การพัฒนารูปแบบการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินด้วยระบบ Interfacility Patient Transfer โรงพยาบาลกันตัง จังหวัดตรัง
คำสำคัญ:
รูปแบบการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน, Interfacility patient transferบทคัดย่อ
วิจัยเชิงปฏิบัติการมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิผลรูปแบบการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินโดยใช้ระบบ Interfacility patient transfer ณ โรงพยาบาลกันตัง จังหวัดตรัง ดำเนินการ 4 ระยะระหว่างมีนาคมถึงกันยายน พ.ศ.2566 ดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาปัญหาการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินตามวงจร PAOR ระยะที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน และระยะที่ 4 ประเมินประสิทธิผลการใช้รูปแบบการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และสถิติเชิงพรรณนา และ pair t-test
ผลการพบว่า ระยะที่ 1 การส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินของโรงพยาบาลกันตังมีแนวทางปฏิบัติยังไม่ชัดเจน พยาบาลวิชาชีพมีประสบการณ์ทำงานต่างกัน ขาดความรู้และทักษะการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินไม่เพียงพอ และการบันทึกทางการพยาบาลระหว่างส่งต่อไม่ครอบคลุม ระยะที่ 2 ได้รูปแบบการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน ประกอบด้วย แนวทางการอบรมเชิงปฏิบัติการและนวัตกรรมการดูแลผู้ป่วยขณะส่งต่อ ระยะที่ 3 พยาบาลได้รับการอบรมเชิงปฏิบัติการตามรูปแบบการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน ระยะที่ 4 พยาบาลมีความรู้และทักษะหลังการอบรมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 การบันทึกการพยาบาลขณะส่งต่อครบถ้วน ร้อยละ 98.95 ร้อยละอุบัติการณ์ความเสี่ยงขณะส่งต่อลดลงเท่ากับ 0.7 นวัตกรรมรูปแบบการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินของโรงพยาบาลกันตัง ประกอบด้วย 1) การแบ่งประเภทผู้ป่วยฉุกเฉินส่งต่อ 2) ขั้นตอนการดูแลผู้ป่วย 3 ระยะ pre-transfer, during-transfer และ post-transfer 3) บันทึกทางการพยาบาลครอบคลุมการดูแลขณะส่งต่อ
ผลการวิจัยทีมสหวิชาชีพให้การยอมรับรูปแบบ และสามารถนำมาใช้ได้จริงเหมาะสมกับบริบทโรงพยาบาลกันตัง ส่งผลให้การส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เอกสารอ้างอิง
จักรพงศ์ ปิติโชคโภคินท์, มยุมา ศรีสุภนันท์, สุรีย์ จันทรโมรี และประภาเพ็ญ สุวรรณ. (2562). การพัฒนารูปแบบการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินที่มีภาวะวิกฤต โรงพยาบาลนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี. 37(1), 88-97.
ชาญวิทย์ ทระเทพ, กรองกาญจน์ บุญใจใหญ่, สุชาดา นฤคนธ์, ยุพา คงกลิ่นสุคนธ์ และนริศา มัณทางกูร. (2556). สถานการณ์การจัดบริการสาธารณสุข โครงสร้าง รูปแบบและปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการจัดบริการสาธารณสุข. กรุงเทพมหานคร : ไซเบอร์ ร็อก.
ทิพย์วิภา สังข์อินทร์ และนุชนารถ ศรีนาค. (2562). การพัฒนาระบบการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินแบบครบวงจร โรงพยาบาลนครพนม. วารสารโรงพยาบาลนครพนม, 8(2), 94-103.
ปรีชา แหวนหล่อ, บุญช่วย ศรีธรรมศักดิ์ และสุริย์พันธุ์ วรพงศธร. (2560). การพัฒนาระบบการส่งต่อผู้ป่วยแบบครบวงจร โรงพยาบาลนครพนม. วารสารเวชสารและสาธารณสุขศาสตร์เขตเมือง, 61(3), 215-224.
พรพิไล นิยมถิ่น. (2561). ผลการใช้แบบบันทึกทางการพยาบาลขณะส่งต่อผู้ป่วยที่พัฒนาขึ้นต่อคุณภาพการส่งต่อและความพึงพอใจของพยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย จังหวัดเลย. วารสารการแพทย์โรงพยาบาลอุดรธานี, 26(3), 135-142.
โรงพยาบาลกันตัง. (2565). รายงานเวชระเบียนความเสี่ยงโรงพยาบาลกันตัง.
วาสนา นาชัยเริ่ม และปิยะพร ทิพวงค์. (2563). การพัฒนารูปแบบการส่งต่อผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์. วารสารสุขภาพและสิ่งแวดล้อมศึกษา, 5(4), 36-43.
วาสิทธิ์ นงนุช และคณะ. (2560). การพัฒนาคุณภาพระบบส่งต่อฉุกเฉินระหว่างสถานพยาบาล โรงพยาบาลเชียงขวัญ จังหวัดร้อยเอ็ด. วารสารวิจัยสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 10(2), 49-57.
สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ. (2557). การปฏิบัติการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินระหว่างสถานพยาบาล. นนทบุรี : อัลทิเมท พริ้นติ้ง จำกัด.
สมจินตนา เอี่ยมสรรพางค์, ธานินทร์ โลเกศกระวี และกมลทิพย์ แซ่เล้า. (2557). การปฏิบัติการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินระหว่างสถานพยาบาล Interfacility patient transfer. นนทบุรี : อัลทิเมท พริ้นติ้ง.
Kemmis, S & McTaggart, R. (1988). The Action Research Planner. (3rd ed.). Victoria: Deakin University.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสาธารณสุขมูลฐาน (ภาคใต้)

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความในวารสารนี้มีลิขสิทธิ์โดยและเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons แบบแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 4.0 ระหว่างประเทศ (CC BY-NC-ND 4.0)
สามารถอ่านและนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางวิชาการ เช่น การสอน การวิจัย หรือการอ้างอิง โดยให้เครดิตแก่ผู้เขียนและวารสารอย่างเหมาะสม
ห้ามใช้หรือดัดแปลงบทความโดยไม่ได้รับอนุญาต
ข้อความที่ปรากฏในบทความเป็นความคิดเห็นของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว
ผู้เขียนต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาและความถูกต้องของบทความของตนทั้งหมด
การนำไปใช้ซ้ำหรือเผยแพร่ซ้ำในรูปแบบอื่นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร