ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากในเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ตำบลเขาย่า อำเภอศรีบรรพต จังหวัดพัทลุง
คำสำคัญ:
พฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก, นักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลายบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจภาคตัดขวาง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก และศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากในเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ตำบลเขาย่า อำเภอศรีบรรพต จังหวัดพัทลุง กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 141 คน โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และวิเคราะห์โดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติไคสแควร์ (Chi-square)
ผลการวิจัย พบว่า ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 51.10 ทัศนคติต่อการดูแลสุขภาพช่องปาก พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับทัศนคติต่อการดูแลสุขภาพช่องปากภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 51.10 การรับรู้ด้านทันตสุขภาพ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับการรับรู้ด้านสุขภาพภาพรวม อยู่ในระดับมาก ร้อยละ 53.90 การเข้าถึงสถานบริการด้านทันตกรรม พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับการเข้าถึงสถานบริการด้านทันตกรรมภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง 68.10 การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากจากสื่อต่างๆ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากจากสื่อต่าง ๆ ภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 71.60 แรงสนับสนุนทางสังคมในการดูแลสุขภาพช่องปาก พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับแรงสนับสนุนทางสังคมในการดูแลสุขภาพช่องปากภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ70.20 และกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 77.30 การรับรู้ด้านทันตสุขภาพ (p-value = 0.05) มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
เอกสารอ้างอิง
กรรณิกา เรืองเดช ชาวสวนศรีเจริญ. (2556). วิจัยเบื้องต้นสำหรับวิทยาศาสตร์สุขภาพ. (รายงานการวิจัย). ตรัง: วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดตรัง.
กนิพันธุ์ ปานณรงค์. (2559). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคฟันผุในเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ จังหวัดศรีสะเกษ. จาก http://ojslib3.buu.in.th/index.php/social/article/view/5054/2229.
กุลธิดา ประภายนต์, ชฎาพร โรจน์บัวทอง และวารุณี สุดตา. (2562). ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 โรงเรียนอำนวยเวทย์ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี. วารสารทันตาภิบาล, 30(2), 14-24.
จิราวรรณ จาคำมา, ทิพยสุคนธ์ ภู่จุฬา, เบญจมาศ ปิ่นม่วง, พัชราภรณ์ ยอดไหว และวัชรินทร์ ปิยะวงษ์. (2552). ศึกษาพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศรีนคร อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย. (รายงานการวิจัย). สุโขทัย: มหาวิทยาลัยนเรศวร.
จันทร์เพ็ญ เกสรราช. (2560). พฤติกรรมทันตสุขภาพและสภาวะสุขภาพช่องปากของนักเรียน ประถมศึกษาปีที่ 6 จังหวัดสุรินทร์. วารสารทันตาภิบาล, 28(2), 30-31.
นัฐวุฒิ โนนเภา, พัทธพล นามศรี, อนุพงษ์ สอดสี, และวสันต์ ปิ่นวิเศษ. (2561). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการทำความสะอาดช่องปากของนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย อำเภอศรีประจันท์จังหวัดสุพรรณบุรี. วารสารทันตาภิบาล, 29(1), 27. จาก http://www.lib.dent.chula.ac.th/upLoad/2013/tjdex/3893/3_26.pdf.
ปรียานุช นามพิกุล. (2562). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการดูแลทันตสุขภาพของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 โรงเรียนอนุบาลเซกา อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ. วารสารทันตาภิบาล, 30(2), 93. จาก https://he02.tci-thaijo.org.
วรเมธ สุขพาสันติ และมานพ คณะโต. (2559). การแปรงฟันหลังอาหารกลางวันที่โรงเรียน ของเด็กนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายในจังหวัดหนองบัวลำภู. วารสารการพัฒนาสุขภาพชุมชน มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 4(1), 115. จาก https://n9.cl/qsrfb.
สุภัทชัย ยินดียุทธ์. (2552). พฤติกรรมด้านทันตสุขภาพของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในเขตตำบลนิคมกระเสียว อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี. (รายงานการวิจัย). มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
สำนักงานทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. (2561). รายงานการสำรวจสภาวะทันตสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2560. กรุงเทพฯ: บริษัทสามเจริญพาณิชย์ (กรุงเทพ) จำกัด. จาก http://www.dent.chula.ac.th.
อาซีย๊ะ แวหะยี, อัมพาพรรณ ผลพานิชย์, อัญชลี พงศ์เกษตร, กมลวรรณ วณิชชานนท์, และทวี ดำมินทร์ (2560). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีผลต่อการเกิดโรคฟันผุของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้, 4(2), 200-202.จาก https://he01.tci-thaijo.org.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความในวารสารนี้มีลิขสิทธิ์โดยและเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons แบบแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 4.0 ระหว่างประเทศ (CC BY-NC-ND 4.0)
สามารถอ่านและนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการ เช่น การสอน การวิจัย หรือการอ้างอิง โดยให้เครดิตแก่ผู้เขียนและวารสารอย่างเหมาะสม
ห้ามใช้หรือดัดแปลงบทความโดยไม่ได้รับอนุญาต
ข้อความที่ปรากฏในบทความเป็นความคิดเห็นของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว
ผู้เขียนต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาและความถูกต้องของบทความของตนทั้งหมด
การนำไปใช้ซ้ำหรือเผยแพร่ซ้ำในรูปแบบอื่นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร