ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการให้บริการทันตกรรมในหน่วยบริการปฐมภูมิ ในเขตสุขภาพที่ 11

ผู้แต่ง

  • พรพรรณ ตั้งวงศ์ โรงพยาบาลกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

คำสำคัญ:

ปัจจัยการเข้าถึงบริการ, บริการสุขภาพช่องปาก , หน่วยบริการปฐมภูมิ

บทคัดย่อ

การวิจัยแบบภาคตัดขวางนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการให้บริการทันตกรรมของหน่วยบริการปฐมภูมิในเขตสุขภาพที่ 11 กลุ่มตัวอย่างเป็นบุคลากรที่ปฏิบัติงานในหน่วยบริการปฐมภูมิ ได้แก่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง และหน่วยบริการปฐมภูมิในเครือข่ายหน่วยบริการปฐมภูมิในเขตสุขภาพที่ 11 จำนวน 400 คน ได้จากการคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของ Taro Yamane และสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ โดยแบ่งชั้นตามจังหวัดและจัดสรรจำนวนตัวอย่างแบบเป็นสัดส่วนตามขนาดประชากร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น จำนวน 5 ส่วน
ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง .67–1.00 และตรวจสอบความเที่ยงของเครื่องมือด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ได้ค่าเท่ากับ .88, .91, .92 และ .93 ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณเชิงเส้น ผลการวิจัยพบว่า

1. ระดับการให้บริการทันตกรรมของหน่วยบริการปฐมภูมิในเขตสุขภาพที่ 11 โดยภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วย (M = 4.33, S.D. = 0.46) โดยด้านงานส่งเสริมทันตสุขภาพและป้องกันโรคมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา คือ งานบริการทันตกรรม งานทันตสาธารณสุขเชิงรุกและบูรณาการตามกลุ่มวัย และงานด้านบริหารจัดการและวิชาการ

2. ปัจจัยด้านการสนับสนุนจากองค์กร ได้แก่ ด้านการบริหารจัดการ ด้านงบประมาณ ด้านบุคลากร และด้านวัสดุอุปกรณ์และครุภัณฑ์ มีอิทธิพลต่อการให้บริการทันตกรรมของหน่วยบริการปฐมภูมิในเขตสุขภาพที่ 11 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยแบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของการให้บริการทันตกรรมได้ร้อยละ 48 (R² = 0.48)

แสดงให้เห็นว่าปัจจัยด้านระบบและการสนับสนุนจากองค์กรมีบทบาทสำคัญต่อประสิทธิภาพการให้บริการทันตกรรมในระดับปฐมภูมิ

เอกสารอ้างอิง

กุลสตรี จันทร์เสวี. (2563). พฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากและการเข้าถึงบริการในประชากรไทย. (วิทยานิพนธ์ปริญญาโท). เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.

บุญใจ ศรีสถิตนรากูร. (2553). ระเบียบวิธีวิจัยทางการพยาบาล (พิมพ์ครั้งที่ 5). ยูแอนด์ไอ อินเตอร์มีเดีย.

มหาวิทยาลัยบูรพา. (2560). การเข้าถึงบริการทันตกรรมของผู้สูงอายุในจังหวัดชลบุรี. ชลบุรี: มหาวิทยาลัยบูรพา.

วิริยา มูลพิศูจน์. (2566). แรงจูงใจและปัจจัยแห่งความสำเร็จที่มีผลต่อความยึดมั่นผูกพันในองค์การของทันตบุคลากรในจังหวัดร้อยเอ็ด. วารสารทันตาภิบาล, 34(1), 57-70.

วรชัย เกิดสวัสดิ์ และคณะ. (2565). ผลกระทบของการถ่ายโอนหน่วยงานต่อการเข้าถึงบริการสุขภาพในท้องถิ่น. วารสารนโยบายสาธารณสุข, 15(1), 56-68

วรวรรณ อัศวกุล. (2562). การจัดบริการสุขภาพช่องปากระดับปฐมภูมิในกลุ่มเป้าหมายจำเพาะในเขตสุขภาพที่ 5. Srinakharinwirot University Dental Journal, 12(1), 65-80.

สมชาย ขวัญเจริญ และคณะ. (2563). การมีส่วนร่วมของชุมชนกับการเพิ่มการเข้าถึงบริการทันตกรรม. วารสารทันตกรรมชุมชน, 12(3), 45-56.

สุภาวดี ชื่นจิตต์ และคณะ. (2564). ความพร้อมของบุคลากรและอุปกรณ์กับคุณภาพบริการทันตกรรมในรพ.สต. วารสารการจัดการสุขภาพ, 10(2), 21-34.

สำนักงานเขตสุขภาพที่ 11. (2566). รายงานสถานการณ์สุขภาพช่องปากในเขตสุขภาพที่ 11. สุราษฎร์ธานี: สำนักงานเขตสุขภาพที่ 11.

สำนักงานเขตสุขภาพที่ 11. (2566). ข้อมูลประชากรเขตสุขภาพที่ 11. สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข.

Best, J. W. (1981). Research in education 4th ed. New Jersey: Prentice Hall.

Chen, X., Zhang, Y., Wang, X., & Li, X. (2020). Factors influencing primary healthcare service provision: A systematic review. BMC Health Services Research, 20(1), 1-12.

Cronbach, L. J. (1990). Essentials of psychological testing (5th ed.). New York : Harper Collins.

Eisenberger, R., Huntington, R., Hutchison, S., & Sowa, D. (1986). Perceived organizational support. Journal of Applied Psychology, 71(3), 500–507.

Green, L. W., & Kreuter, M. W. (2005). Health program planning: An educational and ecological approach.

McGraw-Hill. Herzberg, F., Mausner, B., & Snyderman, B. B. (1959). The motivation to work. New York: John Wiley & Sons.

Ministry of Public Health. (2018). Manual for Oral Health Services in Primary Care. Bangkok: Ministry of Public Health.

Park, S., Lee, S., & Kim, J. (2021). The impact of work motivation on primary healthcare services: A study in rural areas. International Journal of Health Policy and Management, 10(4), 245-256.

Taro Yamane. (1973). Statistics: an introductory analysis. New York: New York: Harper. & Row.

World Health Organization. (2022). Global oral health status report: Towards universal health coverage for oral health by 2030. WHO.

World Health Organization, & UNICEF. (2020). Operational framework for primary health care: Transforming vision into action. WHO.

World Health Organization. (2018). Primary health care: Closing the gap. Geneva: WHO.

World Bank. (2017). Improving health service delivery in developing countries. Washington, DC: World Bank.

World Health Organization. (2020). Achieving better oral health as part of the universal health coverage. Retrieved August 20,2024, from https://apps.who.int/gb/ebwha/pdf_files/ EB148/B148_8-en.pdf

World Health Organization. (2020). Pulse survey on continuity of essential health services during the COVID-19 pandemic: interim report, 27 August 2020. Retrieved November 20,2024, from https://www.who.int/publications/i/item/ WHO-2019-nCoV-EHS_continuity-survey-2020.1

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-04-25

รูปแบบการอ้างอิง

1.
ตั้งวงศ์ พ. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการให้บริการทันตกรรมในหน่วยบริการปฐมภูมิ ในเขตสุขภาพที่ 11. NIHAJ [อินเทอร์เน็ต]. 25 เมษายน 2026 [อ้างถึง 5 พฤษภาคม 2026];1(3):e7629. available at: https://he05.tci-thaijo.org/index.php/NIHAJ/article/view/7629

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย