ประสิทธิผลของโปรแกรมการจัดการตนเองร่วมกับการดูแลโดยเภสัชกรต่อความสม่ำเสมอในการใช้ยาต้านไวรัสของผู้ป่วย HIV/AIDS โรงพยาบาลบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี
คำสำคัญ:
การใช้ยาต้านไวรัส , ความสม่ำเสมอ , ผู้ป่วย HIV/AIDS , โปรแกรมการจัดการตนเองบทคัดย่อ
การวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลก่อนและหลังการทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการจัดการตนเองร่วมกับการดูแลโดยเภสัชกรต่อความสม่ำเสมอในการใช้ยาต้านไวรัสของผู้ป่วย HIV/AIDS กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยติดเชื้อ HIV/AIDS ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งมารับยาต้านไวรัสเอชไอวี ณ คลินิกรักษ์จิต โรงพยาบาลบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 35 คน คัดเลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนด เครื่องมือวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการจัดการตนเองร่วมกับการดูแลโดยเภสัชกร ระยะเวลา 8 สัปดาห์ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินพฤติกรรมการรับประทานยาต้านไวรัสเอชไอวี และแบบประเมินความพึงพอใจ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบประเมินพฤติกรรมการรับประทานยาต้านไวรัสเอชไอวีเท่ากับ α = .89 และแบบประเมินความพึงพอใจเท่ากับ α = .90 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน (Paired t-test) ผลการวิจัยพบว่า
1. คะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการรับประทานยาต้านไวรัสเอชไอวีของผู้ป่วยหลังเข้าร่วมโปรแกรม (M = 4.23, SD = 0.30) สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม (M = 3.42, SD = 0.45) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 9.10, p-value < .001) โดยคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นในทุกด้าน โดยด้านที่เพิ่มขึ้นเด่นชัด ได้แก่ ความตรงต่อเวลาในการรับประทานยา ความสม่ำเสมอในการรับประทานยา และการไม่หยุดยาหรือข้ามยาด้วยตนเอง
2. ความพึงพอใจของผู้ป่วยต่อโปรแกรมการจัดการตนเองร่วมกับการดูแลโดยเภสัชกรโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.31, SD = 0.47)
ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมดังกล่าวสามารถส่งเสริมความสม่ำเสมอในการใช้ยาต้านไวรัสของผู้ป่วย HIV/AIDS ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เอกสารอ้างอิง
กรมควบคุมโรค. (2565). แนวทางการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีประเทศไทย พ.ศ. 2565. กระทรวงสาธารณสุข. https://hivhub.ddc.moph.go.th
กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค. (2566). สถานการณ์เอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ปี 2565. กระทรวงสาธารณสุข. https://ddc.moph.go.th
กัญญา พฤฒิสืบ. (2564). ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการขาดนัดการรักษาของผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ที่เข้ารับการรักษา ในโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต. วารสารโรคเอดส์, 33(3), 139-150.
ชัยกฤติ ดีวะลา. (2566). การเสริมพลังผู้ป่วยเอชไอวีเพื่อเพิ่มพฤติกรรมการดูแลตนเอง. วารสารการพยาบาลและสุขภาพ, 17(2), 45–58.
มัตติกา คุลี, หทัยกาญจน์ เชาวนพูนผล, และชิดชนก เรือนก้อน. (2565). ผลของโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะแห่งตนและการสนับสนุนทางสังคมโดยเภสัชกรผ่านแอปพลิเคชันไลน์ต่อความร่วมมือในการใช้ยาต้านไวรัสในผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ โรงพยาบาลหัวหิน. วารสารเภสัชกรรมไทย, 15(2), 1–15.
พชรพร ยิ่งยง, อัครวัฒน์ กรจิระเกษมศานต์, และโสภณ แพงไตร. (2568). การพัฒนาระบบบริการเภสัชกรรมทางไกลในผู้ป่วยรับยาต้านไวรัสเอชไอวีที่รับยาทางไปรษณีย์ โรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่. Journal of Nakornping Hospital, 16(2), 205–221.
โรงพยาบาลบ้านนาสาร. (2568). รายงานสถานการณ์ผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์ และการให้บริการดูแลรักษา ปีงบประมาณ 2565–2568. สุราษฎร์ธานี: โรงพยาบาลบ้านนาสาร.
ไสว ตันทวุทธ. (2559). ผลของการส่งเสริมการใช้ยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่องต่อความร่วมมือในการรักษาในผู้ป่วยเอชไอวี. วารสารเภสัชกรรม, 33(1), 11–20.
อ้อมทิพย์ พลบุบผา, วันทนา มณีศรีวงศ์กูล, และวรรณา สนองเดช. (2565). ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรรกับความสม่ำเสมอในการรับประทานยาต้านไวรัสของผู้ติดเชื้อเอชไอวี. วารสารพยาบาลทหารบก, 23(3), 314–322.
Best, J. W. (1997). Research in education (7th ed.). Allyn & Bacon. Institute for Health Metrics and Evaluation. (2019). Global HIV/AIDS estimates. https://www.healthdata.org
Kalichman, S. C., Pellowski, J., & Turner, C. (2020). Integrated behavioral and biomedical approaches to improve medication adherence among people living with HIV. Current HIV/AIDS Reports, 17(4), 283–292. https://doi.org/10.1007/s11904-020-00496-5
Kanfer, F. H., & Gaelick-Buys, L. (1991). Self-management methods. In F. H. Kanfer & A. P. Goldstein (Eds.), Helping people change: A textbook of methods (4th ed., pp. 305–360). Pergamon Press.
Lorig, K. R., & Holman, H. R. (2003). Self-management education: History, definition, outcomes, and mechanisms. Annals of Behavioral Medicine, 26(1), 1–7. https://doi.org/10.1207/S15324796ABM2601_01
Mills, E. J., Lester, R., Thorlund, K., et al. (2014). Interventions to promote adherence to antiretroviral therapy: A network meta-analysis. AIDS and Behavior, 18(5), 883–891.
Phuphanich, M., et al. (2016). A qualitative assessment of barriers and facilitators to antiretroviral adherence in Thai patients. Journal of Virus Eradication, 2(1):22–27.
Ruxrungtham, K., Chokephaibulkit, K., Chetchotisakd, P., Chariyalertsak, S., Kiertburanakul, S., Putacharoen, O., et al. (2022). Thailand national guidelines on HIV/AIDS treatment and prevention 2021/2022. Division of AIDS and Sexually Transmitted Diseases, Department of Disease Control, Ministry of Public Health.
Suntharapot, S., & Sribundit, N. (2022).Effectiveness of text messaging via LINE application on adherence to antiretroviral drugs among HIV and AIDS patients in Khaoyoi Hospital, Phetchaburi Province. Thai Bulletin of Pharmaceutical Sciences, 17(2), 83–99.
UNAIDS. (2018). Global HIV & AIDS statistics. https://www.unaids.org/ World Health Organization. (2023). HIV treatment and care. https://www.who.int/teams/global-hiv-hepatitis-and-stis-programmes/hiv
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมนวัตกรรมการพยาบาลและสุขภาพ

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.