เกี่ยวกับวารสาร
เกี่ยวกับวารสาร
วัตถุประสงค์และขอบเขตการตีพิมพ์
วารสารสาธารณสุขมูลฐานภาคใต้ มีวัตถุประสงค์ ที่จะรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในด้านการสาธารณสุขมูลฐาน ด้านการแพทย์ ด้านการพยาบาล ด้านการสาธารณสุข ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องของหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคท้องถิ่น และภาคประชาชน โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิชาการกระทรวงสาธารณสุข ทั้งภายในและภายนอกสถาบัน
ISSN: xxxx-xxxx (Online)
กระบวนการพิจารณา (Peer Review Process)
บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 2 ท่าน แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review)
ประเภทของบทความ (Types of articles)
- บทความวิจัย (research article)
- บทความวิชาการ (academic article)
ภาษาที่รับตีพิมพ์ (Language)
- ภาษาไทย
- ภาษาอังกฤษ
กำหนดการเผยแพร่ (Publication Frequency)
วารสารตีพิมพ์ 3 ฉบับต่อปี
- ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน
- ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม
- ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม
รูปเเบบของวารสาร
วารสารมีรูปแบบเป็นวารสารวิชาการตามมาตรฐานสากล โดยอาจมีการสอดแทรกรูปภาพประกอบในส่วนที่มิใช่เนื้อหาวิชาการโดยตรง เพื่อเสริมความสมบูรณ์ของการนำเสนอเนื้อหา มีขนาดเล่ม 21.0 x 28.7 เซนติเมตร ความหนาไม่เกิน 200 หน้า ทั้งนี้ วารสารเผยแพร่ในรูปแบบวารสารอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Journal: E-journal)
แนวทางการบริหารการจัดทำวารสาร
เพื่อให้การจัดทำวารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคใต้) มีคุณภาพและได้มาตรฐาน คณะกองบรรณาธิการได้กำหนดแนวทางการดำเนินการไว้ ดังนี้
1. วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคใต้) มีการปรับปรุงและพัฒนาคณะกองบรรณาธิการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ครอบคลุมสาขาวิชาทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพและศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง โดยคณะกองบรรณาธิการประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายภาคส่วน ได้แก่ บุคลากรภายในศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพที่ 11 กรมวิชาการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ตลอดจนนักวิชาการจากสถาบันอุดมศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้ วารสารยังเชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันต่าง ๆ ในสาขาที่เกี่ยวข้อง ทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินบทความต้นฉบับ (Reviewers) เพื่อให้การพิจารณาบทความเป็นไปอย่างรอบคอบ มีมาตรฐาน และเป็นกลางทางวิชาการ
2. วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคใต้) เปิดรับบทความวิชาการจากนักวิชาการ นักวิจัย และผู้ปฏิบัติงานด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพในทุกสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยบทความที่ส่งเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่จะต้องไม่เคยได้รับการตีพิมพ์หรือเผยแพร่ในวารสารหรือสื่อใดมาก่อน และต้องจัดทำต้นฉบับตามรูปแบบและข้อกำหนดของวารสาร รวมทั้งปฏิบัติตามหลักจริยธรรมการตีพิมพ์ผลงานในวารสารวิชาการ (Publication Ethics) อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับแนวทางการจัดเตรียมต้นฉบับและข้อกำหนดด้านจริยธรรมการตีพิมพ์ สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากหัวข้อ “จริยธรรมการตีพิมพ์ผลงาน” ของวารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคใต้)
3. วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคใต้) ยึดหลักการดำเนินการตามจริยธรรมการตีพิมพ์บทความในวารสารวิชาการ ทั้งนี้ ต้นฉบับที่ฝ่ายจัดการวารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคใต้) ได้รับต้องผ่านกระบวนการ ดังต่อไปนี้กองบรรณาธิการ ทั้งนี้ เพื่อให้การเผยแพร่ผลงานเป็นไปตามมาตรฐานวิชาการ โปร่งใส และตรวจสอบได้
- การตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้นของต้นฉบับดำเนินการโดยนักวิชาการภายในกองบรรณาธิการและคณะจัดการวารสาร เพื่อตรวจสอบความครบถ้วนและความถูกต้องตามข้อกำหนดของวารสาร กรณี พบว่าต้นฉบับหรือเอกสารประกอบไม่ครบถ้วน จะมีการแจ้งให้ผู้นิพนธ์ดำเนินการแก้ไขและส่งต้นฉบับกลับมาใหม่
- ต้นฉบับที่ผ่านการคัดกรองเบื้องต้นแล้ว จะถูกส่งต่อให้บรรณาธิการเพื่อพิจารณาประเมินคุณภาพทางวิชาการ และดำเนินการคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเหมาะสมในการประเมินหรือทบทวนบทความ (Reviewers)
- ต้นฉบับแต่ละเรื่องจะได้รับการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Reviewers) อย่างน้อย 2 คน เพื่อให้ข้อเสนอแนะและความเห็นทางวิชาการแก่บรรณาธิการ โดยผู้ทรงคุณวุฒิจะเป็นนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของต้นฉบับ และต้องสังกัดหน่วยงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของผู้นิพนธ์ ทั้งนี้ การประเมินบทความใช้ระบบการพิจารณาแบบปกปิดข้อมูล (Double-blind review) โดยปิดบังชื่อและสังกัดของผู้นิพนธ์
- ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ (Peer Reviewers) จะได้รับแนวทางและเกณฑ์การประเมินจากกองจัดทำวารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคใต้) เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาบทความตามเกณฑ์ที่กองบรรณาธิการวารสารวิชาการกำหนด ทั้งนี้ เกณฑ์การประเมินดังกล่าวกำหนดให้ผู้ทรงคุณวุฒิสรุปผลการประเมินและให้ความเห็นต่อบรรณาธิการ เพื่อดำเนินการต่อต้นฉบับในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง 3 ประการ ดังต่อไปนี้
-
- เห็นควรรับบทความเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ โดยบทความมีคุณภาพทางวิชาการเหมาะสม และไม่จำเป็นต้องมีการแก้ไขในสาระสำคัญ
- เห็นควรรับบทความเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ภายหลังการปรับแก้ โดยบทความมีคุณภาพในระดับพอใช้และสามารถพัฒนาให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้นได้ ทั้งนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิจะให้ข้อเสนอแนะในประเด็นที่จำเป็นต้องแก้ไข เพื่อให้ผู้นิพนธ์นำไปปรับปรุงต้นฉบับต่อไปไม่เห็นควรรับบทความเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่ เนื่องจากบทความไม่มีคุณภาพทางวิชาการหรือไม่ก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่
4. เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Reviewers) พิจารณาต้นฉบับเรียบร้อยแล้ว จะจัดส่งผลการประเมินพร้อมต้นฉบับที่ได้รับการทบทวนกลับมายังกองจัดทำวารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคใต้)
5. บรรณาธิการจะรวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ และประสานงานกับผู้นิพนธ์เพื่อแจ้งผลการพิจารณา รวมถึงให้ดำเนินการปรับแก้ต้นฉบับในกรณีที่จำเป็น ทั้งนี้ ผู้นิพนธ์จะไม่ทราบชื่อของผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ (Peer Reviewers)
6. ต้นฉบับบทความที่มีความสมบูรณ์และผ่านการพิจารณาแล้ว จะได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่โดยเร็ว โดยกองจัดทำวารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคใต้) จะแจ้งให้ผู้นิพนธ์ทราบล่วงหน้าว่าบทความดังกล่าวจะได้รับการเผยแพร่ในวารสารฉบับใด
7. บทความที่พร้อมสำหรับการตีพิมพ์จะได้รับการจัดรูปแบบตามรูปแบบที่วารสารกำหนด จากนั้นกองจัดทำวารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคใต้) จะส่งต้นฉบับให้ผู้นิพนธ์ตรวจสอบความถูกต้องและความครบถ้วนของเนื้อหาเป็นครั้งสุดท้าย และเมื่อได้รับการยืนยันผลการตรวจสอบแล้ว จะดำเนินการจัดเลขหน้าและเผยแพร่บทความต่อไป
การเตรียมต้นฉบับ
แนวทางการเตรียมต้นฉบับบทความฉบับนี้กำหนดขึ้นสำหรับบทความประเภทนิพนธ์ต้นฉบับเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์และรูปแบบในหลายหัวข้อสามารถประยุกต์ใช้กับบทความประเภทอื่นได้เช่นกัน ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถศึกษารูปแบบและลักษณะการเขียนของบทความแต่ละประเภทได้จากวารสารฉบับที่ได้เผยแพร่แล้ว
- ชื่อเรื่อง ควรมีความกระชับ ชัดเจน และสะท้อนเป้าหมายหลักของการศึกษา ไม่ใช้คำย่อ ความยาวไม่เกิน 100 ตัวอักษร ทั้งนี้ ชื่อเรื่องต้องระบุทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
- ชื่อผู้นิพนธ์ ให้ระบุชื่อผู้นิพนธ์เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษโดยไม่ใช้คำย่อ พร้อมทั้งระบุสังกัดหน่วยงานหรือสถานที่ปฏิบัติงานของผู้นิพนธ์ และระบุที่อยู่อีเมลของผู้นิพนธ์ที่สามารถใช้ติดต่อได้
- บทคัดย่อ (Abstract) เป็นเนื้อความสรุปสาระสำคัญของบทความตามลำดับโครงสร้าง ได้แก่ บทนำ วัสดุและวิธีการศึกษา ผลการศึกษา และอภิปรายผล โดยมีความยาวประมาณ 250–300 คำ ใช้ภาษาที่กระชับ เป็นประโยคสมบูรณ์ มีความหมายครบถ้วนในตัว ไม่ควรใช้คำย่อ และต้องจัดทำบทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
- คำสำคัญ (Keywords) ให้ระบุไว้ท้ายบทคัดย่อ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยใช้เป็นหัวข้อสำคัญสำหรับช่วยในการสืบค้นบทความ ทั้งนี้ ควรพิจารณาใช้คำตามหลัก Medical Subject Headings (MeSH) ของ S. National Library of Medicine เป็นแนวทางในการกำหนดคำสำคัญ
- บทนำ (Introduction) เป็นส่วนที่อธิบายที่มาและเหตุผลนำไปสู่การศึกษา โดยแสดงให้เห็นถึงปัญหา ลักษณะ และขอบเขตของปัญหา ตลอดจนความจำเป็นในการดำเนินการวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาหรือตอบคำถามการวิจัย ทั้งนี้ อาจกล่าวถึงทฤษฎีหรือแนวคิดที่จำเป็นต่อการศึกษาได้ในส่วนนี้ โดยไม่จำเป็นต้องทบทวนวรรณกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ของการศึกษา และควรระบุวัตถุประสงค์ของการศึกษาไว้ในตอนท้ายของบทนำ
- วิธีดำเนินการศึกษา (Methods หรือ Materials and Methods) ให้ระบุรูปแบบและแผนการศึกษา (Study design หรือ Protocol) อย่างชัดเจน เช่น การศึกษาแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมและปกปิดสองทาง (Randomized double-blind study) การศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive study) หรือการศึกษาแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental study) พร้อมทั้งระบุประชากรและกลุ่มตัวอย่าง วิธีการคัดเลือกหรือสุ่มตัวอย่าง เช่น การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย หรือการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน ตลอดจนมาตรการหรือวิธีการที่ใช้ในการศึกษา (Interventions) อาทิ รูปแบบการดำเนินการศึกษา การรักษา ชนิดและขนาดของยาที่ใช้ เป็นต้น กรณีที่ เป็นวิธีหรือมาตรการที่เป็นที่ยอมรับทั่วไป ให้ระบุเอกสารอ้างอิงประกอบ และกรณีที่ เป็นวิธีการใหม่ ควรอธิบายรายละเอียดให้ชัดเจนเพียงพอเพื่อให้ผู้อ่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ นอกจากนี้ ให้ระบุเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ใช้ หลักการศึกษาเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพ เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล เช่น แบบสอบถาม การทดสอบความเชื่อถือ วิธีการเก็บข้อมูล วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล และสถิติที่ใช้ รวมถึงการได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์
- ผลการศึกษา (Results) ให้รายงานผลการศึกษาตามลำดับหัวข้อของแผนการศึกษาอย่างชัดเจนและเข้าใจง่าย กรณี ผลการศึกษาไม่ซับซ้อนหรือมีข้อมูลเชิงตัวเลขไม่มาก สามารถนำเสนอในรูปแบบร้อยแก้วได้ แต่หากมีข้อมูลเชิงตัวเลขหรือตัวแปรจำนวนมาก ควรนำเสนอในรูปแบบตารางหรือแผนภูมิ โดยไม่จำเป็นต้องอธิบายตัวเลขในตารางหรือแผนภูมิซ้ำในเนื้อเรื่อง ยกเว้นข้อมูลที่มีความสำคัญ ทั้งนี้ การแปลความหมายของผลการศึกษาควรเป็นไปอย่างกระชับและจำกัดอยู่ในขอบเขตที่เกี่ยวข้องกับสมมติฐานของการวิจัย
- อภิปรายผล (Discussion) ให้วิเคราะห์และวิจารณ์ผลการศึกษาโดยเชื่อมโยงกับวัตถุประสงค์หรือสมมติฐานของการวิจัย รวมทั้งเปรียบเทียบกับผลงานวิจัยหรือรายงานที่มีผู้ศึกษาไว้ก่อนหน้า ว่ามีความสอดคล้องหรือแตกต่างกันอย่างไร และอภิปรายเหตุผลที่อาจทำให้เกิดผลดังกล่าว ทั้งนี้ ควรนำเสนอผลที่ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังอย่างตรงไปตรงมา อาจแสดงความเห็นเชิงวิชาการเบื้องต้นจากประสบการณ์หรือข้อมูลที่มี เพื่ออธิบายประเด็นที่มีความโดดเด่นหรือแตกต่างเป็นพิเศษ และควรสรุปให้ชัดเจนว่าผลการศึกษาสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัยหรือไม่ พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์ หรือเสนอประเด็นสำหรับการศึกษาวิจัยในอนาคต
- ตาราง รูปภาพ และแผนภูมิ บทความหนึ่งเรื่องไม่ควรมีตารางหรือรูปภาพจำนวนมากเกินความจำเป็น โดยจำนวนที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 1–5 ตารางหรือรูปภาพ ทั้งนี้ ตารางหรือรูปภาพทุกชิ้นต้องมีหมายเลขกำกับและชื่อเรื่องระบุไว้ด้านบน ภาพที่นำมาใช้ควรมีความคมชัดสูง อาจเป็นไดอะแกรม ภาพวาด ภาพถ่าย หรือกราฟที่จัดทำจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และแม้จะปรากฏภาพในต้นฉบับแล้ว ผู้นิพนธ์ควรส่งไฟล์ภาพแยกต่างหากประกอบการพิจารณาด้วย
- เอกสารอ้างอิง (References) ให้รวบรวมรายการเอกสารที่ใช้อ้างอิงในเนื้อเรื่องทั้งหมด โดยจัดรูปแบบการอ้างอิงตามหลักของ American Psychological Association 7th edition (APA) และเรียงลำดับไว้ในส่วนเอกสารอ้างอิงท้ายบทความ ทั้งนี้ การอ้างอิงภายในเนื้อเรื่องจะต้องสอดคล้องตรงกันกับรายการเอกสารอ้างอิงทุกประการ
รูปแบบของวารสาร
บทความต้นฉบับต้องจัดพิมพ์ด้วยโปรแกรม Microsoft Word ความยาวไม่เกิน 12 หน้ากระดาษ ขนาด A4 ใช้แบบอักษร TH SarabanPSK โดยกำหนดให้หัวข้อใช้ขนาดตัวอักษร 16 พอยต์ (ตัวหนา) และเนื้อหาใช้ขนาดตัวอักษร 16 พอยต์ (ปกติ) ตลอดทั้งบทความใช้ตัวเลขอารบิกในการลำดับหัวข้อ ตาราง และรูปภาพ
การส่งบทความ
ผู้นิพนธ์สามารถส่งบทความเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ได้ 2 วิธี ดังต่อไปนี้
- ส่งบทความผ่านระบบออนไลน์ของวารสาร ทางเว็บไซต์
- ส่งบทความในรูปแบบไฟล์ Microsoft Word พร้อมแฟลชไดร์ฟ (Flash Drive) หรือ USB Drive โดยจัดส่งในลักษณะหนังสือราชการ ทั้งนี้ ให้ระบุชื่อ–สกุล ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ และอีเมลของผู้นิพนธ์ให้ชัดเจนบนเอกสาร และจ่าหน้าซองถึงกองบรรณาธิการวารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคใต้) ศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพที่ 11 เลขที่ 13 ถนนพัฒนาการคูขวาง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช รหัสไปรษณีย์ 80000
เจ้าของวารสาร (Publisher)
ศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพที่ 11 กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข
ติดต่อวารสาร
อีเมลติดต่อ: southern.phc@gmail.com
ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ
Free of Charge ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ