ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเลิกบุหรี่ของผู้รับบริการคลินิกอดบุหรี่สถาบันโรคทรวงอก
Main Article Content
บทคัดย่อ
ภูมิหลัง: โรคเรื้อรังเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ โดยพฤติกรรมการสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ทำให้โรคกำเริบและเกิดภาวะแทรกซ้อน การเลิกบุหรี่ในผู้ป่วยโรคปอดและหัวใจเรื้อรังที่มีภาวะพึ่งพานิโคตินยาวนานมีความซับซ้อนและทำได้ยากเนื่องจากกลไกการติดสารเคมีและความเคยชิน การเข้าใจถึงปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาแนวทางการบำบัดรักษาที่มีประสิทธิภาพ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์และปัจจัยทำนายพฤติกรรมการเลิกบุหรี่สำเร็จของผู้ป่วยในผู้ป่วยโรคปอดและหัวใจเรื้อรัง ณ คลินิกอดบุหรี่ สถาบันโรคทรวงอก
วิธีการวิจัย: เป็นการวิจัยเชิงสำรวจภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง จำนวน 158 ราย คัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยมีเกณฑ์คัดเข้าคือ เป็นผู้ป่วยโรคปอดและหัวใจเรื้อรังที่มารับบริการ ณ คลินิกอดบุหรี่ สถาบันโรคทรวงอก มีประวัติการสูบบุหรี่และมีภาวะพึ่งพานิโคตินเป็นระยะเวลายาวนาน และยินดีเข้าร่วมการวิจัย เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา (IOC = 0.96) และความเที่ยง (Cronbach’s alpha = 0.71-0.94) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ไคสแควร์ และสถิติถดถอยโลจิสติก
ผลการวิจัย: พบว่า ปัจจัยความเชื่อด้านสุขภาพและแรงสนับสนุนทางสังคมทุกด้านมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการเลิกบุหรี่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ () โดยเมื่อวิเคราะห์ปัจจัยทำนายพหุตัวแปรพบว่า องค์ความรู้สำคัญในการพยากรณ์ความสำเร็จ 2 ปัจจัย คือ 1) ระดับการติดนิโคติน: กลุ่มที่มีระดับการติดต่ำถึงปานกลางมีโอกาสเลิกสำเร็จสูงถึง 33.30 เท่า (OR = 33.30, 95% CI: 2.01-551.40) เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ติดระดับสูง 2) การรับรู้ความสามารถของตนเอง: กลุ่มที่มีการรับรู้ระดับมากมีโอกาสเลิกสำเร็จเป็น 5.63 เท่า (OR = 5.63, 95% CI: 2.39-13.25)
สรุปผลการวิจัย: ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าแม้ในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่สูบบุหรี่มายาวนาน (เฉลี่ย 35.09 ปี) การจัดการระดับการติดทางชีวภาพควบคู่กับการเสริมสร้างความเชื่อมั่นทางจิตใจเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ
ข้อเสนอแนะ: พยาบาลควรให้ความสำคัญกับการประเมินระดับการติดนิโคตินเชิงลึกควบคู่กับอุปสรรคทางอารมณ์ และบูรณาการโปรแกรมสร้างความเชื่อมั่น (Self-efficacy) ร่วมกับการจัดสิ่งแวดล้อมเพื่อการเยียวยา (Healing Environment) เพื่อยกระดับอัตราความสำเร็จในการเลิกบุหรี่ในผู้ป่วยโรคทรวงอกอย่างยั่งยืน
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
- เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงพิมพ์กับวารสารโรคหัวใจและทรวงอกถือเป็นข้อคิดเห็น และความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ
- บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารสถาบันโรคทรวงอกถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิชาการ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่ง ส่วนใดไปเผยแพร่ กรุณาอ้างอิงบทความนั้น ๆ
เอกสารอ้างอิง
World Health Organization. WHO report on the global tobacco epidemic, 2023: Protect people from tobacco smoke. Geneva: World Health Organization; 2023.
Wateesathogkit K, Tantaweewong A. Lessons learned from the smoke-free hospital project: The center for solving tobacco and health problems. Bangkok: Action on Smoking and Health Foundation Thailand; 2010. (in Thai)
Wateesathogkit K. Manual for tobacco dependence treatment for nurses. Bangkok: Monpreeya Graphic; 2016. (in Thai)
Rosenstock IM. Historical origins of the Health Belief Model. Health Educ Monogr 1974;2(4):328-35.
Janz NK, Becker MH. The Health Belief Model: A decade later. Health Educ Q. 1984;11(1):1-47.
Bandura A. Self-efficacy: The exercise of control. New York: W. H. Freeman and Company; 1997.
Anggreani D, Ahsan A, Sudiana IK. Factors affecting smoking cessation behavior: A systematic review. J Public Health Res 2022;11(2):1-9.
Mala K, Klangcharnnarong T, Thienprasert ST. Selected factors based on Health Belief Model associated with smoking cessation behavior among patients with non-communicable diseases. Journal of Nursing and Health Care 2024;42(1):1-15. (in Thai)
Tawfik AG, Hassan MS, Hamed AF. Factors associated with smoking cessation success among smokers attending a smoking cessation clinic. Egypt J Bronchol 2022;16(1):1-9.
Prochaska JO, Redding CA, Evers KE. The transtheoretical model and stages of change. In: Glanz K, Rimer BK, Viswanath K, editors. Health behavior and health education: Theory, research, and practice. 4th ed. San Francisco: Jossey-Bass; 2008. p. 97–121.
Sirimanassakul K, Jiewramonaikul T. Evaluation of the integrated smoking cessation service data report system (Fah Sai Clinic Program V. 2). Journal of Medical and Public Health Region 4 2025;14(1):115-24. (in Thai)
Taniguchi C, Narisada A, Ando H, Hashimoto A, Nakayama A, Ito M, et al. Smoking cessation behavior in patients with a diagnosis of a non-communicable disease: The impact of perceived disease severity of and susceptibility to the disease. Tob Induc Dis 2023;21(125):1-9.
Kuru Sönmez I, Can G, Sonmez A, Ozturk A. Evaluation of factors affecting smoking cessation success and relapse. J Subst Use 2024;29(1):45-52.