การศึกษาสถานการณ์โรคคอตีบ และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิต ของผู้ป่วยโรคคอตีบ ประเทศไทย ปี พ.ศ. 2546–2563
คำสำคัญ:
โรคคอตีบ, ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิต, ประเทศไทย, อัตราตาย, อัตราป่วยตายบทคัดย่อ
บทนำ: ในช่วงก่อนการพัฒนาวัคซีน โรคคอตีบเป็นโรคติดเชื้อที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในวัยเด็ก หลังจากที่ได้มีการพัฒนาวัคซีนในปี พ.ศ. 2466 และมีการให้วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน (DTP) ในประเทศสหรัฐอเมริกา และในกลุ่มประเทศอุสาหกรรม ในปี พ.ศ. 2483–2484 อุบัติการณ์การเกิดโรคคอตีบในประเทศอุตสาหกรรมลดลงอย่างรวดเร็ว หลังสงครามโลกครั้งที่สอง โครงการขยายการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ขององค์การ-อนามัยโลก ในปี พ.ศ. 2517 ทำให้อุบัติการณ์ในประเทศที่ด้อยพัฒนาก็ลดลงเดียวเช่นกัน การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางระบาดวิทยาของผู้ป่วยโรคคอตีบ และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิต
วิธีการศึกษา: เป็นการศึกษาระบาดวิทยาเชิงพรรณนา และระบาด-วิทยาเชิงวิเคราะห์ (Unmatched case control study) เปรียบ-เทียบกลุ่มผู้ป่วยเสียชีวิต (Case) และไม่เสียชีวิต (Control) โดยใช้ข้อมูลเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา (รายงาน 506) ซึ่งเก็บรวบรวมจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546–2563 นิยามผู้ป่วยที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้ป่วยที่มารับบริการใน สถานบริการทางด้านสาธารณสุขที่มีอาการแสดงตามนิยามการ เฝ้าระวังโรคของกองระบาดวิทยา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ และสถิติเชิงวิเคราะห์โดยใช้ Chi- square test และ Binary Logistic Regression และทดสอบหาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิต โดยใช้ Odds ratio (OR), 95% Confidence interval (CI)
ผลการศึกษา: สถานการณ์แนวโน้มของผู้ป่วยโรคคอตีบ ประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2546–2552 มีแนวโน้มลดลง ในปี พ.ศ. 2553 มีการระบาดของโรคคอตีบ มีรายงานผู้ป่วยเพิ่มเป็น 77 ราย ปี พ.ศ. 2554 จำนวนผู้ป่วยลดลง และพบการระบาดอีกครั้งในปี พ.ศ. 2555 มีรายงานผู้ป่วย 63 ราย หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2556–2563 จำนวนผู้ป่วยโรคคอตีบได้ลดลงมาตามลำดับ แม้อัตราป่วยด้วยโรคคอตีบจะมีแนวโน้มลดลงแต่อัตราป่วยตายของโรคคอตีบในยังคงสูง นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546–2563 มีมีรายงานผู้ป่วยทั้งหมด 348 ราย เสียชีวิต 81 ราย ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 55.6) อัตราส่วนเพศหญิงต่อเพศชายเท่ากับ 1 : 1.25 กลุ่มอายุที่พบสูงสุด คือ กลุ่มอายุ 0–4 ปี พบร้อยละ 36.2 เมื่อนำมาเมื่อทดสอบ Binary Logistic Regression พบว่าสถานภาพสมรสโสดมีความเสี่ยงต่อการ เสียชีวิตมากกว่าสถานภาพสมรสคู่ 5.75 เท่า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P–value <0.05) และผู้ป่วยที่อาศัยในเขตภาคใต้ มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่าภาคอื่น ๆ 2.82 เท่า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P–value < 0.01)
สรุปและอภิปรายผล: อัตราป่วยตายด้วยโรคคอตีบพบสูงมากในกลุ่มอายุ 0–4 ปี และภาคใต้เป็นพื้นที่พบผู้ป่วย ผู้เสียชีวิตสูงสุด มาตรการป้องกันควบคุมโรค คือ การเพิ่มความครอบคลุมการ สร้างเสริมภูมคุ้มกันโรคในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยกระบวนการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน เพื่อให้หน่วยงานผู้เกี่ยวข้องสามารถนำไปดำเนินการบรรลุเป้าหมายของการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคด้วยวัคซีน
References
กลุ่มโรคติดต่อระหว่างประเทศ กองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค. คอตีบ [อินเทอร์เน็ต]. 2564 [เข้าถึงเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2564]. เข้าถึงได้จาก: https://ddc.moph.go.th/dcd/pagecontent.php?page=566&dept=dcd
กนกทิพย์ ทิพย์รัตน์, สุริยะ คูหะรัตน์. สถานการณ์โรคคอตีบของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2545. รายงานการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาประจำสัปดาห์. 2545;38:602.
กองระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข. นิยามโรคและแนวทางการรายงานโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังในประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร: ห้างหุ้นส่วนจำกัดแคนนา กราฟฟิค; 2563.
กองโรคป้องกันด้วยวัคซีน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการดำเนินงานเมื่อพบผู้ป่วยสงสัยโรคคอตีบและการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค [อินเทอร์เน็ต]. 2564 [เข้าถึงเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2564]. เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th>files
Robert S Munford, Howard W Ory, George F Brooks. Diphtheria Deaths in the United States, 1959–1970 [internet]. [cited 2021 Jun 8]. Available form: http://www.jamanetwork.com/journals/Jama/article–abstract/357140
กองโรคป้องกันด้วยวัคซีน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. ตำราวัคซีนและการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค. กรุงเทพมหานคร: บริษัทเวิร์ค พริ้นติ้งจำกัด; 2562.
Downloads
เผยแพร่แล้ว
How to Cite
ฉบับ
บท
License
Copyright (c) 2022 รายงานการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาประจำสัปดาห์

This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
1. เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงพิมพ์กับ WESR ถือเป็นข้อคิดเห็น และความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ
2. บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ใน WESR ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิชาการ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่ง ส่วนใดไปเผยแพร่ กรุณาอ้างอิงบทความนั้น ๆ