ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ต่อนโยบาย “30 บาท รักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว ” ของประชาชนพื้นที่อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา
คำสำคัญ:
รับรู้, นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียวบทคัดย่อ
การวิจัยแบบภาคตัดขวางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ของประชาชนต่อ “นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว (ONEID)” ในพื้นที่อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยประชาชนสิทธิ์หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอายุระหว่าง 15 – 70 ปี จำนวน 426 คน ที่ได้จากการสุ่มแบบชั้นภูมิและสุ่มอย่างง่ายตามตำบลในพื้นที่ การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การหาค่าสหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณขั้นตอนผลการศึกษาพบว่า
1. โดยรวมระดับการรับรู้ของประชาชนต่อนโยบายอยู่ในระดับปานกลาง (M = 2.62, SD = 1.22) โดยกิจกรรมที่มีการรับรู้มากที่สุดคือ “การยืนยันตัวตนก่อนหรือหลังเข้ารับบริการ” และกิจกรรมที่มีการรับรู้น้อยที่สุดคือ “ระบบแพทย์ทางไกล (Telehealth)”
2. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการรับรู้ ได้แก่ ระดับการศึกษาตั้งแต่ปริญญาตรีขึ้นไป รายจ่ายด้านการรักษาพยาบาลรายเดือน และความคิดเห็นว่านโยบายสามารถช่วยลดค่าใช้จ่าย ซึ่งการมีประสบการณ์ตรงในการใช้บริการมีค่าสหสัมพันธ์สูงที่สุด (r = 0.169, p-value < .01)
3. การได้รับข้อมูลจากบุคลากรทางการแพทย์ การสื่อสารผ่านโทรทัศน์และโซเชียลมีเดีย รวมถึงการสนับสนุนจากครอบครัวและชุมชน มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อระดับการรับรู้ของประชาชนต่อ “นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว (ONEID)
ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัย คือควรส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ผ่านหลายช่องทาง สนับสนุนบทบาทของบุคลากรสาธารณสุขและเครือข่ายชุมชน เพื่อเพิ่มระดับการรับรู้และการเข้าถึงสิทธิของประชาชนให้มากยิ่งขึ้น
เอกสารอ้างอิง
กมลพร สิทธิ. (2554). การเปิดรับข้อมูลข่าวสาร ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการใช้บริการ หลักประกันสุขภาพของประชำชนในเขตกรุงเทพมหานครเปรียบเทียบผู้มีรายได้ปานกลาง และผู้มีรายได้น้อย. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน, สาขาการบริหารสื่อสารมวลชน.
กมลทิพย์ แจ่มกระจ่าง. (2562). การรับรู้และการขับเคลื่อนพระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559. วารสารวิชาการสาธารณสุข, 28(2), 189-201.
จิราภรณ์ ตั้งกิตติภาภรณ์. (2556). จิตวิทยาทั่วไป. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ชุติมา อินทร์ตา. (2563). การรับรู้นโยบายสาธารณะด้านการพัฒนาระบบสาธารณสุขและหลักประกันทางสังคมของประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล. สืบค้นเมื่อ 18 กรกฎาคม 2568 จาก https://mmm.ru.ac.th/MMM/IS/mlw12/6114961069.pdf
ชูเกียรติ วงศ์เทพเตียน. (2542). ภาพลกัษณ์ของพนักงานต้อนรบั บนเครื่องบินของ บริษัทการบินไทยจำกัด. (มหาชน). วิทยานิพนธ์ วศ.ม.สาขาสื่อสารมวลชน: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
ณัฏฐ์ชุดา วิจิตรจามรี. (2566). ทฤษฎีการสื่อสาร. กรุงเทพ ฯ: คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
พลิสา พรกุณา และกฤชวรรธน์ โล่วัชรินทร์. (2563). การนำนโยบายประเทศไทย 4.0 ไปปฏิบัติในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดขอนแก่น. Journal of Buddhist Education and Research, 6(1), 270-283.
พิรุฬห์ ศิริทองคำ, วิลาวัลย์ บุญประกอบ, นาวิน พรมใจสา และรัชนี มิตกิตติ (2561). รูปแบบการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพระดับท้องถิ่นในพื้นที่ ภาคเหนือตอนบน ของประเทศไทย. วารสารสังคมศาสตร์วิชาการ, 11(3), 398-408.
วิชาญ ปาวัน, ประเวช ชุ่มเกสรกูลกิจ, จักรกฤษณ์พลราชม, นิรันตา ศรีบุญทิพย์ และสุจิตรา บุญกล้า. (2562). การประเมินผลการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร เรื่องโรคและภัยสุขภาพ พฤติกรรมการป้องกันและควบคุมโรคและภาพลักษณ์ของกรมควบคุมโรคประจำปี พ.ศ. 2562. นนทบุรี: โรงพิมพ์ชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.
สง่า ไชยนา. (2565). ประสิทธิผลการดำเนินงานโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ จังหวัดหนองบัวลำภู. วารสารอนามัยสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน, 7(2), 117-126.
สุนันทา กาณจนพงศ์. (2567). ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนานโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียวของประเทศไทย. วารสารวิจัยและพัฒนาด้านสุขภาพ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา, 10(1), 199 – 243.
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. (2562). คู่มือผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. กรุงเทพฯ: ห้างหุ้นส่วนจำกัดแสงจันทร์การพิมพ์.
สำนักงานสาธารณสุขอำเภอตะกั่วป่า. (2567). ข้อมูลมูลผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพังงา.
Best, J. W. (1977). Research in Education. 3rd ed. Englewood Cliffs,. New Jersey : Prentice Hall, Inc
Taro Yamane. (1973). Statistics: an introductory analysis. New York: Harper. & Row.
Hair, J. F., Babin, B. J., Anderson, R. E., & Black, W. C. (2019). Multivariate Data Analysis (8th ed.). England: Pearson Prentice.
Naing, L., Winn, T., & Rusli, B. N. (2006). Practical issues in calculating the sample size for prevalence studies, Archives of Orofacial Sciences, 1(1), 9-14.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมนวัตกรรมการพยาบาลและสุขภาพ

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.