การพัฒนารูปแบบการติดตามสตรีที่ได้รับความรุนแรงซ้ำในครอบครัว ภายใต้การมีส่วนร่วมของทีมสหวิชาชีพในศูนย์พึ่งได้
คำสำคัญ:
ความรุนแรงในครอบครัว, สตรีที่ได้รับความรุนแรงซ้ำ, ทีมสหวิชาชีพ, ศูนย์พึ่งได้บทคัดย่อ
การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการณ์ ปัญหาและความต้องการของสตรี ที่ได้รับความรุนแรงซ้ำในครอบครัว 2) พัฒนารูปแบบการติดตามสตรีที่ได้รับความรุนแรงซ้ำในครอบครัวภายใต้การมีส่วนร่วมของทีมสหวิชาชีพในศูนย์พึ่งได้ และ 3) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการติดตามสตรีที่ได้รับความรุนแรงซ้ำในครอบครัวภายใต้การมีส่วนร่วมของทีมสหวิชาชีพในศูนย์พึ่งได้ โรงพยาบาลราชบุรี ดำเนินการ 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ศึกษาสภาพการณ์ ปัญหา และความต้องการของสตรีที่ได้รับความรุนแรงซ้ำ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 34 คน 2) พัฒนารูปแบบการติดตามสตรีที่ได้รับความรุนแรงซ้ำในครอบครัว ฯ ด้วยการนำผลวิจัยจากขั้นตอนที่ 1 และ 3) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการติดตามสตรีที่ได้รับความรุนแรงซ้ำในครอบครัว ฯ กลุ่มตัวอย่างเป็นทีมสหวิชาชีพ จำนวน 15 คน และสตรีที่ได้รับความรุนแรงซ้ำ จำนวน 27 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบค่าที และการทดสอบของแม็คนีมาร์ ผลการวิจัย พบว่า
1. ผู้รับบริการในศูนย์พึ่งได้ปี 2566–2568 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
2. รูปแบบที่พัฒนาขึ้นเรียกว่า ROSCC Model ประกอบด้วย R: Reassessment (การประเมินซ้ำ) O: Oversee (การติดตามการจัดการตนเอง) S: Sustain (การรักษาความปลอดภัยและความมั่นคงในชีวิต) C: Connect (เชื่อมโยงสังคม) และ C: Collaborate (ความร่วมมือต่อเนื่อง)
3. หลังการใช้รูปแบบ สตรีที่ได้รับความรุนแรงซ้ำมีคะแนนเฉลี่ยการปรับตัวตาม Roy's Adaptation Model สูงขึ้นทุกมิติอย่างมีนัยสำคัญ (p<.001) คะแนนเฉลี่ยรวมเพิ่มจาก 2.75 เป็น 3.97 (t=38.529) มิติที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุด คือ อัตมโนทัศน์ (2.51 เป็น 3.95) การเกิดความรุนแรงซ้ำลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (McNemar's χ²=23.04, p<.001) จาก 27 คนเหลือ 2 คน คิดเป็นอัตราไม่เกิดซ้ำร้อยละ 92.59 ทีมสหวิชาชีพพึงพอใจต่อรูปแบบระดับมากที่สุด สูงกว่าร้อยละ 90 ทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .001
เอกสารอ้างอิง
กองบริหารการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. (2559). การพัฒนาศูนย์พึ่งได้และระบบสารสนเทศ. กระทรวงสาธารณสุข.
คณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานการป้องกันความรุนแรงในครอบครัว. (2561). รายงานประจำปีสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2561. กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว.
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ. (2563). รูปแบบการให้บริการเด็กและสตรีที่ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวและการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในภาวะวิกฤต. มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ.
ชูศรี วงศ์รัตนะ. (2553). เทคนิคการใช้สถิติเพื่อการวิจัย. ไทเนรมิตกิจ อินเตอร์โปรเกรสซิฟ.
ธีระนิตย์ อุ่นหล้า. (2566). ผู้หญิงกับประสบการณ์การเปลี่ยนผ่านความรุนแรงในครอบครัว. วารสาร มจร การพัฒนาสังคม, 8(3), 183–193.
ปพิชญา สุนทรพิทักษ์. (2562). ประสบการณ์ของสตรีที่ผ่านพ้นปัญหาความรุนแรงในครอบครัว: กรณีศึกษา
มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล. [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์]. คลังทรัพยากรสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. https://digital.library.tu.ac.th/tu_dc/frontend/Info/item/dc:183570
อรรคพล ดําเนินผล . (2564). บทบาทของศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัว: กรณีศึกษาศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน ตำบลท่าทราย จังหวัดนนทบุรี [สารนิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย].
Chew, K. S., Wong, S. S. L., Siew, K. L., & Kandasamy, V. (2024). Development and validation of Malaysian One Stop Crisis Center service quality instrument (OSCC-Qual) for domestic violence management. BMC Public Health, 24, 1152. https://doi.org/10.1186/s12889-024-18034-7
Cohen, J. M., & Uphoff, N. T. (1980). Participation's place in rural development: Seeking clarity through specificity. World Development, 8(3), 213–235. https://doi.org/10.1016/0305- 750X(80)90011-X
Cohen, J. (1988). Statistical power analysis for the behavioral sciences (2nd ed.). Lawrence Erlbaum Associates.
Faul, F., Erdfelder, E., Lang, A.-G., & Buchner, A. (2007). G*Power 3: A flexible statistical power analysis program for the social, behavioral, and biomedical sciences. Behavior Research Methods, 39(2), 175–191.
Hair, J. F., Black, W. C., Babin, B. J., & Anderson, R. E. (2019). Multivariate data analysis (8th ed.). Cengage Learning.
Limandri, B. J. (1986). Research and practice with abused women: Use of the Roy adaptation model as an explanatory framework. Advances in Nursing Science, 8(4), 52–61. https://doi.org/10.1097/00012272-198607000-00007
Notko, M., Husso, M., Piippo, S., Fagerlund, M., & Houtsonen, J. (2022). Intervening in domestic violence: Interprofessional collaboration among social and health care professionals and the police. Journal of Interprofessional Care, 36(1), 15–23.
Poleshuck, E., Wittink, M. N., Crean, H., Juskiewicz, I., ReQua, M. A., & Cerulli, C. (2021). A biopsychosocial and interprofessional approach to the treatment of family an intimate partner violence: It takes a village. Frontiers in Psychiatry, 12, 738840. https://doi.org/10.3389/fpsyt.2021.738840
Roy, C. (2009). The Roy adaptation model (3rd ed.). Pearson Prentice Hall.
Sardinha, L., Maheu-Giroux, M., Stöckl, H., Meyer, S. R., & García-Moreno, C. (2022). Global, regional, and national prevalence estimates of physical or sexual, or both, intimate partner violence against women in 2018. The Lancet, 399(10327), 803–813. https://doi.org/10.1016/S0140-6736(21)02664-7
Women's Aid. (2014). Finding the costs of freedom: How women and children rebuild their lives after domestic violence.
World Health Organization. (2021). Violence against women prevalence estimates, 2018:
Global, regional and national prevalence estimates for intimate partner violence against women and global and regional prevalence estimates for non-partner sexual violence against women. World Health Organization. https://doi.org/10.1080/13561820.2021.1876645
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและนวัตกรรมทางการพยาบาลและสุขภาพ

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
##default.contextSettings.thaijo.licenseTerms##