ประสิทธิผลการให้สุขศึกษาในผู้ป่วยวัณโรคในพื้นที่อำเภอลำดวน จังหวัดสุรินทร์
คำสำคัญ:
วัณโรค, สุขศึกษา, พฤติกรรมการดูแลตนเองบทคัดย่อ
การวิจัยเชิงกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบความรู้และการปฏิบัติตน (2) ศึกษาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ และ (3) ประเมินความพึงพอใจต่อโปรแกรมสุขศึกษาที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยวัณโรคปอดในอำเภอลำดวน จังหวัดสุรินทร์ ปีงบประมาณ 2568 จำนวน 40 ราย คัดเลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์ที่กำหนด เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยโปรแกรมสุขศึกษาที่ประยุกต์ทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ (Health Belief Model) ร่วมกับสื่อวิดีทัศน์และการสนับสนุนจากครอบครัว และชุดแบบสอบถามที่ผ่านการประเมินความเที่ยงตรงจากผู้ทรงคุณวุฒิ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน Paired t-test ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 75.0) อยู่ในวัยแรงงาน (ร้อยละ 70.0) ภายหลังได้รับโปรแกรมสุขศึกษา กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เพิ่มขึ้นจาก 4.95 เป็น 10.15 และมีคะแนนเฉลี่ยการปฏิบัติตนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 33.68 เป็น 57.08 (p < .05) สำหรับความพึงพอใจต่อโปรแกรม ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( ) = 4.75, S.D. = 0.42) สรุปผลได้ว่า โปรแกรมสุขศึกษาที่เน้นการสร้างความตระหนักรู้ร่วมกับสื่อประสม ช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจความรุนแรงของโรคและโอกาสเสี่ยงจากการขาดการรักษา นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพและการรับประทานยาอย่างต่อเนื่องถูกต้อง ซึ่งเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยวัณโรคในพื้นที่ที่มีบริบทใกล้เคียงกันต่อไป
Downloads
เอกสารอ้างอิง
กาญจนา คอนสาคู. (2566). การพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยวัณโรคปอดที่กลับมาเป็นซ้ำ โรงพยาบาลกำแพงเพชร. วารสารวิชาการสาธารณสุขจังหวัดกำแพงเพชร, 7(1), 15-28.
ฐิติมา ถมทอง. (2564). ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคของผู้สัมผัสกับผู้ป่วยวัณโรคในเขตอำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก [วิทยานิพนธ์ปริญญาสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยนเรศวร].
ทวี โชติพิทยสุนนท์. (2550). วัณโรคในเด็ก. ใน สมศักดิ์ โล่ห์เลขา, ทวี โชติพิทยสุนนท์, และกุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ (บก.), ตำราโรคติดเชื้อในเด็ก (พิมพ์ครั้งที่ 3, น. 345–380). บียอนด์ เอ็นเทอร์ไพรซ์.
นาฏอนงค์ ธรรมสมบูรณ์. (2554). ประสิทธิผลของโปรแกรมสุขศึกษาเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการดูแลตนเองของหญิงตั้งครรภ์วัยรุ่นที่มารับบริการฝากครรภ์ในโรงพยาบาลอานันทมหิดล จังหวัดลพบุรี [วิทยานิพนธ์ปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์].
ผกายดาว พรหมสุรีย์. (2563). การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยวัณโรคด้วย 3C model โรงพยาบาลน้ำยืน อุบลราชธานี. วารสารสุขภาพและสิ่งแวดล้อมศึกษา, 5(1), 1-10.
พลอยไพลิน จินตนา. (2567). ปัจจัยทำนายพฤติกรรมการป้องกันวัณโรคของผู้สัมผัสผู้ป่วยวัณโรคในอำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง [การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองปริญญาสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยพะเยา].
พิมผกา ศรีใจอินทร์. (2562). การพัฒนาระบบการป้องกันการติดเชื้อวัณโรคในบุคลากรพยาบาล โรงพยาบาลน่าน. [รายงานการวิจัย]. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดน่าน.
วิชชุตา พรหมสวัสดิ์. (2566). การพัฒนารูปแบบการดำเนินงานการดูแลผู้ป่วยคลินิกวัณโรคในโรงพยาบาลนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช. มหาราชนครศรีธรรมราชเวชสาร, 7(1), 16-27.
สายพิน ทองคำ, ภิรญา พินิจกลาง, และกาญจนา จันทะนุย. (2567). การพัฒนาระบบการดูแลรักษาผู้ป่วยวัณโรค จังหวัดมหาสารคาม. วารสารวิชาการทางการพยาบาลและวิทยาศาสตร์สุขภาพ, 4(1), 199–208.
อภิชน จีนเสวก. (2564). การพัฒนารูปแบบการจัดการวัณโรคโรงพยาบาลลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี. วารสารวิชาการสาธารณสุข, 30(4), 679-688.
Atkins, S., Heimo, L., Carter, D. J., Ribas Closa, M., Vanleeuw, L., Chenciner, L., Wambi, P., Sidney-Annerstedt, K., Egere, U., Verkuijl, S., Brands, A., Masini, T., Viney, K., Wingfield, T., Lönnroth, K., & Boccia, D. (2022). The socioeconomic impact of tuberculosis on children and adolescents: A scoping review and conceptual framework. BMC Public Health, 22, Article 2153. https://doi.org/10.1186/s12889-022-14579-7
Becker, M. H. (Ed.). (1974). The health belief model and personal health behavior. Charles B. Slack.
Bloom, B. S. (1956). Taxonomy of educational objectives: The classification of educational goals. Longmans, Green.
Hfocus.org. (2568, 28 มีนาคม). ปลัดสธ.กำหนดแผนจัดการ "วัณโรค" หลังตัวเลขตายวันละ 35 คน เผย PM2.5 อาจมีส่วนกระตุ้น (คลิป). https://www.hfocus.org/content/2025/03/33511
Kasl, S. V., & Cobb, S. (1966). Health behavior, illness behavior and sick role behavior. Archives of Environmental Health: An International Journal, 12(2), 246–266. https://doi.org/10.1080/00039896.1966.10664365
Orem, D. E. (1991). Nursing: Concepts of practice (4th ed.). Mosby-Year Book.
Rosenstock, I. M. (1974). Historical origins of the Health Belief Model. Health Education Monographs, 2(4), 328–335. https://doi.org/10.1177/109019817400200403
Rosenstock, I. M., Strecher, V. J., & Becker, M. H. (1988). Social learning theory and the Health Belief Model. Health Education Quarterly, 15(2), 175–183. https://doi.org/10.1177/109019818801500203
Sarafino, E. P., & Smith, T. W. (2011). Health psychology: Biopsychosocial interactions (7th ed.). John Wiley & Sons.
Shearer, N. B. C. (2009). Health empowerment theory as a guide for practice. Geriatric Nursing, 30(2, Suppl), 4–10. https://doi.org/10.1016/j.gerinurse.2009.02.003
World Health Organization. (2003). Adherence to long-term therapies: Evidence for action.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการจัดการนวัตกรรมสุขภาพอย่างยั่งยืน

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
##default.contextSettings.thaijo.licenseTerms##