การพัฒนาแนวทางการสั่งใช้ยาสมุนไพรในเครือข่ายบริการ ของอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสถานการณ์การสั่งใช้ยาสมุนไพร (2) พัฒนาแนวทางการสั่งใช้ และ (3) ศึกษาผลของการพัฒนาแนวทางในเครือข่ายบริการอำเภอโพนพิสัย กลุ่มตัวอย่างคือบุคลากรทางการแพทย์ 15 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์ที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม ดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคม 2568 – ธันวาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา สถิติเชิงพรรณนาโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานใช้ Wilcoxon Signed-Ranks Test
ผลการวิจัยพบว่า สถานการณ์ก่อนพัฒนาบุคลากรมีความรู้ระดับปานกลาง มีอุปสรรคสำคัญคือความไม่มั่นใจในประสิทธิผล ข้อมูลวิชาการไม่เพียงพอและระบบเบิกจ่ายไม่ครอบคลุม ผู้วิจัยจึงพัฒนาแนวทางโดยกำหนดกลุ่มโรคเป้าหมาย จัดทำคู่มือปฏิบัติงาน และจัดการประชุมทบทวนทักษะ 3 ชั่วโมง หลังการพัฒนาพบว่าบุคลากรมีความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001) และมีความมั่นใจในทักษะ 4 ด้านหลักในระดับมากที่สุด ส่งผลให้ปริมาณการสั่งใช้ยาสมุนไพรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สรุปได้ว่า การพัฒนาแนวทางการสั่งใช้ยาสมุนไพรในเครือข่ายบริการอำเภอโพนพิสัยสามารถ ยกระดับความรู้ ความมั่นใจ และการปฏิบัติของบุคลากรได้จริง อีกทั้งยังช่วยลดความไม่สม่ำเสมอในการสั่งใช้ยา และเพิ่มคุณภาพบริการที่สอดคล้องกับนโยบายการส่งเสริมสมุนไพรระดับประเทศ ผลการวิจัยนี้สามารถใช้เป็นต้นแบบในการขยายผลไปยังพื้นที่อื่นเพื่อขับเคลื่อนการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพอย่างยั่งยืน
Downloads
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2560). แผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2560-2564. กระทรวงสาธารณสุข.
ชวัลวลัย เมฆสวัสดิชัย. (2562). การประเมินผลการดำเนินนโยบายส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพรในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จังหวัดสระบุรี ปีงบประมาณ 2560. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, 17(3), 595–609.
สมชาย ชินวานิชย์เจริญ, (2561). การประเมินผลการพัฒนาระบบยาสมุนไพรสำหรับหน่วยบริการสาธารณสุข จังหวัดอุดรธานี. วารสารโรงพยาบาลนครพนม, 5(1), 47–55.
Amponsah, S. K., (2021). Knowledge, attitudes, and barriers to the use of herbal medicines among healthcare professionals. Complementary Therapies in Medicine.
Best, J. W. (1977). Research in education (3rd ed.). Prentice-Hall.
Bloom, B. S. (1971). Handbook on formative and summative evaluation of student learning. McGraw-Hill.
Burapachaisri, Traisuree. (2023). National Action Plan on Thai Herbs No. 2 (2023-2027). Government House of Thailand.
Ekor, M. (2014). The growing use of herbal medicines: Issues relating to adverse reactions and challenges in monitoring safety. Frontiers in Pharmacology. 4, 177. https://doi.org/10.3389/fphar.2013.00177
Jafari, S., Ghane, M., & Arshad, A. (2021). Knowledge, attitude and practice of community pharmacists regarding herbal medicines. Journal of Pharmaceutical Care, 9(1), 22–28. https://doi.org/10.18502/jpc.v9i1.6033
Jivapaisarnpong, J. (2017). Factors associated with herbal medicine prescription in the national list of essential medicines of physicians in government health facilities, Saraburi province. Journal of Thai Traditional & Alternative Medicine, 15(2), 200-210.
Likert, R. (1932). A technique for the measurement of attitudes. Archives of Psychology, 22(140), 1–55.
Panthong, S., (2022). Knowledge and attitudes regarding herbal medicines in the national list of essential medicines among public health personnel in Pattani province. Journal of Thai Traditional & Alternative Medicine, 20(1), 54-66.
Patterson, J. (2023). Financial and accessibility barriers to traditional medicine in rural areas. Global Public Health.
Puttarak, P., (2020). Factors affecting herbal medicine prescription of medical personnel in public health facilities: A systematic review and meta-analysis. Journal of Thai Traditional & Alternative Medicine, 18(3), 540-555.