ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับความดันโลหิตสูงไม่ได้ ของโรงพยาบาลกระบุรี จังหวัดระนอง

ผู้แต่ง

  • จีรภา ชนะภัย โรงพยาบาลกระบุรี จังหวัดระนอง

คำสำคัญ:

พฤติกรรมการดูแลตนเอง, ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้

บทคัดย่อ

การวิจัยเชิงพรรณนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยทำนายพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ ได้แก่ การให้ข้อมูลข่าวสาร การสร้างแรงจูงใจ และการพัฒนาทักษะในการควบคุมความดันโลหิตสูง กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับความดันโลหิตไม่ได้ จำนวน 88 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามการให้ข้อมูลข่าวสาร แบบสอบถามการสร้างแรงจูงใจ แบบสอบถามการพัฒนาทักษะ และแบบสอบถามพฤติกรรมการดูแลตนเอง ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ค่า CVI อยู่ระหว่าง 0.90-1.00 และค่าความเชื่อมั่น Cronbach’s alpha coefficient เท่ากับ 0.91 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Pearson’s Product–Moment Correlation Coefficient และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบ enter

ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 53.40 มีอายุระหว่าง 52-55 ปี (Mean = 59.63 ปี, S.D. = 6.38 ปี) สถานภาพสมรส ร้อยละ 80.70 อาชีพรับจ้าง ร้อยละ 39.80 จบชั้นมัธยมศึกษา ร้อยละ 54.50 รายได้ครอบครัวเพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ ร้อยละ 81.80 เป็นครอบครัวเดี่ยว ร้อยละ 83.00 และระยะเวลาเป็นโรคความดันโลหิตสูง 2-8 ปี ร้อยละ 74.00 การให้ข้อมูลข่าวสารและการพัฒนาทักษะอยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 3.23, S.D. = 0.94 และ Mean = 3.35, S.D. = 0.88 ตามลำดับ) การสร้างแรงจูงใจอยู่ในระดับดี (Mean = 3.43, S.D. = 0.89) พฤติกรรมการดูแลตนเองอยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 2.15, S.D. = 0.59) ปัจจัยที่สามารถทำนายพฤติกรรมการดูแลตนเองได้ดีที่สุด คือ การพัฒนาทักษะ (β = 0.388, p < .01) รองลงมา คือ ข้อมูลข่าวสารและการสร้างแรงจูงใจ (β = 0.321 และ β = 0.301, p < .01 ตามลำดับ) ซึ่งร่วมกันทำนายพฤติกรรมการดูแลตนเองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้ร้อยละ 20.30 (Adjusted R2 = 0.203, p < 0.05)

ดังนั้น จากผลการศึกษาครั้งนี้ สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตได้ ให้มีพฤติกรรมการดูแลตนเองเพื่อควบคุมโรคความดันโลหิตสูง

เอกสารอ้างอิง

กรมควบคุมโรค. (2566). ความดันโลหิตสูง. [อินเทอร์เน็ต]. 2566 [เข้าถึงเมื่อ 6 มิ.ย. 2566]. เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th

ดวงพร พิกุลทอง. (2564). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงของผู้ที่มีความเสี่ยงในอำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร. [อินเทอร์เน็ต]. 2566 [เข้าถึงเมื่อ 6 มิ.ย. 2566]. เข้าถึงได้จาก http://nuir.lib.nu.ac.th

ณัฐชยา ป้อมบุบผา และณิตชาธรา ภาโนมัย. (2561). แรงจูงใจการบริโภคอาหารและการปฏิบัติตัวด้านสุขภาพเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มารับบริการในศูนย์บริการสาธารณสุข สังกัดเทศบาลนครขอนแก่น. วารสาร โรงพยาบาลสกลนคร. 21(2): 57-68.

ณัฏฐินี เสือโต, แอนน์ จิระพงษ์สุวรรณ, ทัศนีย์ รวิวรกุล และมธุรส ทิพยมงคลกุล. (2561). ผลของโปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมการควบคุมความดันโลหิต ในกลุ่มอายุ 35-59 ปี ที่ควบคุมความดันโลหิตสูงไม่ได้. วารสารพยาบาลสาธารณสุข. 32(2): 95-115.

นวพร วุฒิธรรม. (2560). บทบาทพยาบาลในการส่งเสริมการควบคุมระดับความดันโลหิตในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง. พยาบาลสาร. 46(4): 173-182.

พนิดา จันทร์ดีแก้วสกุล, นันทิยา วัฒายุ และนันทวัน สุวรรณรูป. (2561). ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการจัดการตนเองของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุที่ควบคุมไม่ได้. Journal of Nursing Science. 36(1): 31-43.

พิทยา วามะขันธ์, ฤชุอร วงศ์ภิรมย์ และพฤศจิกาพรน์ ปัญญาคมจันทพูน. (2563). การศึกษาผลการรับรู้ข้อมูลข่าวสารโรคความดันโลหิตสูง พฤติกรรมการป้องกันควบคุมโรคและภาพลักษณ์ของกรมควบคุมโรคของประชาชนในพื้นที่ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จังหวัดอุบลราชธานี. วารสารสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10. 18(2): 19-33.

พงศธร ศิลาเงิน. (2560). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุในจังหวัดพะเยา. [อินเทอร์เน็ต]. 2566 [เข้าถึงเมื่อ 6 มิ.ย. 2566]. เข้าถึงได้จาก http://ethesisarchive.library.tu.ac.th

ภฤดา แสงสินศร. (2564). การศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของประชาชนที่มีภาวะเสี่ยงต่อโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงในเขตจังหวัดพิจิตร. วารสารวิจัยและวิชาการสาธารณสุขจังหวัดพิจิตร. 2(2): 43-54.

รพีพรรณ วุฒิเอ้ย และเทียนทอง ต๊ะแก้ว. (2564). ผลของโปรแกรมส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ตำบลแม่อิง อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา. วารสารสุขศึกษา. 44(1): 102-114.

รัตนา พึ่งเสมา. (2565). โรคความดันโลหิตสูง: บทบาทสำคัญของพยาบาล. วารสารพยาบาลสภากาชาดไทย. 15(1): 40-49.

วลัยลักษณ์ สิทธิบรรณ์ และสุปรีชา แก้วสวัสดิ์. (2562). ผลการรับรู้สมรรถนะแห่งตนต่อการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงในกลุ่มเสี่ยงระยะก่อนความดันโลหิตสูงตำบลร่อนพิบูลย์ อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช. วารสารวิชาการสาธารณสุข. 28(พิเศษ): 116-124.

สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย. (2566). แนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูงในเวชปฏิบัติทั่วไป พ.ศ. 2562. [อินเทอร์เน็ต]. 2566 [เข้าถึงเมื่อ 6 มิ.ย. 2566]. เข้าถึงได้จาก http://www.thaihypertension.org/files/HT%20guideline%202019.pdf

สิริทรัพย์ สีหะวงษ์, ณัฐสุดา คติชอบ, อังศวีร์ จันทะโคตร, พวงเพชร สิงหะวาระ และปิยณัฐ สร้อยคำ. (2564). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในชุมชนแห่งหนึ่ง ณ อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี. วารสารวิจัยสุขภาพและการพยาบาล. 37(2): 182-191.

เสงี่ยม จิ๋วประดิษฐ์กุล. (2563). พฤติกรรมการดูแลตนเอง และความสามารถในการควบคุมความดันโลหิตของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุศูนย์สุขภาพชุมชนเมืองโพธาวาส. วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางสุขภาพ. 3(1): 15-30.

Fisher W. A. and Fisher J. D. (2009). The Information-Motivation-Behavioral Skills Model: A General Social Psychological Approach to Understanding and Promoting Health Behavior. Retrieve June, 6 2023 form https://www.researchgate.net/publication/227590340

Health Data Center (HDC). (2023). Medical and Health Archives System. [Accessed 10 Sep. 2023]. Available from https://rng.hdc.moph.go.th

Polit, D.F., & Back, C.T. (2008). Nursing research (8th ed.). Lippincott Williams & wilkins: Philadelphia.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-02-01

รูปแบบการอ้างอิง

1.
ชนะภัย จ. ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับความดันโลหิตสูงไม่ได้ ของโรงพยาบาลกระบุรี จังหวัดระนอง. South. Reg. Prim. Health Care J. [อินเทอร์เน็ต]. 1 กุมภาพันธ์ 2026 [อ้างถึง 24 กุมภาพันธ์ 2026];38(2):72-83. available at: https://he05.tci-thaijo.org/index.php/SRTC/article/view/7382

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย