คำแนะนำสำหรับผู้นิพนธ์

คำแนะนำสำหรับผู้เขียน (Author Guidelines)

วารสารโค้ชเวชศาสตร์วิถีชีวิตและเวลเนส (Journal of Lifestyle Medicine Coaches and Wellness: JLCW)

***************

1. นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์

วารสารโค้ชเวชศาสตร์วิถีชีวิตและเวลเนส (Journal of Lifestyle Medicine Coaches and Wellness: JLCW) จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นเวทีทางวิชาการให้กับนิสิต นักศึกษา อาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา รวมถึงนักวิชาการทั่วไปที่ต้องการจะเผยแพร่ผลงานวิชาการทางด้านเวชศาสตร์วิถีชีวิตและเวลเนส โดยเฉพาะด้านสุขภาวะและเวชศาสตร์วิถีชีวิตที่มุ่งเผยแพร่องค์ความรู้ใหม่และส่งเสริมการบูรณาการศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสุขภาพแบบองค์รวม โดยเน้นทั้งมิติทางกาย จิตใจ สังคม และพฤติกรรม ครอบคลุมศาสตร์สำคัญ ได้แก่ เวชศาสตร์วิถีชีวิต การโค้ชสุขภาพและเวลเนส จิตวิทยาเชิงบวก พฤติกรรมศาสตร์สุขภาพ การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค นวัตกรรมสุขภาพและเทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงการบูรณาการกับศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง เช่น แพทยศาสตร์ สาธารณสุข พยาบาลศาสตร์ จิตวิทยา การศึกษา มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยมุ่งเน้นผลงานที่มีลักษณะสหวิทยาการและสามารถสร้างผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในระดับต่าง ๆ

2. กระบวนการพิจารณาบทความ

บทความที่ส่งมายังวารสารจะได้รับการพิจารณาเบื้องต้นโดยกองบรรณาธิการเพื่อตรวจสอบความสอดคล้องกับขอบเขตวารสาร รูปแบบ และมาตรฐานทางวิชาการ จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (peer review) แบบ double-blind อย่างน้อย 3 ท่าน โดยไม่เปิดเผยตัวตนทั้งผู้เขียนและผู้ประเมิน โดยเน้นการประเมินคุณภาพของเนื้อหา ความถูกต้องของระเบียบวิธีวิจัย ความใหม่ขององค์ความรู้ และคุณค่าทางวิชาการหรือการประยุกต์ใช้ ทั้งนี้ วารสารยึดหลักจริยธรรมการตีพิมพ์ตามมาตรฐานสากล เช่น COPE อย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน

3. ประเภทของบทความ

วารสารรับตีพิมพ์ผลงานวิชาการในหลากหลายรูปแบบ ได้แก่

  • บทความวิจัย (Research Article)
  • บทความวิชาการ (Academic Article)
  • บทความกรณีศึกษา (Case Study)

โดยเน้นผลงานที่มีความเป็นระบบทางวิชาการ มีการวิเคราะห์เชิงลึก และมีส่วนสร้างองค์ความรู้ใหม่หรือแนวปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ในงานด้านสุขภาวะและเวชศาสตร์วิถีชีวิต

ประเภทบทความ

คำอธิบาย

ความยาวสูงสุด*

จำนวนคำบทคัดย่อสูงสุด

จำนวนตาราง/ภาพสูงสุด

จำนวนเอกสารอ้างอิงสูงสุด

บทความวิจัย (Research Article)

รายงานผลการวิจัยเชิงประจักษ์ ทั้งเชิงปริมาณ คุณภาพ และแบบผสมผสาน

15 หน้า / 8,000 คำ

350 คำ (ไทย+อังกฤษ)

5 ชิ้น

35 รายการ

บทความวิชาการ (Academic Article)

การวิเคราะห์ สังเคราะห์ หรือวิพากษ์แนวคิด ทฤษฎี องค์ความรู้ หรือนโยบาย

15 หน้า / 8,000 คำ

350 คำ (ไทย+อังกฤษ)

5 ชิ้น

35 รายการ

กรณีศึกษา (Case Study)

การวิเคราะห์กระบวนการโค้ชเชิงลึกที่เกิดขึ้นจริง

12-20 หน้า / 8,000 คำ

350 คำ (ไทย+อังกฤษ)

3 ชิ้น

20 รายการ

4. ภาษาที่รับตีพิมพ์

วารสารรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยบทความต้องมีบทคัดย่อทั้งสองภาษา ทั้งนี้ วารสารสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพภาษาให้ได้มาตรฐานวิชาการระดับนานาชาติ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเผยแพร่และการอ้างอิงในระดับสากล

5. กำหนดเผยแพร่

วารสารมีกำหนดออกปีละ 2 ฉบับ ได้แก่

  • ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน
  • ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม

6. เจ้าของวารสาร

สมาคมโค้ชเวชศาสตร์วิถีชีวิตและเวลเนสไทยสำนักงานด้านหน้าของศูนย์การเรียนรู้ ดร.นายแพทย์อมร นนทสุตอาคาร 6 ชั้น 5 กรมอนามัย เลขที่ 88/22 ตำบลตลาดขวัญอำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

7. ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ

วารสารมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ (Article Processing Charge: APC) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของวารสาร โดยจะเรียกเก็บเฉพาะบทความที่ผ่านการพิจารณาและได้รับการตอบรับให้ตีพิมพ์แล้วเท่านั้น และจะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ ตั้งแต่ ปีที่ 3 (2569) ฉบับที่ 1 เป็นต้นไป ทั้งนี้ อัตราค่าธรรมเนียม มีดังนี้

  • บทความภาษาไทย      4,000   บาท / บทความ
  • บทความภาษาอังกฤษ  5,000 บาท / บทความ

8. การจัดรูปแบบทั่วไป

เพื่อให้กระบวนการพิจารณาและจัดพิมพ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปรดจัดรูปแบบตามข้อกำหนดต่อไปนี้อย่างเคร่งครัด

       8.1 รูปแบบไฟล์

               ส่งต้นฉบับในรูปแบบไฟล์ Microsoft Word (.docx) เท่านั้น

       8.2 หน้ากระดาษและระยะขอบ

             ขนาดกระดาษ: A4 (21.0 x 29.7 ซม.)
             ระยะขอบ: 2.54 ซม. (1 นิ้ว) ทั้ง 4 ด้าน

      8.3 ฟอนต์และขนาดตัวอักษร

            ภาษาไทย: ใช้ฟอนต์ TH Sarabun PSK ตลอดทั้งเอกสาร

    • ชื่อเรื่องภาษาไทย: ขนาด 20 pt, ตัวหนา
    • หัวข้อหลัก: ขนาด 18 pt, ตัวหนา
    • หัวข้อรอง: ขนาด 16 pt, ตัวหนา
    • เนื้อหา: ขนาด 16 pt, ตัวปกติ
    • หมายเหตุใต้ตาราง/ภาพ: ขนาด 14 pt

           ภาษาอังกฤษ: ใช้ฟอนต์ Times New Roman

    • ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ: ขนาด 16 pt, ตัวหนา
    • หัวข้อหลัก: ขนาด 14 pt, ตัวหนา
    • หัวข้อรอง: ขนาด 13 pt, ตัวหนา
    • เนื้อหา: ขนาด 12 pt, ตัวปกติ
    • หมายเหตุใต้ตาราง/ภาพ: ขนาด 10 pt

       8.4 ระยะห่างและการจัดหน้า

             -  ระยะห่างระหว่างบรรทัด: 1.5 เท่า ตลอดทั้งเอกสาร ยกเว้นในตารางอาจใช้ 1.0 เท่าได้ตามความเหมาะสม
             - จัดหน้าแบบ ชิดซ้าย ไม่ต้องจัดชิดขวา
             - ใส่ เลขหน้า ที่มุมขวาล่างทุกหน้า
             - ใช้ระบบตัวเลขกำกับหัวข้อเท่านั้น ไม่ใช้ตัวอักษรหรือสัญลักษณ์นำหน้า
             - ไม่ควรใช้หัวข้อย่อยเกิน 3 ระดับ (เช่น 1. → 1.1 → 1.1.1)
             - หัวข้อทุกระดับใช้ฟอนต์ตัวหนา และเว้นบรรทัดก่อนและหลังหัวข้อ

9. โครงสร้างบทความแต่ละประเภท

        9.1 บทความวิจัย (Research Article) 
        บทความวิจัยเป็นรายงานผลการศึกษาวิจัยเชิงประจักษ์ที่ดำเนินการอย่างเป็นระบบ เพื่อตอบคำถามหรือทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับการโค้ชเพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ บนรากฐานของเวชศาสตร์วิถีชีวิตและสุขภาวะองค์รวม บทความประเภทนี้เป็นหัวใจของการสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้กับวงการ และต้องนำเสนอระเบียบวิธีวิจัยที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และผลลัพธ์ที่เชื่อถือได้

ข้อกำหนดทั่วไป

รายการ

ข้อกำหนด

ความยาวสูงสุด

15 หน้า หรือ 5,000 คำ (ไม่รวมเอกสารอ้างอิง)

บทคัดย่อ

ความยาวไม่เกิน 350 คำ (ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ) มีหัวข้อย่อย ได้แก่ วัตถุประสงค์ (Objective) วิธีการ (Methods) ผลลัพธ์ (Results) และข้อสรุป (Conclusion)

คำสำคัญ

3-5 คำ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

จำนวนตาราง/ภาพสูงสุด

5 ชิ้น

จำนวนเอกสารอ้างอิงสูงสุด

35 รายการ (ใช้รูปแบบแวนคูเวอร์)

โครงสร้าง

ใช้รูปแบบ IMRaD (Introduction, Methods, Results, and Discussion) อย่างเคร่งครัด

การรับรองจริยธรรม

งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์หรือสัตว์ต้องผ่านการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมที่เกี่ยวข้อง และต้องระบุเลขที่อนุมัติในบทความ

การลงทะเบียนการทดลอง

สำหรับการวิจัยเชิงทดลองทางคลินิก (Clinical Trial) ควรลงทะเบียนในฐานข้อมูลที่เป็นที่ยอมรับ (เช่น Thai Clinical Trials Registry) และระบุเลขทะเบียน

 โครงสร้างบทความวิจัยต้องเรียงลำดับเนื้อหาตามหัวข้อต่อไปนี้อย่างเคร่งครัด:

  1. ชื่อเรื่อง (Title)
    • ต้องมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ กระชับ ชัดเจน สื่อถึงตัวแปรหรือประเด็นหลักที่ศึกษา
    • ไม่ใช้คำย่อที่ไม่เป็นที่รู้จักทั่วไป
    • ตัวอย่าง:"ผลของโปรแกรมการโค้ชสุขภาพด้วยการตั้งเป้าหมายแบบ SMART ร่วมกับการสัมภาษณ์เพื่อสร้างแรงจูงใจต่อพฤติกรรมการออกกำลังกายในผู้ที่มีภาวะอ้วน: การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม"
    • ตัวอย่างภาษาอังกฤษ:"Effects of a Health Coaching Program Combining SMART Goal Setting and Motivational Interviewing on Physical Activity Behavior in Obese Individuals: A Randomized Controlled Trial"
  1. ผู้เขียนและสังกัด (Authors and Affiliations)
    • ระบุชื่อ-สกุลเต็ม (ไทยและอังกฤษ) ของผู้เขียนทุกคน พร้อมวุฒิการศึกษาสูงสุด ตำแหน่งทางวิชาการ (ถ้ามี) สังกัด (หน่วยงาน จังหวัด ประเทศ) และอีเมลของผู้เขียนหลัก (Corresponding Author)
    • ระบุ ORCID iD (ถ้ามี)
  1. บทคัดย่อ (Abstract)
    • เขียนทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ความยาวไม่เกิน 300 คำต่อภาษา
    • ต้องแบ่งเป็นหัวข้อย่อยดังนี้:
      • วัตถุประสงค์ (Objective):ระบุคำถามวิจัยหรือวัตถุประสงค์หลัก
      • วิธีการ (Methods):ระบุรูปแบบวิจัย ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง การดำเนินการ และการวิเคราะห์ข้อมูลโดยย่อ
      • ผลลัพธ์ (Results):รายงานผลลัพธ์หลักพร้อมค่าทางสถิติที่สำคัญ (เช่น p-value, ช่วงความเชื่อมั่น, ขนาดอิทธิพล)
      • ข้อสรุป (Conclusion):สรุปสาระสำคัญและนัยยะต่อการปฏิบัติหรือการวิจัย
    • ห้ามอ้างอิงเอกสารในบทคัดย่อ
  1. คำสำคัญ (Keywords)
    • 3-5 คำ ทั้งไทยและอังกฤษ เลือกคำที่สะท้อนเนื้อหาหลักของงานวิจัย
  1. บทนำ (Introduction)
    • ปูพื้นฐานความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ชี้ให้เห็นช่องว่างของความรู้ (Knowledge gap) ที่งานวิจัยนี้ต้องการเติมเต็ม
    • ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างกระชับและเชื่อมโยงไปสู่คำถามวิจัยหรือสมมติฐาน
    • ระบุวัตถุประสงค์การวิจัยอย่างชัดเจน และระบุสมมติฐาน (ถ้ามี)
    • ควรจบบทนำด้วยการบอกให้ผู้อ่านทราบว่า "การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ..."
  1. ระเบียบวิธีวิจัย (Methods)
    ส่วนนี้ต้องอธิบายอย่างละเอียดเพียงพอที่ผู้อ่านจะประเมินความน่าเชื่อถือและนักวิจัยอื่นสามารถทำซ้ำได้ ประกอบด้วย:
    • 1 รูปแบบการวิจัย (Study Design):ระบุอย่างชัดเจน เช่น การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (Randomized Controlled Trial) การศึกษาแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional Study) การวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology) หรือการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods)
    • 2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง (Population and Sample):
      • ระบุประชากรเป้าหมายและเกณฑ์คัดเข้า/คัดออก (Inclusion/Exclusion Criteria)
    • ระบุวิธีการเลือกตัวอย่างและขนาดตัวอย่าง พร้อมเหตุผลหรือการคำนวณ (Power analysis) ถ้ามี
    • 3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย (Instruments):อธิบายเครื่องมือวัดตัวแปรต่าง ๆ เช่น แบบสอบถาม แบบประเมิน หรือเครื่องมือทางห้องปฏิบัติการ ระบุที่มา การตรวจสอบคุณภาพ (ความตรงตามเนื้อหา ความตรงตามโครงสร้าง ความเที่ยง) และเกณฑ์การแปลผล
    • 4 การดำเนินการวิจัย (Procedures):อธิบายขั้นตอนการวิจัยตามลำดับเวลา ตั้งแต่การรับสมัครกลุ่มตัวอย่าง การขอความยินยอม การเก็บข้อมูล ไปจนถึงสิ้นสุดการวิจัย หากเป็นการวิจัยเชิงทดลอง ต้องอธิบายรายละเอียดของโปรแกรมหรือการแทรกแซงอย่างละเอียด (เช่น จำนวนครั้ง ระยะเวลา เทคนิคการโค้ชที่ใช้) เพื่อให้ผู้อื่นสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้
    • 5 การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis):ระบุสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลและระดับนัยสำคัญทางสถิติที่กำหนด ระบุโปรแกรมสำเร็จรูปที่ใช้ (เช่น SPSS, STATA, R พร้อมเวอร์ชัน) สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ให้ระบุแนวทางการวิเคราะห์ เช่น Thematic Analysis หรือ Content Analysis
    • 6 การพิทักษ์สิทธิ์ผู้เข้าร่วมวิจัย (Ethical Considerations):ระบุชื่อคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ที่อนุมัติโครงการ และเลขที่การรับรอง หากมี
  1. ผลการวิจัย (Results)
    • รายงานข้อค้นพบตามวัตถุประสงค์ โดยยังไม่ต้องตีความหรืออภิปราย
    • นำเสนอข้อมูลในรูปแบบที่เข้าใจง่าย อาจใช้ตารางหรือภาพประกอบ (แผนภูมิ กราฟ) ที่มีหมายเลขและชื่อกำกับอย่างถูกต้องตามที่ระบุในคำแนะนำทั่วไป (ข้อ 6 ของ Author Guidelines)
    • รายงานผลทางสถิติที่สำคัญ เช่น ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติทดสอบ ค่า p-value ช่วงความเชื่อมั่น 95% และขนาดอิทธิพล (Effect Size) อย่างครบถ้วน
    • เนื้อหาในตารางและภาพต้องไม่ซ้ำซ้อนกับเนื้อหาในเนื้อความ
  1. อภิปรายผล (Discussion)
    • ตีความผลลัพธ์ที่ได้ โดยเริ่มจากการตอบคำถามวิจัยหรือสมมติฐานหลัก
    • เปรียบเทียบผลลัพธ์กับงานวิจัยก่อนหน้า และอธิบายกลไกหรือเหตุผลที่อาจเป็นไปได้
    • ระบุจุดแข็งและข้อจำกัดของงานวิจัยนี้อย่างตรงไปตรงมา (เช่น ขนาดตัวอย่าง ข้อจำกัดด้านเครื่องมือ หรืออคติที่อาจเกิดขึ้น)
    • เสนอแนะข้อเสนอแนะสำหรับการนำผลวิจัยไปใช้ในการปฏิบัติการโค้ชเวชศาสตร์วิถีชีวิต และแนวทางสำหรับการวิจัยในอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม
  1. กิตติกรรมประกาศ (Acknowledgements) (ถ้ามี)
    • ระบุแหล่งทุนสนับสนุน (ชื่อทุน, เลขที่สัญญา) และ/หรือผู้มีส่วนช่วยเหลือที่ไม่ได้มีคุณสมบัติถึงขั้นเป็นผู้เขียน (เช่น ผู้ช่วยเก็บข้อมูล)
  1. องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัย
    • ระบุข้อค้นพบของงานวิจัยที่เป็นองค์ความรู้ใหม่ แสดงเป็นภาพหรือโมเดล พร้อมคำอธิบาย
  1. เอกสารอ้างอิง (References)
    • ใช้รูปแบบแวนคูเวอร์ (Vancouver Style) ตามที่ JLCW กำหนด
    • เรียงลำดับตามหมายเลขที่ปรากฏในเนื้อหา

        9.2 บทความวิชาการ (Academic Article)
        บทความวิชาการเป็นงานเขียนที่มุ่งนำเสนอ การวิเคราะห์ สังเคราะห์ หรือวิพากษ์แนวคิด ทฤษฎี องค์ความรู้ หรือข้อเสนอเชิงนโยบาย ที่เกี่ยวข้องกับการโค้ชเวชศาสตร์วิถีชีวิตและเวลเนส โดยไม่จำเป็นต้องเป็นรายงานผลการวิจัยเชิงประจักษ์ บทความประเภทนี้เปิดโอกาสให้ผู้เขียนแสดงทัศนะทางวิชาการบนพื้นฐานของการทบทวนวรรณกรรมอย่างรอบด้าน และเสนอแนวทางใหม่ ๆ ในการพัฒนาศาสตร์ด้านการโค้ชสุขภาพ

ข้อกำหนดทั่วไป

รายการ

ข้อกำหนด

ความยาวสูงสุด

15 หน้า หรือ 5,000 คำ (ไม่รวมเอกสารอ้างอิง)

บทคัดย่อ

ความยาวไม่เกิน 350 คำ (ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ) ไม่ต้องแบ่งเป็นหัวข้อย่อย (ต่างจากบทความวิจัย)

คำสำคัญ

3-5 คำ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

จำนวนตาราง/ภาพสูงสุด

5 ชิ้น

จำนวนเอกสารอ้างอิงสูงสุด

35 รายการ (ใช้รูปแบบแวนคูเวอร์)

เกณฑ์การประเมิน

เน้นความใหม่ของแนวคิด ความลึกซึ้งในการวิเคราะห์ การสังเคราะห์วรรณกรรมอย่างรอบด้าน และคุณูปการต่อวงการโค้ชเวชศาสตร์วิถีชีวิต

 

โครงสร้างบทความวิชาการ ประกอบด้วยองค์ประกอบหลักตามลำดับต่อไปนี้:

  1. ชื่อเรื่อง (Title)
    • ต้องมีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
    • กระชับ สื่อสารแก่นของบทความ ชี้ให้เห็นประเด็นหลักที่ต้องการนำเสนอ
    • ตัวอย่าง:"การบูรณาการการสัมภาษณ์เพื่อสร้างแรงจูงใจในระบบบริการปฐมภูมิ: ข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับประเทศไทย" / "Integrating Motivational Interviewing into Primary Care: A Policy Proposal for Thailand"
  1. ผู้เขียนและสังกัด (Authors and Affiliations)
    • ระบุชื่อ-สกุลเต็ม (ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ) ของผู้เขียนทุกคน
    • ระบุวุฒิการศึกษาสูงสุด ตำแหน่งทางวิชาการ (ถ้ามี) สังกัด (หน่วยงาน จังหวัด ประเทศ)
    • ระบุอีเมลของผู้เขียนหลัก (Corresponding Author) และ ORCID iD (ถ้ามี)
  1. บทคัดย่อ (Abstract)
    • เขียนทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ความยาวรวมไม่เกิน 300 คำต่อภาษา
    • ไม่ต้องมีหัวข้อย่อย(แตกต่างจากบทความวิจัยที่ต้องระบุ วัตถุประสงค์ วิธีการ ผลลัพธ์ และข้อสรุป)
    • ควรสรุปสาระสำคัญของบทความ ได้แก่ ภูมิหลังหรือปัญหาที่นำเสนอ วัตถุประสงค์ของบทความ แนวคิดหลักหรือข้อเสนอ และข้อสรุปหรือคุณูปการทางวิชาการ
  1. คำสำคัญ (Keywords)
    • 3-5 คำ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
    • เลือกคำที่สะท้อนแก่นของบทความ
  1. บทนำ (Introduction)
    • ปูพื้นฐานให้ผู้อ่านเข้าใจบริบทและความสำคัญของประเด็นที่จะนำเสนอ
    • ระบุช่องว่างทางความรู้หรือปัญหาเชิงนโยบายที่เป็นที่มาของบทความ
    • แจ้งวัตถุประสงค์ของบทความให้ชัดเจน (เช่น "บทความนี้มุ่งวิเคราะห์..." "บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทาง...")
    • ควรลงท้ายด้วยการบอกโครงสร้างหรือภาพรวมของเนื้อหาที่จะกล่าวถึง
  1. เนื้อหาหลัก (Body)
    • แบ่งเป็นหัวข้อตามความเหมาะสมกับประเด็นที่นำเสนอ โดยใช้ระบบตัวเลขกำกับ (, 1.1, 1.1.1)
    • ไม่มีรูปแบบตายตัว แต่ควรมีการจัดกลุ่มเนื้อหาอย่างเป็นระบบ และ การเปลี่ยนผ่านระหว่างหัวข้อที่ลื่นไหล
    • เนื้อหาควรแสดงให้เห็นถึง:
      • การทบทวนวรรณกรรมอย่างรอบด้าน(ไม่จำเป็นต้องเป็นการทบทวนอย่างเป็นระบบ แต่ต้องครอบคลุมงานสำคัญในประเด็นนั้น ๆ)
      • การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์(ไม่ใช่เพียงการสรุปงานของผู้อื่น แต่ต้องแสดงให้เห็นจุดอ่อน จุดแข็ง หรือช่องว่างที่นำไปสู่ข้อเสนอใหม่)
      • การสังเคราะห์และสร้างแนวคิดใหม่(นำเสนอโมเดล แนวทาง หรือมุมมองที่ต่อยอดจากองค์ความรู้เดิม)
  1. บทสรุป (Conclusion)
    • สรุปสาระสำคัญของบทความโดยสังเขป
    • เน้นย้ำคุณูปการทางวิชาการ ข้อเสนอ หรือแนวทางใหม่ที่บทความนี้นำเสนอ
    • อาจรวมข้อเสนอแนะสำหรับการนำไปใช้ในทางปฏิบัติ หรือประเด็นสำหรับการวิจัยในอนาคต
    • ไม่ควรนำเสนอข้อมูลใหม่ที่ไม่ได้กล่าวถึงในเนื้อหาหลัก
  1. องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษา
    • องค์ความรู้ใหม่ ที่ได้จากการศึกษา วิเคราะห์ หรือสังเคราะห์ในบทความนี้คืออะไร
    • องค์ความรู้นี้ แตกต่างหรือต่อยอดจากองค์ความรู้เดิม อย่างไร
    • องค์ความรู้นี้มี ความหมายหรือนัยยะ อย่างไรต่อวงการโค้ชเวชศาสตร์วิถีชีวิต ทั้งในเชิงทฤษฎี การปฏิบัติ หรือนโยบาย
    • ทำเป็นภาพ โมเดล หรือโฟลชาจ์ต
  1. เอกสารอ้างอิง (References)
    • ใช้รูปแบบแวนคูเวอร์ (Vancouver Style) ตามคู่มือของ JLCW
    • เรียงลำดับตามหมายเลขที่ปรากฏในเนื้อหา

       9.3 กรณีศึกษา (Case Study)
       กรณีศึกษาในวารสาร JLCW เป็นบทความที่รายงาน กระบวนการโค้ชที่เกิดขึ้นจริงกับบุคคล กลุ่ม หรือชุมชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์เชิงปฏิบัติอย่างเป็นระบบ วิเคราะห์กลไกการเปลี่ยนแปลง และสรุปบทเรียนที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาศาสตร์และศิลป์แห่งการโค้ชเวชศาสตร์วิถีชีวิต

รายการ

ข้อกำหนด

ความยาวสูงสุด

12-20 หน้า หรือ 8,000 คำ (ไม่รวมเอกสารอ้างอิง)

บทคัดย่อ

ความยาวไม่เกิน 350 คำ (ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ) ไม่จำเป็นต้องมีหัวข้อย่อย แต่ควรสรุปภาพรวมของกรณี กระบวนการโค้ชที่ใช้ และผลลัพธ์

คำสำคัญ

3-5 คำ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

จำนวนตาราง/ภาพสูงสุด

3 ชิ้น (เช่น ภาพแสดงไทม์ไลน์การโค้ช กราฟแสดงความก้าวหน้า หรือตารางสรุปเซสชัน)

จำนวนเอกสารอ้างอิงสูงสุด

20 รายการ (ใช้รูปแบบแวนคูเวอร์)

การปกปิดข้อมูลส่วนบุคคล

ต้องปกปิดอัตลักษณ์ของผู้รับบริการอย่างเคร่งครัด ใช้นามสมมติ และต้อง แนบหนังสือแสดงความยินยอม (Informed Consent Form) ที่ลงนามโดยผู้รับบริการอนุญาตให้ใช้ข้อมูลเพื่อการตีพิมพ์ทางวิชาการ

จริยธรรม

แม้กรณีศึกษาอาจไม่เข้าข่ายงานวิจัย แต่ต้องได้รับความยินยอมและผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการจริยธรรมของสถาบันหากมีข้อกำหนด

เกณฑ์การประเมิน

เน้นความสมบูรณ์ของข้อมูล ความลึกซึ้งของการวิเคราะห์กระบวนการโค้ช การสะท้อนคิดอย่างมีวิจารณญาณ และประโยชน์ที่ผู้อ่านสามารถนำไปปรับใช้

JLCW ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับกรณีศึกษาที่เจาะลึก กระบวนการโค้ช กรุณาจัดโครงสร้างดังนี้:

  1. ชื่อเรื่อง:ต้องมีคำว่า “กรณีศึกษา” หรือ “Case Study” ประกอบ และระบุประเด็นการโค้ชหลัก
  2. บทคัดย่อ:สรุปประเด็นปัญหา กระบวนการโค้ชที่ใช้ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
  3. ข้อมูลพื้นฐานของผู้รับบริการ (Client Background):อธิบายบริบท ปัญหาสุขภาพหรือพฤติกรรมเสี่ยงที่ต้องการปรับเปลี่ยน เป้าหมายของการโค้ช โดย ปกปิดข้อมูลที่สามารถระบุตัวตนได้ทั้งหมด ใช้นามสมมติ และต้องแนบ “หนังสือแสดงความยินยอม” (Informed Consent Form) ที่ลงนามโดยผู้รับบริการ
  4. กรอบแนวคิดการโค้ช (Coaching Framework)ระบุทฤษฎีหรือโมเดลการโค้ชที่ใช้ (เช่น Motivational Interviewing, Cognitive Behavioral Coaching, Health Belief Model) เหตุผลที่เลือกใช้ และขั้นตอนตามโมเดล
  5. กระบวนการโค้ช (Coaching Process)นี่คือหัวใจของกรณีศึกษา จงอธิบายอย่างละเอียดตามลำดับเวลา:
    • ภาพรวมของการโค้ช (จำนวนครั้ง, ระยะเวลาแต่ละครั้ง, ระยะเวลารวม, รูปแบบ เช่น ตัวต่อตัว/ออนไลน์)
    • เป้าหมายในแต่ละช่วง (Session Goals)
    • บทสนทนาสำคัญ (Critical Dialogue):ยกตัวอย่างบทสนทนาจริงแบบคำต่อคำระหว่างโค้ชและผู้รับบริการที่แสดงให้เห็นถึงเทคนิคการโค้ช จุดเปลี่ยน หรือการจัดการกับอุปสรรค ต้องได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร
    • การปรับเปลี่ยนแผนการโค้ชเมื่อเผชิญกับความท้าทาย
  6. ผลลัพธ์ (Outcomes):รายงานผลลัพธ์ที่วัดได้ (เช่น ค่าดัชนีมวลกาย, ความดันโลหิต, แบบสอบถามทางจิตวิทยา) และผลลัพธ์ที่ผู้รับบริการรายงานด้วยตนเอง (Patient-Reported Outcomes) เช่น ความมั่นใจ แรงจูงใจ
  7. บทสะท้อนคิดของโค้ช (Coach’s Reflection):ผู้เขียนในฐานะโค้ช วิเคราะห์สิ่งที่ทำได้ดี สิ่งที่ควรพัฒนา บทเรียนที่ได้รับ และแนวทางที่จะนำไปปรับใช้ในอนาคต
  8. ข้อเสนอแนะสำหรับการนำไปประยุกต์ใช้:ระบุว่ากรณีนี้มีข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติอย่างไรสำหรับโค้ชท่านอื่น
  9. เอกสารอ้างอิง
  10. หนังสือแสดงความยินยอม (Informed Consent):จำเป็นต้องแนบ โดยไม่ต้องระบุในเนื้อหา แต่ต้องอัปโหลดเป็นไฟล์แยกเมื่อส่งบทความ

10. การอ้างอิงและเอกสารอ้างอิง (รูปแบบแวนคูเวอร์)

JLCW ใช้ รูปแบบแวนคูเวอร์ (Vancouver Style) ตามแนวทางของ International Committee of Medical Journal Editors (ICMJE)

หลักการสำคัญ:

  • การอ้างอิงในเนื้อหาใช้หมายเลข ใส่ในวงเล็บเหลี่ยม [ ] หรือวงเล็บ ( ) ตามลำดับที่ปรากฏครั้งแรกในบทความ ใช้หมายเลขซ้ำหากอ้างถึงเอกสารเดิม
  • รายการอ้างอิงท้ายบทความให้เรียงตามลำดับหมายเลขที่อ้างอิงในเนื้อหา ไม่ใช่ตามลำดับอักษร
  • รายการอ้างอิงต้องครบถ้วน ถูกต้อง และเป็นเอกสารที่ผู้เขียนได้อ่านโดยตรง

ตัวอย่างการอ้างอิงในเนื้อหา:

  • “ผลการศึกษาสอดคล้องกับงานวิจัยก่อนหน้า [1, 2]”
  • “จากการศึกษาของ Miller และ Rollnick [3] พบว่า...”

รูปแบบการลงรายการอ้างอิงท้ายบทความ (ตัวอย่าง):

  1. บทความจากวารสาร (Journal Article): [หมายเลข] ผู้แต่ง. ชื่อบทความ. ชื่อย่อวารสาร. ปีพิมพ์;เล่มที่(ฉบับที่):เลขหน้าแรก-เลขหน้าสุดท้าย.
  • ตัวอย่าง:[1] Prochaska JO, DiClemente CC. Stages and processes of self-change of smoking: toward an integrative model of change. J Consult Clin Psychol. 1983;51(3):390-5.
  1. หนังสือ (Book): [หมายเลข] ผู้แต่ง. ชื่อหนังสือ. ครั้งที่พิมพ์. เมืองที่พิมพ์: สำนักพิมพ์; ปีพิมพ์.
  • ตัวอย่าง:[2] Miller WR, Rollnick S. Motivational interviewing: helping people change. 3rd ed. New York: Guilford Press; 2013.
  1. บทความจากหนังสือ (Book Chapter): [หมายเลข] ผู้แต่งบท. ชื่อบท. ใน: บรรณาธิการ, บรรณาธิการ. ชื่อหนังสือ. ครั้งที่พิมพ์. เมืองที่พิมพ์: สำนักพิมพ์; ปีพิมพ์. หน้า เลขหน้าแรก-เลขหน้าสุดท้าย.
  • ตัวอย่าง:[3] Bodenheimer T, Grumbach K. Improving quality. In: Bodenheimer T, Grumbach K, editors. Understanding health policy: a clinical approach. 5th ed. New York: McGraw-Hill; 2009. p. 85-100.
  1. เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (Online Source): [หมายเลข] ผู้แต่ง/หน่วยงาน. ชื่อเรื่อง [อินเทอร์เน็ต]. ปีที่เผยแพร่ [เข้าถึงเมื่อ วัน เดือน ปี]. เข้าถึงได้จาก: URL

หมายเหตุ: เอกสารอ้างอิงที่มากกว่า 6 คน ให้ใส่ชื่อ 3 คนแรก แล้วตามด้วย “และคณะ” (สำหรับภาษาไทย) หรือ “et al.” (สำหรับภาษาอังกฤษ)

  1. การใช้ตารางและภาพประกอบ (Table and Figure Guidelines)
  • ตาราง:ใส่หมายเลขและชื่อตารางไว้ เหนือ ตาราง (เช่น “ตารางที่ 1 ลักษณะทางประชากรของกลุ่มตัวอย่าง”) ใช้เส้นแนวนอนเท่าที่จำเป็น ไม่มีเส้นแนวตั้ง
  • ภาพประกอบ (ภาพถ่าย แผนภูมิ กราฟ):ใส่หมายเลขและชื่อภาพไว้ ใต้ ภาพ (เช่น “ภาพที่ 1 แผนภูมิ PRISMA แสดงการคัดเลือกบทความ”) ใช้ภาพที่มีความละเอียดไม่ต่ำกว่า 300 dpi และส่งเป็นไฟล์แยก (JPEG, PNG, TIFF)
  • ตารางและภาพทั้งหมดต้องถูกอ้างอิงในเนื้อหา ห้ามซ้ำซ้อนกับเนื้อหา และต้องมีที่มาหรือหมายเหตุประกอบถ้าไม่ใช่ของผู้เขียนเอง