บรวบรวมข้อมูล H: Healty หมายถึงการมีสุขภาพดี 3) หลังการใช้รูปแบบคะแนนความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุ ( =43.98, SD=7.55) สูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบ ( =40.62 , SD=9.42) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 โดยมีจำนวนผู้สูงอายุที่มีการพลัดตกหกล้มลดลงกว่าก่อนการใช้รูปแบบ</p> แวซารีนา รายอคาลี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแนวโน้มทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-19 2026-01-19 1 3 1 19 การวิจัยและพัฒนารูปแบบการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุตามวิถีมุสลิม (TASBIH Model) https://he05.tci-thaijo.org/index.php/tnhsj/article/view/7288 <p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการณ์ พัฒนารูปแบบ และศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุตามวิถีมุสลิมในตำบลยี่งอ อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส การดำเนินการแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุจำนวน 300 คน โดยใช้แบบสอบถามและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบโดยอ้างอิงผลการวิจัยและการทบทวนวรรณกรรม พร้อมตรวจสอบความเหมาะสมโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน และระยะที่ 3 ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบโดยใช้การวิจัยแบบกึ่งทดลอง ชนิดหนึ่งกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุชมรมฮีดายะห์ จำนวน 42 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา Paired t-test&nbsp;และ Wilcoxon signed ranks test ผลการวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 60–69 ปี การศึกษาระดับประถมศึกษา มีความรอบรู้ด้านสุขภาพระดับพอใช้ และมีพฤติกรรมสุขภาพอยู่ในระดับดีมาก แต่การออกกำลังกายอยู่ในระดับไม่ดี รูปแบบที่พัฒนาขึ้นเรียกว่า&nbsp;TASBIH Model ประกอบด้วย T: Team, A: Adaptibility, S: Self care, B: Behavior, I: Information collection และ H: Healthy หลังการใช้รูปแบบพบว่าสมรรถนะในการป้องกันความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม (x=43.98, SD=7.55, IQR=14.25) สูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบ (x=40.62,&nbsp;SD=9.42, IQR=11.25) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 และจำนวนผู้สูงอายุที่หกล้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05&nbsp;แสดงให้เห็นว่ารูปแบบ TASBIH Model มีประสิทธิผลในการส่งเสริมการดูแลตนเองและลดความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มของผู้สูงอายุได้อย่างเหมาะสม</p> แวซารีนา รายอคาลี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-14 2026-01-14 1 3 1 19 ปก https://he05.tci-thaijo.org/index.php/tnhsj/article/view/7289 <p>-</p> editor editor ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-14 2026-01-14 1 3 ผลของการใช้น้ำมันกัญชาเมตตาโอสถและน้ำมันกัญชงการุณย์โอสถต่อระดับ PSA ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก: รายงานกรณีศึกษา https://he05.tci-thaijo.org/index.php/tnhsj/article/view/7292 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรายงานผลการใช้ตำรับน้ำมันกัญชาเมตตาโอสถและน้ำมันกัญชงการุณย์โอสถร่วมกับการรักษามาตรฐานในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากระยะลุกลาม โดยเป็นรายงานกรณีผู้ป่วยชายไทย อายุ 72 ปี ซึ่งได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากระยะที่ 4 และได้รับการรักษาตามแนวทางการแพทย์แผนปัจจุบันควบคู่กับการใช้ตำรับน้ำมันกัญชาและน้ำมันกัญชงภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เป็นระยะเวลา 18 เดือน การประเมินผลการรักษาดำเนินการโดยการติดตามระดับสารบ่งชี้มะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate Specific Antigen; PSA) ร่วมกับการประเมินคุณภาพชีวิตด้วยแบบประเมิน Edmonton Symptom Assessment System (ESAS)&nbsp; ผลการศึกษาพบว่าระดับ PSA ลดลงอย่างชัดเจนจาก 123.4 ng/mL เหลือ 0.112 ng/mL ภายหลังการรักษา นอกจากนี้ อาการที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ได้แก่ อาการปวด อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และความวิตกกังวล มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้คะแนนการประเมินคุณภาพชีวิตโดยรวมดีขึ้นตลอดระยะเวลาการติดตาม และไม่พบอาการไม่พึงประสงค์รุนแรงที่สัมพันธ์กับการใช้ตำรับน้ำมันกัญชาและน้ำมันกัญชง ผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่าการใช้ตำรับดังกล่าวร่วมกับการรักษามาตรฐานอาจมีศักยภาพในการช่วยลดระดับสารบ่งชี้มะเร็งและส่งเสริมคุณภาพชีวิตในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากระยะลุกลาม อย่างไรก็ตาม ควรมีการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติมในกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่และมีการติดตามผลในระยะยาวเพื่อยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัย</p> ปภังกร นามแสงโคตร ปรีชา หนูทิม สุภาพร มีลาภ พิมพ์ลดา พงศ์ชัยชานนท์ จักรเวทย์ ต้นแทน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-14 2026-01-14 1 3 20 29