ความชุกและลักษณะทางคลินิกของการเกิดภาวะจุดรับภาพชัดเสื่อมจาก Chloroquine และ Hydroxychloroquine ในผู้ป่วยที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลสุโขทัย
คำสำคัญ:
จุดรับภาพชัดเสื่อม, Maculopathy, Chloroquine, Hydroxychloroquineบทคัดย่อ
ความเป็นมา: ผลข้างเคียงจากยา Chloroquine และ Hydroxychloroquine ทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะจุดรับภาพชัดเสื่อม ซึ่งไม่สามารถรักษาได้และส่งผลต่อการมองเห็นอย่างถาวร การศึกษาลักษณะทางคลินิกเพื่อตรวจคัดกรองภาวะจุดรับภาพชัดเสื่อมจึงมีความสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็น
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาความชุกและลักษณะทางคลินิกของภาวะจุดรับภาพชัดเสื่อมจากยา Chloroquine และ Hydroxychloroquine ในผู้ป่วยที่มารับการรักษาในโรงพยาบาลสุโขทัย
วิธีการศึกษา: การศึกษาย้อนหลังเชิงพรรณนา เก็บข้อมูลจากเวชระเบียนผู้ป่วยที่ได้รับยา Chloroquine หรือ Hydroxychloroquine ระหว่าง 1 มกราคม 2562 – 31 ธันวาคม 2563 ข้อมูลที่ศึกษา ได้แก่ ขนาดยา ระยะเวลาการใช้ยา ผลตรวจ Visual Acuity, Ishihara test, TD-OCT, CTVF และภาพถ่ายจอประสาทตา
ผลการศึกษา: ผู้ป่วยที่ได้รับยา Chloroquine และ Hydroxychloroquine จำนวน 180 คน อายุเฉลี่ย 60.19 ปี (SD 11.87) เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ร้อยละ 81.25 โรคลูปัส ร้อยละ 18.75 พบภาวะจุดรับภาพชัดเสื่อม ร้อยละ 8.89 เป็น Chloroquine และ Hydroxychloroquine ร้อยละ 17.02, 6.02 ได้รับยา 5–10 ปี ร้อยละ 56.25 1–5 ปี ร้อยละ 43.75 ไม่พบในผู้ที่ได้รับยาน้อยกว่า 1 ปี ร้อยละ 62.50 ได้รับยาในขนาดที่มีความเสี่ยงสูง พบ moderate visual impairment มากที่สุด (ร้อยละ 43.75) และอยู่ในเกณฑ์ตาบอด ร้อยละ 6.25 ไม่มีผลต่อการมองเห็น ร้อยละ 31.25 ทุกรายมีความผิดปกติในการมองเห็นสี จาก CTVF และ TD-OCT พบ Perifoveal, Parafoveal และ Mixed pattern ร้อยละ 43.75, 31.25 และ 25 ตามลำดับ พบ Bull's eye จากภาพถ่ายจอประสาทตา 2 ราย
สรุป: ความชุกของภาวะจุดรับภาพชัดเสื่อมในผู้ป่วยโรงพยาบาลสุโขทัย ร้อยละ 8.89 โดย Chloroquine มีความชุกสูงกว่า Hydroxychloroquine ส่วนใหญ่ใช้ยานานกว่า 5 ปี พบเร็วสุดที่ 1 ปี 6 เดือน และได้รับยาในขนาดที่มีความเสี่ยงสูง ความผิดปกติที่พบบ่อยที่สุด คือ Perifoveal pattern
เอกสารอ้างอิง
Martinez GP, Zabaleta ME, Di Giulio C, Charris JE, Mijares MR. The Role of Chloroquine and Hydroxychloroquine in Immune Regulation and Diseases. Curr Pharm Des 2020;26(35):4467-4485.
Yusuf IH, Foot B, Lotery AJ. The Royal College of Ophthalmologists recommendations on monitoring for hydroxychloroquine and chloroquine users in the United Kingdom (2020 revision): executive summary. Eye (Lond) 2021;35(6):1532-1537.
Marmor MF, Kellner U, Lai TY, Melles RB, Mieler WF. American Academy of Ophthalmology Recommendations on Screening for Chloroquine and Hydroxychloroquine Retinopathy (2016 Revision). Ophthalmology 2016;123(6):1386-94.
Wolfe F, Marmor MF. Rates and predictors of hydroxychloroquine retinal toxicity in patients with rheumatoid arthritis and systemic lupus erythematosus. Arthritis Care Res (Hoboken). 2010;62(6):775-84.
Eo DR, Lee MG, Ham DI, Kang SW, Lee J, Cha HS, et al. Frequency and Clinical Characteristics of Hydroxychloroquine Retinopathy in Korean Patients with Rheumatologic Diseases. J Korean Med Sci. 2017;32(3):522-7.
Lee DH, Melles RB, Joe SG, Lee JY, Kim JG, Lee CK, et al. Pericentral hydroxychloroquine retinopathy in Korean patients. Ophthalmology. 2015;122(6):1252-6.
. Melles RB, Marmor MF. The risk of toxic retinopathy in patients on long-term hydroxychloroquine therapy. JAMA Ophthalmol. 2014;132(12):1453–60.
Vilainerun N, Hanutsaha P. Patterns of Hydroxychloroquine and Chloroquine Retinopathy in Thai patients. The THAI Journal of OPHTHALMOLOGY 2019;33(2):66-75.
Tangtavorn N, Yospaiboon Y, Ratanapakorn T, Sinawat S, Sanguansak T, Bhoomibunchoo C, et al. Incidence of and risk factors for chloroquine and hydroxychloroquine retinopathy in Thai rheumatologic patients. Clin Ophthalmol. 2016;10:2179-85.
บุษรัตน์ สุลีสถิร. ความชุกและความเสี่ยงของการเกิดภาวะจุดรับภาพชัดเสื่อมจากยาคลอโรควิน ในผู้ป่วยที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลอ่างทอง. วารสารโรงพยาบาลสิงห์บุรี. 2563;29(2):27-38.
Leecharoen S, Wangkaew S, Louthrenoo W. Ocular side effects of chloroquine in patients with rheumatoid arthritis, systemic lupus erythematosus and scleroderma. J Med Assoc Thai. 2007;90(1):52–8.
Marmor MF, Kellner U, Lai TY. Revised recommendations on screening for chloroquine and hydroxychloroquine retinopathy. Ophthalmology. 2011;118(2):415–22.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพโรงพยาบาลสุโขทัย

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความในวารสารนี้ได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์โดยผู้เขียน และเผยแพร่ภายใต้ใบอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0)
- สามารถอ่านและนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการ เช่น การสอน การวิจัย หรือการอ้างอิง โดยต้องให้เครดิตแก่ผู้เขียนและวารสารอย่างถูกต้อง
- ห้ามมิให้ใช้หรือดัดแปลงบทความโดยไม่ได้รับอนุญาต
- ข้อความที่แสดงในบทความเป็นเพียงความคิดเห็นของผู้เขียนเท่านั้น
- ผู้เขียนรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อเนื้อหาและความถูกต้องของบทความของตน
- การนำไปใช้ซ้ำหรือการตีพิมพ์ซ้ำในรูปแบบอื่นใดต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร
-
ภายหลังจากที่ผลงานได้รับการอนุญาติตีพิมพ์เเล้ว ผู้เขียนจะเป็นผู้รับผิดชอบในผลงานของตัวเองทั้งหมด