ผลของกระบวนการเสริมสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน ตำบลหนองยาว อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา

Main Article Content

วิเชฐ เจริญสิทธิชัย
ดวงมณี วิยะทัศน์

บทคัดย่อ

ที่มาและความสำคัญ; การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคเบาหวาน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการกินอาหาร การออกกำลังกาย และการดูแลสุขภาพ เป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานได้ การให้แรงจูงใจเป็นสิ่งสำคัญในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม


เนื่องจากผู้ที่มีแรงจูงใจสูงมักจะมีแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ดี


วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการจัดการความเครียด และ


ระดับน้ำตาลในเลือดก่อนอาหารก่อนและหลังการใช้กระบวนการเสริมสร้างแรงจูงใจในกลุ่มเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน


วิธีการศึกษา: เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลองศึกษาแบบกลุ่มเดียววัดผลหลังการทดลอง ศึกษาระหว่างเดือน มิถุนายน – สิงหาคม พ.ศ. 2567 การสุ่มตัวอย่างแบบง่าย จำนวน 30 คน ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านต้นนา จังหวัดฉะเชิงเทรา เปรียบเทียบระดับคะแนนพฤติกรรม และระดับน้ำตาลก่อนอาหาร ก่อนและหลังการได้รับกระบวนการฯ โดยใช้สถิติ pair t-test


ผลการวิจัย: พบว่าก่อนและหลังการได้รับกระบวนการเสริมสร้างแรงจูงใจ กลุ่มตัวอย่างมีระดับคะแนนพฤติกรรมสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับดี ค่าเฉลี่ยรายข้อเท่ากับ (Mean =2.88 S.D.=0.38) และ 3.33 (0.31) พฤติกรรมก่อนและหลังได้รับกระบวนการเสริมสร้างแรงจูงใจ พฤติกรรมด้านอาหาร (Mean = 3.24, S.D. = 0.98) และ(Mean 3.35 S.D.=0.47) ด้านการออกกำลังกาย (Mean = 2.68, S.D. = 1.11) และ (Mean 3.11 S.D.=0.80) และด้านการจัดการอารมณ์ (Mean = 2.74, S.D. = 1.00) และ (Mean 3.55 S.D.= 0.83) อยู่ในระดับดี คะแนนเฉลี่ยรวม 30 ข้อด้านการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การจัดการอารมณ์ ค่าเฉลี่ยรวมหลังเข้าร่วมกระบวนการเสริมสร้างแรงจูงใจคะแนนเท่ากับ 100.09 (S.D 0.31) สูงกว่าก่อนเข้ารับกระบวนฯเท่ากับ 86.40 (S.D 0.38)  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01) ระดับน้ำตาลก่อนอาหารในเลือด ก่อนและหลังการได้รับกระบวนการเสริมสร้างแรงจูงใจ พบว่ากลุ่มตัวอย่าง ค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลก่อนอาหารในเลือด ของกลุ่มตัวอย่างหลังได้รับกระบวนการเสริมสร้างแรงจูงใจ เท่ากับค่าเฉลี่ย (Mean 100.10 mg% S.D. = 12.77) ต่ำกว่าก่อนได้รับกระบวนการฯ ซึ่งมีค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลก่อนอาหารในเลือด เท่ากับคะแนนเฉลี่ย (Mean=89.23  S.D.=0.64) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p-value < 0.01)  


ข้อเสนอแนะ: สามารถนำกระบวนการเสริมสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวานนี้ไปใช้ในการส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดในกลุ่มเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวานป้องกันหรือชะลอการเกิดโรคเบาหวานได้

Article Details

ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2566). รายงานผลการสำรวจพฤติกรรมเสี่ยงโรคไม่ติดต่อและการบาดเจ็บ.เข้าถึงเมื่อ 1 มีนาคม 2567. เข้าถึงได้จาก https://pdf (moph.go.th).

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2562). รายงานสถานการณ์โรค NCDs เบาหวาน ความดันโลหิตสูง

และปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง พ.ศ. 2562. กรุงเทพฯ: อักษรกราฟฟิคแอนด์ดีไซน์.

Miller, W. R., & Rollnick, S. (2002). Motivational interviewing: Preparing people forchange(2nd ed.). The Guilford Press.

ศูนย์ข้อมูลด้านสุขภาพกระทรวงสาธารณสุข. (2567). Health Data Center. เข้าถึง https://hdcservice.moph.go.th/hdc/main/index.php.

ณัฐธยาน์ ประเสริฐอำไพสกุล, สมจิต หนุเจริญกุล และชาญ เกียรติบุญศรี. (2561). ปัจจัยทำนาย พฤติกรรมการป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดสูงของผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานที่ไม่สามารถ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด. วารสารรามาธิบดีพยาบาลสาร คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาล รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล, 14(3), 298-311

ทอดศักดิ์ เดชคง. (2565). แนวปฏิบัติการสนทนาสร้างแรงจูงใจเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ นนทบุรี: บริษัท บียอนด์ พับลิสชิ่ง จําากัด.

ยุวรัตน์ ม่วงเงิน. (2562). คู่มือการพยาบาล: การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชีวิตในผู้ใหญ่ที่มีภาวะก่อนเกิด

โรคเบาหวานชนิดที่2. กรุงเทพฯ: คณะพยาบาลศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช.

บุญชม ศรีสะอาด. (2560) .เกณฑ์ในการประเมินเป็นแบบมาตราประมาณค่า. วันที่สืบค้น 10 มิถุนายน 2567 จาก https://research.otepc.go.th/files/04.

พิมพ์ใจ อุ่นบ้าน, สุมิตรพร จอมจันทร์ และณิชชา ทิพย์วรรณ. (2564). ผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อ

พฤติกรรมการดูแลตนเองและการควบคุมความดันโลหิตของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้.

วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์, 13(2), 59-72.

ณัฐธยาน์ ประเสริฐอำไพสกุล, สมจิต หนุเจริญกุล และชาญ เกียรติบุญศรี. (2561). ปัจจัยทำนาย พฤติกรรมการป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดสูงของผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวานที่ไม่สามารถ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด. วารสารรามาธิบดีพยาบาลสาร คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาล รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล, 14(3), 298-311

ละอองกลิ่น กนกแสง. (2564). ผลการสัมภาษณ์เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจต่อพฤติกรรมการดูแลตนเองและ

ระดับน้ำตาลในเลือดสะสมของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้. วารสารวิชาการสำนักงาน

สาธารณสุขจังหวัดมหาสารคาม, 5(10), 161-170.

นิสากร วิบูลชัย และรุ่งทิวา ศรีเดช. (2563). การพัฒนาโปรแกรมการเสริมสร้างแรงจูงใจในการจัดการตนเองเพื่อชะลอไตเสื่อมในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง. วารสารแพทย์นาวี, 47(2),

-393.