ผลของโปรแกรมสุขศึกษาโดยใช้แนวคิดการจัดการตนเองร่วมกับครอบครัวต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารและผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4–5 โรงพยาบาลโพนพิสัย

Main Article Content

ลาวัลย์ อรกุล

บทคัดย่อ

          วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบความรู้ พฤติกรรมการบริโภคอาหาร และอัตราการกรองของไต (eGFR) ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมสุขศึกษาโดยใช้แนวคิดการจัดการตนเองร่วมกับครอบครัวในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4–5


          วิธีดำเนินการวิจัย: การวิจัยเชิงทดลองขั้นต้นแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4–5 ที่มารับบริการ ณ โรงพยาบาลโพนพิสัย จำนวน 62 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือดำเนินการวิจัยคือ โปรแกรมสุขศึกษาฯ ร่วมกับสมุดบันทึกอาหาร และสื่อโภชนาการ เครื่องมือเก็บข้อมูลคือ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบวัดความรู้ และแบบวัดพฤติกรรมการบริโภคอาหาร มีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.73 เก็บข้อมูลก่อนและหลังการทดลอง 12 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และสถิติ


          ผลการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ (ร้อยละ 83.9) มีรายได้ไม่เกิน 3,000 บาท/เดือน (ร้อยละ 62.9) หลังได้รับโปรแกรมพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เรื่องโรคไตเรื้อรังเพิ่มขึ้นจาก 4.55 เป็น 6.16 และคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการบริโภคอาหารเพื่อชะลอไตเสื่อมในภาพรวมเพิ่มขึ้นจาก 1.52 เป็น 2.53 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) โดยพฤติกรรมรายด้านพัฒนาขึ้นทุกด้าน นอกจากนี้ ค่าเฉลี่ยอัตราการกรองของไต (eGFR) เพิ่มขึ้นจาก 18.88 เป็น 20.14 มล./นาที/1.73 ตร.ม. อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001)


ข้อสรุป: โปรแกรมสุขศึกษาที่เน้นการจัดการตนเองและการมีส่วนร่วมของครอบครัวสามารถพัฒนาความรู้ พฤติกรรมการบริโภคอาหาร และช่วยชะลอความเสื่อมของไตในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะลุกลามได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ในบริบทผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดด้านเศรษฐานะ

Downloads

Download data is not yet available.

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
อรกุล ล. (2026). ผลของโปรแกรมสุขศึกษาโดยใช้แนวคิดการจัดการตนเองร่วมกับครอบครัวต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารและผลลัพธ์ทางคลินิกของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4–5 โรงพยาบาลโพนพิสัย. วารสารการพยาบาลและสุขภาพดอกจาน, 1(2), 1–14. สืบค้น จาก https://he05.tci-thaijo.org/index.php/nhudru/article/view/8000
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กานต์พิชชา ศรีใจ, ปิยะวรรณ ลิ้มปัญญาเลิศ, และสุภารัตน์ วังคะฮาต. (2566). ผลของโปรแกรมการ จัดการตนเองต่อพฤติกรรมสุขภาพและผลลัพธ์ทางคลินิกในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะที่ 3b และ 4. วารสารเกื้อการุณย์, 30(1), 45-58.

ชลธิชา ทิพย์รักษ์, ณัฏฐาภรณ์ อ่อนศรี, และสิทธิชัย แพรไพศาล. (2564). ประสิทธิผลของโปรแกรมการจัดการตนเองต่อพฤติกรรมชะลอไตเสื่อมและฟังก์ชันการทำงานของไตในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง โรงพยาบาลชุมชน. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข, 31(2), 112-125.

อนุ อิสรพานิช, และกิตติพร เนาว์สุวรรณ. (2565). รูปแบบการจัดการตนเองของผู้ป่วยโรคไตวายระยะที่ 4 โดยใช้ MSES Model ในบริบทภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. วารสารวิจัยและระบบสาธารณสุข, 16(3), 302-315.

Handel, M. J., Cooper, R. S., & Vigneron, A. (2023). Family-centered self-management interventions in advanced chronic kidney disease: A randomized controlled trial. Journal of Renal Nutrition, 33(4), 512-521. https://doi.org/10.1053/j.jrn.2023.02.004

Kanfer, F. H., & Gaelick-Bays, L. (1991). Self-management methods. In F. H. Kanfer & A.

P. Goldstein (Eds.), Helping people change: A textbook of methods (4th ed.,

pp. 305-360). Pergamon Press.