การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างพฤติกรรมสุขภาพในกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ด้วยแนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพ ตำบลนรสิงห์ อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง

ผู้แต่ง

  • มะลิวัลย์ ฟองเพชร โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนรสิงห์

คำสำคัญ:

การพัฒนารูปแบบ, ความรอบรู้ด้านสุขภาพ, กลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง, พฤติกรรมสุขภาพ

บทคัดย่อ

             การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบท สถานการณ์ สาเหตุ และแนวทางการแก้ปัญหาสุขภาพกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการเสริมสร้างพฤติกรรมสุขภาพในกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังด้วยแนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพ  ระยะเวลาดำเนินการเดือนพฤศจิกายน2567 ถึงเดือนกรกฎาคม 2568   แบ่งขั้นตอนการวิจัยทั้งหมด 3 ระยะ ระยะที่1) ประเมินสถานการณ์ ค้นหา สาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยการสนทนากลุ่มจำนวน 15 คน ระยะที่ 2) ร่าง ทดสอบ ปรับปรุงร่างรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน และทดลองใช้รูปแบบ ระยะที่ 3) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการเสริมสร้างพฤติกรรมสุขภาพด้วยแนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพ เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อน-หลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ตำบลนรสิงห์ เป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 30 คน กลุ่มเปรียบเทียบ จำนวน 30 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย รูปแบบการเสริมสร้างพฤติกรรมสุขภาพในกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ด้วยแนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพ จำนวน 12 สัปดาห์ แบบประเมินพฤติกรรมสุขภาพ ได้ค่าความสอดคล้องระหว่างคำถามและวัตถุประสงค์เท่ากับ 1 และค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.86 ผลลัพธ์ คือ  ค่ารอบเอว ค่าดัชนีมวลกายและแบบประเมินความพึงพอใจ  วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและสถิติที (t-test)

              ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการเสริมสร้างพฤติกรรมสุขภาพในกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังด้วยแนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพ จำนวน 12 สัปดาห์ ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1) การพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพระดับพื้นฐาน ได้แก่ ความรู้ ความเข้าใจ การเข้าถึงข้อมูล ขั้นตอนที่ 2) การพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพระดับปฏิสัมพันธ์ ได้แก่ ตรวจสอบความน่าเชื่อถือ รู้เท่าทันสื่อ และขั้นตอนที่ 3) การพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพระดับวิจารณญาณ ได้แก่ การตัดสินใจและการจัดการตนเอง ภายหลังเข้าร่วมรูปแบบ พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมสุขภาพสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ0.05  ค่าดัชนีมวลกายและรอบเอวลดลงต่ำกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ0.05  จากผลการวิจัยครั้งนี้ ควรนำรูปแบบไปใช้ในวัยทำงานที่มีอาชีพหลากหลายมากยิ่งขึ้น เช่น พนักงานบริษัท พนักงานโรงงานที่มีวิถีชีวิตแตกต่างออกไปจากพื้นที่ที่ศึกษานี้

 

Downloads

Download data is not yet available.

เอกสารอ้างอิง

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2566). รายงานประจำปี 2565. สืบค้น 20 ตุลาคม 2567,

จาก https://ddc.moph.go.th/dncd/journal_detail.php?publish=16681/สถิติโรค

กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ. (2564).กลยุทธ์การเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพและ

พฤติกรรม. สืบค้น 20 ตุลาคม 2567,https://hed.hss.moph.go.th/tool-hlhb/ความรอบรู้

ณัฐสิทธิ์ สินโท และคณะ. (2565). ความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มเสี่ยงโรค

ความดันโลหิตสูงจังหวัดมหาสารคาม. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยปทุมธานี, 6(3), 171-178.

บุญใจ ศรีสถิตย์นรากูล.(2562). การพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัย:คุณสมบัติการวัด

เชิงจิตวิทยา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ปาณิสรา ส่งวัฒนายุทธ, ภคพร กลิ่นหอม, จินต์ทิพา ศิริกุลวิวัฒน์. (2566). การพัฒนารูปแบบความรอบรู้

ด้านสุขภาพและแรงสนับสนุนของครอบครัว เพื่อส่งเสริมพฤติิกรรมการป้องกันโรคความดันโลหิตสูง

และควบคุมระดับความดันโลหิตของกลุ่มเสี่ยงความดันโลหิตสูงจังหวัดเพชรบุรี. วารสารคณะ

พยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, 31(4), 91-106.

พวงผกา สุริวรรณ. (2564). รูปแบบการเสริมสร้างพฤติกรรมสุขภาพในกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน และโรค

ความดันโลหิตสูง ด้วยกระบวนการจัดการความรู้ จังหวัดลำพูน. วารสารกรมสนับสนุนบริการ

สุขภาพ, 17(2), 41-50.

มนัสนันท์ สุขใส, วิราพร ใจดี, และ สุภาวดี เจริญดี. (2565). ประสิทธิผลของโปรแกรมส่งเสริมการดูแลตนเอง

ตามแนวทาง 3อ2ส ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง. วารสารโรคหัวใจและหลอดเลือด, 31(2), 78-91.

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลนรสิงห์. (2567). ฐานข้อมูลสุขภาพ.รายงานสรุปผลการดำเนินงาน

ประจำปี งบประมาณ พ.ศ.2567. รพ.สต.นรสิงห์.

รุ่งนภา อาระหัง, สุธีรา ฮุ่นตระกูล, และศศิิธร รุจิรเวช. (2562). ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความรอบรู้้

ด้านสุขภาพต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงสำหรับกลุ่มเสี่ยงความดันโลหิตสูงที่

แห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม. วารสารแพทย์นาวี, 45(3), 509-26.

ศิริเนตร สุขดี. (2562). การพัฒนารูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังด้วยการมีส่วนร่วมของชุมชน (วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต). มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ, กรุงเทพฯ.

สุภาพร สุขเกษม, วิชญ์ มั่นคง, และรัตนา ใจแสง. (2566). ปัญหาและความท้าทายในการดูแลผู้ป่วยโรคไม่

ติดต่อเรื้อรังในชุมชน: การศึกษาเชิงคุณภาพ. วารสารสุขภาพชุมชน, 29(1), 34-47.

สำนักสาธารณสุขจังหวัดอ่างทอง. (2567). ระบบคลังข้อมูลด้านสุขภาพและการแพทย์.

. สืบค้น 21 ตุลาคม 2567, จาก https://atgh.moph.go.th/HDC

อรนุช ชูศรี และคณะ. (2564). ผลของโปรแกรมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการป้องกันโรคหลอดเลือด

หัวใจในผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังในชุมชนเมือง กรุงเทพมหานคร. วารสารวิจัยสุขภาพและการ

พยาบาล, 34(3), 20-36.

Faul, F., Erdfelder, E., Lang, A-G., & Buchner, A. (2007). “G*power 3: A flexible statistical power

analysis program for the social, behavioral, and biomedical sciences”. Behavior Research

Methods, 39(2), 175-191. doi: 10.3758/BF03193146.

Lemeshow, S., Hosmer, D.W., Klar, J., & Lwanga, S.K. (1990). Adequacy of sample size in health

studies. USA: John Wiley & Sons

Nutbeam, D. (2008). The evolving concept of health literacy. Social Science &Medicine,

(12), 2071-2078.

Polit, D. F., & Hungler, B. P. (1999). Nursing Research Principles and Methods. Philadelphia:

Lippincott

World Health Organization [WHO]. (2023). World Health Day 2023. Retrieved from

https://www.who.int/campaigns/world-health-day/2013/campaign_essentials.pdf?ua=1

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-04-28

รูปแบบการอ้างอิง

1.
ฟองเพชร ม. การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างพฤติกรรมสุขภาพในกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ด้วยแนวคิดความรอบรู้ด้านสุขภาพ ตำบลนรสิงห์ อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง. Prim. Health Care j. (Cent. Ed.) [อินเทอร์เน็ต]. 28 เมษายน 2026 [อ้างถึง 4 พฤษภาคม 2026];40(1):5-17. available at: https://he05.tci-thaijo.org/index.php/Hss6/article/view/7772